ดาวโจนส์ปิดร่วง 443 จุด หวั่นสงครามตะวันออกกลางดันเงินเฟ้อ

รูป ดาวโจนส์ปิดร่วง 443 จุด หวั่นสงครามตะวันออกกลางดันเงินเฟ้อ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -23 มี.ค. 69 6:55: น.

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดร่วงแรงในวันศุกร์ (20 มี.ค.) โดยดัชนี S&P 500 ปิดต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ซึ่งเพิ่มความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อาจสูงขึ้นในอนาคต

 

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 45,577.47 จุด ลดลง 443.96 จุด (-0.96%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,506.48 จุด ลดลง 100.01 จุด (-1.51%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 21,647.61 จุด ลดลง 443.08 จุด (-2.01%)

 

ตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนี S&P 500 ลดลง 1.9% ขณะที่ดัชนีดาโจนส์และแนสแดคลดลงกว่า 2% โดยนับตั้งแต่สงครามในอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ดัชนี S&P 500 ลดลงไปแล้ว 5.4%, ดาวโจนส์ลดลงเกือบ 7% และแนสแดคลดลง 4.5% โดยดัชนีทั้งสามต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในตลาดที่อ่อนแอลง

 

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่มีสัญญาณว่าจะคลี่คลายลง โดยกองทัพสหรัฐฯ ส่งเรือยกพลขึ้นบก USS Boxer พร้อมกำลังนาวิกโยธินและกำลังพลหลายพันนายไปยังภูมิภาค ขณะที่โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านย้ำถึงความเป็นเอกภาพและการยืดหยัดต่อต้านของประเทศ

 

เจค ดอลลาร์ไฮด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Longbow Asset Management กล่าวว่า นักลงทุนเริ่มยอมรับแล้วว่าสงครามครั้งนี้อาจยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก และเป็นสาเหตุที่ทำให้ตลาดปรับตัวลง ซึ่งความขัดแย้งอาจดำเนินต่อไปไม่ใช่แค่ระยะสัปดาห์ แต่อาจยาวนานหลายเดือน

 

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริการ่วงลงเป็นวันที่สามติดต่อกัน เช่นเดียวกับตลาดพันธบัตรของสหราชอาณาจักรและยุโรป เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดีดตัวสูงขึ้น และตอกย้ำความกังวลด้านเงินเฟ้อ

 

ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าการปรับลดในปีนี้

 

ภาพรวมหุ้นรายตัว

-หุ้น 9 จาก 11 กลุ่มในดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง โดยกลุ่มสาธารณูปโภคลดลงมากที่สุด 4.11% ตามด้วยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ลดลง 3.15%

- ดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานของ S&P 500 แทบไม่เปลี่ยนแปลง แต่ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 13 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายสัปดาห์ที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980 ตามข้อมูลของ LSEG จากสถานการณ์ในเวเนซุเอลาและตะวันออกกลางที่เป็นปัจจัยสำคัญตลอดไตรมาสแรก

- ดัชนี Russell 2000 ซึ่งติดตามหุ้นขนาดเล็กลดลง ปิดลบ 2.26% และลดลงไปประมาณ 10% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 22 ม.ค.

- หุ้นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับตัวลดลง นำโดย Nvidia และ Tesla ร่วงกว่า 3% ขณะที่ Alphabet, Meta Platforms และ Microsoft ปิดลบประมาณ 2%

- หุ้น Super Micro Computer ดิ่ง 33% หลังมีบุคคลสามรายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทถูกตั้งข้อหาลักลอบส่งออกเทคโนโลยี AI เป็นมูลค่าอย่างน้อย 2,500 ล้านดอลลาร์ไปยังจีน ขณะที่หุ้นของ Dell คู่แข่ง ปรับตัวเพิ่มขึ้น

- หุ้น FedEx ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ออกคาดการณ์เชิงบวก แต่ระบุว่าอุปสงค์ทั่วโลกยังคงทรงตัวแม้เผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับขึ้นเกือบ 1%

 

ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย

- ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 27,500 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 20,100 ล้านหุ้น โดยเมื่อวันศุกร์ยังตรงกับช่วง “Triple witching” ซึ่งเป็นการที่สัญญาอนุพันธ์สำคัญ 3 ประเภท ประกอบด้วยออปชันหุ้นรายตัง, ฟิวเจอร์สดัชนีหุ้น และออปชันดัชนีหุ้น หมดอายุพร้อมกัน

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ จำนวน 11 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 36 ตัว โดยมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 3.4 ต่อ 1 หุ้น ขณะที่ดัชนีแนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 43 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 274 ตัว

 

ที่มา Reuters

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju