Nvidia รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปีงบการเงิน 2026 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ รับแรงหนุนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่รายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 215,900 ล้านดอลลาร์ ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 120,067 ล้านดอลลาร์ พุ่งขึ้น 65% จากปีก่อนทั้งสองส่วน ภาพรวมรายได้-กำไรไตรมาส 4 - รายได้รวมอยู่ที่ 68,130 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 73% จาก 39,300 ล้านดอลลาร์เมื่อเทียบรายปี (สูงกว่าคาดที่ 66,210 ล้านดอลลาร์) - กำไรสุทธิแตะ 43,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเกือบ 95% จาก 22,100 ล้านดอลลาร์เมื่อเทียบรายปี - รายได้จากดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ที่ 62,300 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 60,690 ล้านดอลลาร์ โดยรายได้จากอุปกรณ์เครือข่าย 10,980 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 263% จากปีก่อน สะท้อนการใช้งานเทคโนโลยี NVLink และสวิตช์ Ethernet รุ่น Spectrum-X ที่เพิ่มขึ้น โดยมีดีลใหม่จากบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Meta - ธุรกิจเกมมิ่ง ทำรายได้ 3,700 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 47% จากปีก่อน แต่ชะลอลง 13% จากไตรมาสก่อนหน้า นักวิเคราะห์คาดว่า Nvidia อาจเลื่อนเปิดตัว GPU เกมมิ่งรุ่นใหม่ปีนี้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านหน่วยความจำ ทำให้ผู้ผลิตชิปต้องโฟกัสชิป AI มากกว่า - ธุรกิจยานยนต์ ซึ่งครอบคลุมชิปสำหรับยานยนต์และหุ่นยนต์ บริษัทมีรายได้ 604 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน แต่ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 654.8 ล้านดอลลาร์ - ธุรกิจ Professional Visualization ทำรายได้ 1,320 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 159% จากปีก่อน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 755.4 ล้านดอลลาร์ คาดการณ์แนวโน้มไตรมาส 1 ปีงบฯ 2027 ประมาณการรายได้ไตรมาสแรก ปีงบการเงิน 2027 บริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ 78,000 ล้านดอลลาร์ (+/- 2%) สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 72,600 ล้านดอลลาร์ โดยไม่ได้รวมรายได้ดาต้าเซ็นเตอร์จากจีนไว้ในตัวเลขนี้ ตั้งแต่ต้นปี หุ้น Nvidia ให้ผลตอบแทนดีกว่าบริษัทในกลุ่มเมกะแคป เนื่องจากเป็นบริษัทที่ได้ประโยชน์หลักจากกระแส AI โดยนับจนถึงวันพุธ หุ้นของบริษัทปรับขึ้น 5% YTD ขณะที่ดัชนี Nasdaq ลดลง 0.4% YTD 
ดาต้าเซ็นเตอร์หนุนต่อเนื่อง Nvidia ระบุว่า บริษัทในกลุ่มไฮเปอร์สเกลเลอร์ยังคงเป็นลูกค้าหลัก มีสัดส่วนกว่า 50% ของรายได้ดาต้าเซ็นเตอร์ ก่อนหน้านี้ ตลาดได้รับสัญญาณบวกจากผลประกอบการของ 4 บริษัทระดับไฮเปอร์สเกลเลอร์ ได้แก่ Alphabet, Amazon, Meta และ Microsoft ซึ่งรายงานงบไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน หากดูจากแผนงบลงทุนและประมาณการของนักวิเคราะห์คาดว่า รายจ่ายลงทุนรวมเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ใกล้ระดับ 700,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ หน่วยความจำขาดตลาดยังท้าทาย ปัญหาการขาดแคลนหน่วยความจำทั่วโลกยังเป็นประเด็นที่นักลงทุนกังวล โดยโกแล็ต เครสส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ระบุว่า ข้อจำกัดด้านอุปทานจะเป็นแรงกดดันต่อธุรกิจเกมมิ่งในไตรมาสแรกปีงบการเงิน 2027 และต่อเนื่องไปอีก ขณะเดียวกัน ตลาดจับตาการเปิดตัวแพลตฟอร์มชิปรุ่นใหม่ Vera Rubin ซึ่งจะมาแทน Grace Blackwell ภายในปีนี้ โดย บริษัทได้ส่งตัวอย่างชุดแรกให้ลูกค้าแล้วในสัปดาห์นี้ และยังคงแผนส่งมอบเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่า Vera Rubin จะให้ประสิทธิภาพต่อการใช้พลังงานสูงขึ้นถึง 10 เท่า กางแผนขยายห่วงโซ่อุปทาน บริษัทระบุว่า กำลังขยายห่วงโซ่อุปทานจากเอเชียไปยังสหรัฐฯ และลาตินอเมริกา ปัจจุบันชิป Blackwell ผลิตที่โรงงานแห่งใหม่ของ Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. ในรัฐแอริโซนา และประกอบระบบตู้แร็คบางส่วนที่โรงงานแห่งใหม่ของ Foxconn ในเม็กซิโก การดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงรองรับความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ความสามารถในการเพิ่มกำลังผลิตขึ้นอยู่กับศักยภาพของระบบนิเวศการผลิตในแต่ละภูมิภาค การลงทุนและความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ตลอดปีที่ผ่านมา Nvidia ลงทุนอย่างหนักในห้องปฏิบัติการ AI และบริษัทต่าง ๆ ในอุตสาหกรรม รวมถึงเข้าถือหุ้นของ Intel โดยบริษัทเปิดเผยว่าได้ลงทุนรวม 17,500 ล้านดอลลาร์ในบริษัทเอกชนและกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การลงทุนเหล่านี้อาจไม่สร้างผลกำไรในระยะใกล้ หรือมีโอกาสที่จะไม่ให้ผลตอบแทน ด้านเจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า บริษัทยังคงทำงานร่วมกับ OpenAI เพื่อบรรลุข้อตกลงความร่วมมือ และเชื่อว่าใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว โดยทั้งสองฝ่ายประกาศดีลมูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนก.ย. 2025 แต่ยังไม่ได้สรุปอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ Nvidia ย้ำในรายงานประจำปีว่า ยังไม่มีหลักประกันว่าดีลดังกล่าวจะแล้วเสร็จตามแผน ที่มา CNBC และ Nvidia 
|