| กนง. มีมติเอกฉันท์ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% พร้อมคงจีดีพีปีนี้ที่ 1.5% ด้านเงินเฟ้อทั่วไปบางช่วงทะลุ 3% ขณะที่ปี 70 หั่นเป้าเศรษฐกิจเหลือโต 2% ลุ้นมาตรการการคลัง หากมีเม็ดเงิน 3 แสนลบ. ดันจีดีพีโตเพิ่ม 0.5-0.7% นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน และในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กนง.ในวันนี้ว่า ที่ประชุม กนง.มีมติเอกฉันท์ 6 ต่อ 0 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% และคงประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 1.5% ขณะที่ปี 2570 ปรับลดลงเหลือ 2% จากประมาณการครั้งก่อนที่ 2.3% โดยการบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและแนวโน้มรายได้ที่ลดลง “หากไม่มีสงคราม เชื่อว่า ปีนี้การขยายตัวของเศรษฐกิจคงไม่ 1.5% อย่างแน่นอน น่าจะขยายตัวได้ 2.3% ส่วนการประมาณการครั้งนี้ ยังไม่ได้รวมมาตรการเพิ่มเติม โดยเบื้องต้น กรณีที่มีมาตรการทางการคลังเพิ่มเติม เม็ดเงิน 300,000 ล้านบาท เช่น โครงการคนละครึ่ง การส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า คาดว่าจะส่งผลต่อจีดีพีปีนี้เพิ่มขึ้น 0.5-0.7% และปีหน้า จีดีพีจะลดลงประมาณ 0.5% จากกรณีฐาน”นายดอน กล่าว ทั้งนี้ จากการประเมิน ยังไม่แน่นอนว่าจะออกมาเท่าไหร่ แต่ มองว่า กรอบ 300,000 ล้านบาท เป็นตัวเลขกลางๆ ที่น่าเป็นไปได้ เนื่องจากมองว่า 4-5 แสนล้านบาท ก็มีโอกาสที่จะทำให้หนี้สาธารณะชนกรอบเพดานหนี้สาธารณะได้ ส่วนความกังวลต่อ stagflation นั้น ณ จุดนี้ ยังไม่ต้องกังวล ส่วนกรณีที่เลวร้ายที่สุดที่ประเมินไว้ว่า จีดีพีจะต่ำกว่า 1% และเงินเฟ้อมากกว่า 5% แต่มองว่า ความเป็นไปได้ยังไม่เยอะมาก และแนวนโยบายปัจจุบันยังเพียงพอ และพร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายตามบริบทของเศรษฐกิจ สิ่งที่กนง.ห่วงตอนนี้ คือ ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ส่วนการคงดอกเบี้ยในครั้งนี้นั้น การคง คือ การตัดสินใจของนโยบาย ที่มองว่า เหมาะสมที่สุด เพราะการขึ้น และลงก็มีความเสี่ยง เพราะมีต้นทุนของเศรษฐกิจทั้งคู่ ดังนั้น จึงมองว่า นโยบายการคงยังเหมาะสม แต่อนาคต เราปิดประตูอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เพราะต้องดูในอนาคตอะไรจะมีความเสี่ยงมากกว่ากันระหว่างเงินเฟ้อและเศรษฐกิจ | | Base Case (Price Shock) | Warse Case (Price Shock and Supply shortage) | | War Timeline | คลี่คลายภายในปลาย H1/69 | ยืดเยื้อตลอดทั้งปี 69 | | Stralit of Hormuz | การเดินเรือผ่านช่องแคบหยุดชะงัก ถึงปลาย H1/69 กลับสู่ปกติใน H2 | การเดินเรือหยุดชะงักต่อเนื่อง แต่สามารถผ่านช่องแคบฯได้ในช่วง H2 | | Oil Price | สูงค้างใน H1/69 ก่อนทยอย คลี่คลายในช่วง H2/69 แต่ยังจบที่ ระดับสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม | สูงค้างนาน ก่อนทยอยปรับตัวลดลง เล็กน้อยในปี 70 | | Supply disruptions | ทยอยคลี่คลายตามสถานการณ์สงคราม | ห่วงโซ่อุปทานเผชิญแรงกดดัน อย่างมีนัยสำคัญ | ด้านส่งออกในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 8.1% ส่วนปีหน้าคาด 1.1% การนำเข้าปีนี้คาด 11.2% ปีหน้าที่ 0.7% ส่วนจำนวนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้คาดที่ 33 ล้านคน และปีหน้าที่ 35.5 ล้านคน รายรับภาคท่องเที่ยวคาด 1.4 ล้านล้านบาทในปีนี้ และปีหน้าที่ 1.6 ล้านล้านบาท และราคาน้ำมันดิบดูไบ ปีนี้คาด 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และปีหน้าที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงผ่านการเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและการบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในปีนี้ แต่จะลดลงในปี 2570 ตามแรงกดดันด้านอุปทานที่คาดว่าจะทยอยคลี่คลาย ด้านสินเชื่อมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่อ โดยต้องติดตามผลของสงครามต่อคุณภาพและอัตราการขยายตัวของสินเชื่อ คณะกรรมการ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอลงและความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน จึงควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ กรณีที่รัฐบาลดำเนินมาตรการทางการคลังด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม จะทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่จะปรับลดลงในปีหน้าเมื่อผลของมาตรการหมดไปและผลของฐานที่สูงขึ้น ทั้งนี้ คณะกรรมการเห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยต้องติดตามความเสี่ยงจากภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่อาจส่งผลรุนแรงต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.9% ในปีนี้ จากที่ติดลบ 0.5% ในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยอัตราเงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลกและการส่งผ่านต้นทุนเป็นสำคัญ และจะอยู่สูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ 3% เป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะปรับลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% ในปี 2570 ภายหลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปีนี้จะอยู่ที่ 1.6% และปีหน้าที่ 1.5% ตามการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้าและบริการ แต่การปรับขึ้นราคาจะไม่เป็นวงกว้างและต่อเนื่องจากการที่ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนได้จำกัดภายใต้อุปสงค์ที่อ่อนแอ สำหรับเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ยังต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นจากราคาพลังงานและการขาดแคลนวัตถุดิบที่อาจยืดเยื้อกว่าคาดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการที่สูงกว่าคาด และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่อาจปรับสูงขึ้น ราคาสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกับตลาดโลก ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าเนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง สินเชื่อยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง และอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบของสงคราม ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทานแต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง จึงต้องติดตามผลกระทบของสงครามและปัจจัยอื่นๆต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป ปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องติดตาม คือ 1.เงินเฟ้อคาดการณ์และพฤติกรรมการตั้งราคาของผู้ประกอบการ 2.ราคาสินค้าและบริการที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้างและต่อเนื่อง 3.มาตรการภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และ 4.การเกิด Supply disruption ที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน |