ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวอาหรับกำลังแบกรับต้นทุนความขัดแย้งและผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างประเทศในภูมิภาคซึ่งกำลังเผชิญการโจมตีจากอิหร่าน ท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาคหลังสหรัฐฯ-อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน เอ็บเตซาม อัล-เคตบี ประธานศูนย์นโยบายเอมิเรตส์ (Emirates Policy Center) กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่สงครามของเรา เราไม่ได้ต้องการความขัดแย้งนี้ แต่เรากลับต้องจ่ายราคาแลกมา ทั้งในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ” แต่ไม่ได้แปลว่า อิหร่านจะไม่มีมลทิน รัฐบาลประเทศอ่าวอาหรับได้ให้คำมั่นกับเตหะรานว่าจะไม่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ดินแดนหรือพื้นที่น่านฟ้าของตนเพื่อโจมตีในสงครามครั้งนี้ แต่ถึงกระนั้น อิหร่านยังคงยิงโดรนและขีปนาวุธโจมตีทั่วภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ความกังวลอีกประการหนึ่งของประเทศอ่าวอาหรับคือ สถานการณ์หลังสงครามที่อิหร่านอาจกลายเป็นสิงโตที่บาดเจ็บ ซึ่งอาจยิ่งอันตรายมากขึ้น แม้ความไม่พอใจต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่า เป็นผู้เปิดฉากสงครามโดยไม่ได้ปรึกษาพันธมิตร แต่แหล่งข่าวในภูมิภาคบางรายมองว่า เมื่อสหรัฐฯ เริ่มสงครามแล้ว ก็ควรดำเนินการให้ถึงที่สุดเพื่อกำจัดภัยคุกคามจากอิหร่านที่พวกเขามองว่าอยู่ใกล้บ้าน อัล-เคตบีกล่าวว่า “หากอเมริกาถอนตัวจากสงครามตอนนี้โดยยังไม่ชนะ ก็เหมือนปล่อยสิงโตที่บาดเจ็บไป อิหร่านจะยังคงเป็นภัยต่อภูมิภาคและอาจกลับมาโจมตีอีก และหากระบอบการปกครองล่มสลายจนเกิดสุญญากาศ ประเทศเพื่อนบ้านก็จะต้องรับผลกระทบ” ขณะที่ทำเนียบขาวระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ลดขีดความสามารถในการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธของอิหร่านลงถึง 90% และได้ทำลายศักยภาพของอิหร่านในการยิงหรือผลิตอาวุธดังกล่าว นอกจากนี้ การปิดน่านฟ้าทำให้สายการบินต้องยกเลิกเที่ยวบินราว 40,000 เที่ยว ถือเป็นการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่สุดของการเดินทางทางอากาศทั่วโลกนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวในอ่าวอาหรับก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งกระทบภาพลักษณ์ที่ภูมิภาคพยายามสร้างให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับหรูที่ปลอดภัย ท่ามกลางความปั่นป่วน ประเทศในอ่าวอาหรับพยายามส่งสัญญาณถึงความมั่นคงและความพร้อมรับมือ ชีค โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน ประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กล่าวว่า แม้ประเทศของตนเองอยู่ในช่วงเวลาของสงคราม แต่ยังคงมั่นคงและไม่ใช่เป้าหมายที่อ่อนแอ ซึ่งเป็นการแสดงความเห็นครั้งแรกหลังอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นักวิเคราะห์ระบุว่า สงครามครั้งนี้ทำให้ประเทศในอ่าวอาหรับต้องทบทวนทั้งการพึ่งพาความมั่นคงจากสหรัฐฯ และความเป็นไปได้ในการเจรจากับอิหร่านเพื่อจัดทำโครงสร้างความมั่นคงระดับภูมิภาคใหม่ แม้ว่าความเชื่อมั่นต่ออิหร่านจะลดลงอย่างมาก ฟาวาซ เกอร์เกส จากสถาบันเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน กล่าวว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับประเทศในอ่าวอาหรับตั้งอยู่บนข้อตกลงโดยนัย กล่าวคือ ประเทศอ่าวอาหรับมอบพลังงานและเงินทุน รวมถึงการใช้จ่ายหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อซื้ออาวุธ เทคโนโลยี และสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ แลกกับการคุ้มครองด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ เกอร์เกสกล่าวว่า สงครามครั้งนี้ทำให้สมมติฐานดังกล่าวสั่นคลอนและประเทศในอ่าวอาหรับจะเร่งกระจายความร่วมมือด้านการต่างประเทศและความมั่นคงมากขึ้น เพราะตระหนักว่า “พวกเขาไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียวในการปกป้องพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ประชาชน และอธิปไตยของตนได้” ความกังวลล่าสุดของประเทศในอ่าวอาหรับต่อสหรัฐฯ สะท้อนความไม่พอใจที่เคยเกิดขึ้นในซาอุดีอาระเบีย เมื่อสหรัฐฯ ไม่ตอบโต้การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธต่อโรงงานน้ำมันอับไคก์และคูไรส์ในปี 2019 ซึ่งสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียกล่าวหาอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลัง แม้อิหร่านจะปฏิเสธก็ตาม อับดุลอาซิซ ซาเกอร์ ประธานศูนย์วิจัยอ่าวอาหรับในซาอุดีอาระเบีย กล่าวว่า สหรัฐฯ ล้มเหลวในการเตรียมมาตรการคุ้มครองพันธมิตรในภูมิภาค หรือรับประกันการไหลเวียนของน้ำมันและก๊าซในช่วงสงคราม โดยระบุว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ประเทศในอ่าวอาหรับต้องเผชิญนั้นรุนแรงอย่างยิ่ง ซาเกอร์กล่าวว่า สงครามครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดของการพึ่งพาหลักประกันด้านความมั่นคงจากภายนอกเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะจากสหรัฐ พร้อมระบุว่าประเทศในอ่าวอาหรับจำเป็นต้องเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันตนเองและเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตในอนาคต ที่มา Reuters |