รมว.พาณิชย์ ชี้โลกไม่เหมือนเดิม หลังความขัดแย้งมหาอำนาจขยายวงกว้าง ย้ำไทยต้องวางยุทธ์ศาสตร์เชิงรุก ประโยชน์ร่วมจากการค้า -หนุน บจ.ใช้สิทธิ FTA มากขึ้น หลังพบมีแค่ 50% ที่ใช้สิทธิ จากทั้งหมดจำนวน 357 บริษัท นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายในงานสัมมนา "ประเทศไทยกับ RECIPROCAL TARIFF เดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้" ว่าโลกทุกวันนี้มีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะเปิดปีใหม่มาได้เพียง 28 วัน ก็พบว่ามีเรื่องราวใหม่ๆเกิดขึ้นจำนวนมาก โดยในโลกนี้มีความขัดแย้งกระจายตัวมากกว่า 60 จุด ดังนั้นวิธีการที่แต่ละฝ่ายพยายามจะทำ กลายเป็นวิธีที่มีความรุนแรงมากขึ้น โดยพยายามจะใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่ตนเองมีอยู่ อาทิ อิทธิพลทางเศรษฐกิจ,ขนาดของประเทศ,ด้านความมั่นคง และเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศต่างๆต้องเลือกว่าจะอยู่ฝ่ายไหน แต่ก็มีบางประเทศที่พยายามรวมตัวกัน สำหรับมุมมองของตนเอง เชื่อว่าไม่มีความจำเป็นต้องเลือกข้าง แต่ควรมานั่งคุยกันว่าจะทำการค้าขายหรือวางระบบเศรษฐกิจให้อยู่อย่างไรให้พอดี จึงต้องปรับตัวและดูว่าโมเดลการค้าการขายว่าควรเป็นอย่างไร 
ขณะที่ประเทศไทยต้องวางจุดยุทธ์ศาสตร์ในเชิงรุก เพราะในการเจรจาการค้าการขายไม่เพียงพอแล้วในการคุยกับประเทศคู่ค้า แต่ต้องเปลี่ยนวิธีมองว่าเราสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปสงค์และอุปทานของประเทศที่กำลังเจรจาได้อย่างไร เพราะซัพพลายเซนเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งการขายของอุปโภคบริโภคหรือการบริการตรงนี้แล้วเขาจะเอาไปทำอะไรต่อ ดังนั้นเราต้องทำการบ้านมากขึ้นว่าสิ่งที่เราทำไปให้เขาได้นำไปใช้ประโยชน์อะไรต่อ เพื่อที่เราจะได้เข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปสงค์และอุปทานของเขา และทำให้เรากลายเป็นส่วนที่เขาขาดไม่ได้หรือจิ๊กซอว์ที่มีความสำคัญเราถึงจะมีสถานะที่มั่นคงในการทำการค้าการขาย โดยหลักการที่สำคัญคือ เราต้องหาประโยชน์ร่วมให้ได้ ซึ่งหมายถึงไม่ใช่แค่ประโยชน์ฝ่ายเราอย่างเดียว แต่ต้องเป็นประโยชน์ที่เขาได้ด้วย เพราะจะทำให้การค้าสามารถหาประโยชน์ร่วมกันและไปได้ไกลกว่าเดิม ขณะที่นอกเหนือจากข้อตกลงเรื่อง TARIFF กับสหรัฐฯและเขตการค้าเสรี (FTA) แล้ว ยังอยากจะใช้กลไกอีกอย่างหนึ่งที่อาจมีข้อตกลงด้านภาษีกับสหรัฐฯ และ FTA ต่างๆที่ปัจจุบันมีจำนวน 17 ฉบับ ซึ่งสามารถใช้ได้จริงๆแค่ประมาณ 14 ฉบับ และมีอีก 3 ฉบับที่อยู่ระหว่างกระบวนการที่จะทำให้ใช้ได้ (เซ็นสัญญาแล้ว แต่ยังไม่ได้ใช้) ด้านเรื่องเขตการค้าเสรี (FTA) ได้พูดคุยกับตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่าปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อยู่จำนวน 930 บริษัท และเป็นผู้ส่งออกอยู่จำนวน 357 บริษัท แต่ว่ามีบริษัทที่ใช้สิทธิประโยชน์ด้าน FTA เพียง 193 บริษัท หรือแค่เพียง 50% ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าบริษัทเหล่านี้ไม่รู้หรือไม่เห็นประโยชน์ วันนี้จึงมีการพูดถึงประโยชน์ของสิทธิทางภาษีที่เราได้ข้อตกลงไว้ทั้ง 14 ฉบับที่สามารถใช้ได้แล้ว และอีก 3 ฉบับ ที่กำลังทำให้มีผลบังคับใช้ในปีนี้ รวมถึง FTA ใหม่ๆที่ประเทศไทยกำลังจะเซ็นเพิ่มเติม เช่น อียู,แคนนาดา และเกาหลี่ใต้ เป็นต้น เมื่อเซ็นสัญญาแล้วจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสุดท้ายเรื่อง RECIPROCAL TARIFF เรามีการเจรจาข้อตกลงกับสหรัฐฯก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่ง และมีการตกลงกันว่าจะใช้ภาษีต่างตอบแทนในการที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯที่ระดับ 19% ซึ่งได้เท่ากับประเทศเพื่อนบ้านที่ได้ประมาณ 19-20% ซึ่งถือว่าจำเป็นและสำคัญ เพราะเราส่งออกไปสหรัฐเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯคิดเป็นสัดส่วน 10% ของ GDP จึงทำให้หากการเจรจาไม่สำเร็จหรือพลาดจากการค้าขายกับสหรัฐฯจะทำให้เรามีปัญหาแน่ เนื่องจากจะทำให้การส่งออกของไทยหายไปจำนวนมาก จึงเกิดปรากฎการณ์การส่งออกในปีก่อนจำนวนที่สูงมาก เพราะคนรีบส่งออกก่อนที่จะมีความชัดเจนเรื่องภาษีนำเข้า อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการตกลงกัน เพราะว่าจริงๆแล้วส่วนที่เป็น TARIFF ตกลงกันที่อัตรา 19% แต่ส่วนที่เป็นมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีหรือที่เรียกว่า ART TECH ยังมีอีกเยอะ เช่น มาตรการที่เป็นมาตรฐาน อย.,มาตรฐานการนำเข้า,มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.),การเปิดให้บริษัทสัญชาติสหรัฐฯเข้ามาลงทุนได้ 100% และการนำเข้าสินค้าบางประเภทที่ยังผิดกฎไม่สามารถเปิดให้นำเข้ามาได้ เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ทีมเทคนิคกำลังเจรจากันอยู่ และมีการส่งแผนการดำเนินงานไปหลายๆเรื่องแล้ว และฝั่งสหรัฐฯก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะไม่เห็นชอบหรือไม่ตกลง "โลกไม่เหมือนเดิมแล้ว ซึ่งเราไม่มีทางกำหนดได้ว่ามันจะไปในทิศทางไหน สิ่งที่ควรต้องทำคือ วางตัวเองให้อยู่ในสถานะที่คุยกับใครก็ได้ เพราะเรามี FTA ไม่รู้กี่ฉบับ ดังนั้นเราคุยกับใครต้องเน้นประโยชน์ร่วมกับคนนั้น ว่าเรากับเขาจะไปทำอะไรให้กับคนอื่นๆด้วย ซึ่งเพิ่มเติมคือประโยชน์ร่วมกันได้มากที่สุด ดังนั้นอันนี้คือจุดยืนและยุทธ์ศาสตร์ที่เราจะต้องทำ" นางศุภจี กล่าว 
|