Morgan Stanley คาดว่า เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลง เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปที่แคบลง ขณะที่ภาวะสงครามในอิหร่านเริ่มส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้นนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. โดยได้รับอานิสงส์จากการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและสถานะสกุลเงินของประเทศผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของโลก ดัชนีค่าเงินดอลลาร์พุ่งขึ้น 2% นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น โดยแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2025 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (23 มี.ค.) ในขณะที่ค่าเงินยูโรและเงินเยนกลับร่วงลงมากกว่า 2% ในช่วงความขัดแย้ง เนื่องจากทั้งสองประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง ทีมนักกลยุทธ์ของ Morgan Stanley ระบุว่า "การที่ดัชนีพุ่งขึ้นมาถึงระดับนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นกับดักตลาดกระทิง (Bull trap) หรือสัญญาณหลอกที่ล่อนักลงทุนเข้ามา ก่อนที่จะกลับตัวลงอย่างรวดเร็ว” โดยชี้ว่าตลาดรับรู้ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นไปแล้ว แต่ยังคงประเมินผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำเกินไป" ข้อมูลล่าสุดจากคณะกรรมาธิการการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC) ระบุว่า บรรดาเทรดเดอร์เริ่มหันมามีมุมมองเชิงบวกต่อค่าเงินดอลลาร์เป็นครั้งแรกในปีนี้ในสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 17 มี.ค. ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นได้สร้างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และส่งผลให้เทรดเดอร์คาดการณ์ว่ายุโรปจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทั้งที่ก่อนเกิดสงคราม ตลาดมองว่า ยุโรปจะมีการปรับลดดอกเบี้ยลง ทีมนักวิเคราะห์ระบุว่า "ความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับธนาคารกลาง ซึ่งการกำหนดนโยบายจะแตกต่างกันไปตามการให้น้ำหนักของปัจจัยเหล่านี้" นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มที่จะมองข้ามภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงชั่วคราว และหันไปให้ความสำคัญกับการประคองการเติบโตแทน โดยคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ในขณะที่คาดว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% เพื่อรับมือภาวะเงินเฟ้อ มุมมองของ Morgan Stanley สอดคล้องกับ Citadel Securities เมื่อต้นสัปดาห์ว่า นักลงทุนเริ่มเปลี่ยนจุดโฟกัสจากภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงในตอนแรก ไปสู่ผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกแทน ที่มา Bloomberg |