ธุรกิจจีนแห่ร้องเรียนกฎเกณฑ์-นโยบายอินโดฯ กดดันบรรยากาศลงทุน-ค่าเงินรูเปียห์

รูป ธุรกิจจีนแห่ร้องเรียนกฎเกณฑ์-นโยบายอินโดฯ กดดันบรรยากาศลงทุน-ค่าเงินรูเปียห์

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -21 พ.ค. 69 18:01 น.

เสียงร้องเรียนจากหอการค้าจีนในอินโดนีเซียที่ส่งถึงประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต กำลังสะท้อนความกังวลในวงกว้างต่อความแน่นอนของนโยบาย การบังคับใช้กฎ และต้นทุนการทำธุรกิจในเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อร้องเรียนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทจีน แต่ยังมีเสียงจากกลุ่มธุรกิจตะวันตกในทิศทางใกล้เคียงกันว่าอุตสาหกรรมจำนวนมากกำลังเผชิญอุปสรรคจากภาครัฐ ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อบรรยากาศลงทุนในอินโดนีเซียอย่างมีนัยสำคัญ

แรงตึงตัวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางมาตรการกำกับดูแลที่เข้มขึ้น เช่น การขึ้นภาษีและค่าธรรมเนียมบางประเภท การลดโควตาการผลิตนิกเกิลอย่างมาก กระบวนการขอวีซ่าทำงานที่ยุ่งยากขึ้น และกฎใหม่ที่กำหนดให้ผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ต้องฝากรายได้จากต่างประเทศไว้ในธนาคารรัฐอย่างน้อย 1 ปี มาตรการเหล่านี้กระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องของบริษัทและความยืดหยุ่นในการบริหารเงินทุน ขณะที่ตลาดการเงินจับตาผลต่อค่าเงินรูเปียห์ซึ่งอ่อนลงทำจุดต่ำสุดหลายครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่ถูกกดดันจากการที่ MSCI ตัดหุ้นขนาดใหญ่ 6 ตัว ออกจากดัชนี global standard ล่าสุด

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมนิกเกิลและพลังงานสะอาด

ในเชิงโครงสร้าง อินโดนีเซียยังเป็นฐานสำคัญของห่วงโซ่อุปทานนิกเกิล โดยจีนขยายการลงทุนเข้าไปในเหมืองนิกเกิล โรงงานแปรรูปบอกไซต์ และการผลิตแผงโซลาร์เซลล์อย่างต่อเนื่อง หากมาตรการภาครัฐทำให้ต้นทุนสูงขึ้นหรือการอนุมัติล่าช้า ภาคที่เกี่ยวข้องกับแร่และอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอาจเผชิญแรงกดดันต่อมาร์จิ้นและแผนขยายกำลังผลิต ส่งผลให้ความน่าสนใจของอินโดนีเซียในฐานะศูนย์กลางการลงทุนด้านทรัพยากรและการผลิตอาจลดลงในสายตานักลงทุนต่างชาติ

สำหรับตลาดเงิน ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบเป็นปัจจัยที่มักส่งผลต่อความเชื่อมั่นของเงินทุนไหลเข้า-ไหลออกโดยตรง เมื่อผู้ลงทุนประเมินว่าความเสี่ยงเชิงนโยบายสูงขึ้น พรีเมียมความเสี่ยงของประเทศจะขยับตาม และอาจสะท้อนผ่านการอ่อนค่าของ รูเปียห์ รวมถึงความผันผวนของตลาดหุ้นที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น

นัยต่อไทยในเชิงเปรียบเทียบ

สำหรับไทย ประเด็นนี้มีนัยเชิงเปรียบเทียบมากกว่าผลกระทบตรง เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นคู่แข่งสำคัญในการดึงดูดเงินทุนต่างชาติ หากนักลงทุนมองว่าความเสี่ยงด้านกฎระเบียบของอินโดนีเซียสูงขึ้น เงินบางส่วนอาจมองหาฐานการลงทุนทางเลือกในอาเซียน รวมถึงไทย อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใดยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนของนโยบาย ความต่อเนื่องของมาตรการภาครัฐ และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยเอง

กล่าวอีกด้านหนึ่ง ไทยอาจได้ประโยชน์หากสามารถแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพเชิงนโยบาย โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และกระบวนการอนุมัติที่คาดการณ์ได้ เพราะในภาวะที่นักลงทุนต่างชาติระมัดระวังมากขึ้น ประเทศที่สร้างความเชื่อมั่นได้ชัดเจนมักมีโอกาสดึงดูดเงินทุนได้มากกว่า

ท่าทีรัฐบาลอินโดนีเซียและภาพรวมแนวโน้ม

ด้านรัฐบาลอินโดนีเซีย Bahlil Lahadalia รัฐมนตรีพลังงานและทรัพยากรแร่ ระบุว่าได้หารือกับตัวแทนธุรกิจจีน 30 ราย และย้ำว่ารัฐต้องการให้ธุรกิจอยู่รอดพร้อมกับสร้างรายได้ให้ประเทศ คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลตระหนักถึงแรงกดดันจากภาคเอกชนและประเด็นด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุน

โดยรวม ข่าวนี้จึงมีลักษณะผสมในเชิงตลาด ระยะสั้นอาจกดดันความเชื่อมั่นและกระแสเงินทุนเข้าสินทรัพย์อินโดนีเซีย ขณะที่ระยะยาวยังขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะสร้างกรอบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และคาดการณ์ได้มากขึ้นได้หรือไม่ หากทำได้ อินโดนีเซียยังมีศักยภาพเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางวัตถุดิบสำคัญของภูมิภาค แต่หากความไม่แน่นอนยังดำเนินต่อไป แรงกดดันต่อ รูเปียห์ และบรรยากาศลงทุนอาจยืดเยื้อไปอีกระยะ

  • ความเสี่ยงหลัก: กฎระเบียบไม่แน่นอน ต้นทุนสูงขึ้น และความล่าช้าในการอนุมัติ
  • ผลกระทบระยะสั้น: กดดันค่าเงินรูเปียห์และตลาดหุ้นอินโดนีเซีย
  • ผลกระทบระยะกลาง: กระทบการลงทุนในนิกเกิล พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง
  • นัยต่อไทย: อาจเพิ่มโอกาสดึงดูดเงินทุนหากไทยมีนโยบายที่ชัดเจนและเสถียรกว่า

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

efin Reporter

efin Reporter