สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 20 ก.พ. 69 ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | บล.ยูโอบี เคย์เฮียน | ซื้อ | 47.00 | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 42.00 | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 40.00 | บล.ทิสโก้ | ถือ | 34.00 | สรุปปัจจัยบวก- ได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง ช่วยให้ต้นทุนทางการเงินลดลง และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ปรับตัวดีขึ้น (บล.กรุงศรี, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้)
- การปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) สูงขึ้นกว่าในอดีต โดยคาดการณ์ Dividend Yield อยู่ที่ระดับ 5-6% (บล.กรุงศรี, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้)
- งบดุลมีความแข็งแกร่งและไม่มีปัญหาด้านสภาพคล่อง โดยยังมีวงเงินกู้ยืมคงเหลือและสามารถออกหุ้นกู้ใหม่ในต้นทุนที่ต่ำลงได้ (บล.กรุงศรี, บล.ฟิลลิป)
- กำไรสุทธิปี 2569 มีแนวโน้มทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) ต่อเนื่องจากปี 2568 (บล.กรุงศรี, บล.ฟิลลิป)
- การรุกเข้าสู่ธุรกิจนายหน้าประกันภัย คาดจะเป็นตัวต่อยอดรายได้ใหม่ในอนาคต (บล.กรุงศรี, บล.ฟิลลิป)
- กลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่ม Gen Z และกลุ่มเริ่มทำงาน เพื่อสร้างฐานลูกค้าระยะยาวโดยไม่ต้องใช้งบการตลาดเพิ่มเติม (บล.ฟิลลิป)
- คุณภาพพอร์ตสินเชื่อดีขึ้นจากการใช้เกณฑ์อนุมัติที่เข้มงวด ทำให้ Credit Cost ปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัวใกล้เคียงปีก่อน (บล.ยูโอบี เคย์เฮียน, บล.ทิสโก้)
- มาตรการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้" ของ ธปท. คาดว่าส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทอย่างไม่มีนัยสำคัญ (บล.ทิสโก้)
สรุปปัจจัยลบ- การเติบโตของสินเชื่อโดยรวมยังเป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยตั้งเป้าเติบโตเพียง 1-2% ซึ่งถือว่าไม่สูงนัก (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้)
- กลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่ (Gen Z/กลุ่มเริ่มทำงาน) มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงกว่าฐานลูกค้าเดิมที่มีรายได้ประจำระดับกลาง-บน (บล.ฟิลลิป)
- ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจจำกัด Upside ในระยะสั้น (บล.บัวหลวง)

|