| MINT โชว์กําไรไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 649 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน(YoY) รับแรงสนุนจากการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจด้วยโมเดล Asset-Light ด้าน ไมเนอร์ โฮเทลส์ ตั้งเป้าลงนามสัญญารับจ้างบริหารโรงแรม (HMA) ประมาณ 30 สัญญาในช่วงครึ่งแรกของปี 69 ส่วน ไมเนอร์ ฟู้ด ยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายร้านอาหารในไตรมาส 1/69 ด้วยการเปิดร้านใหม่ 20 สาขา บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ว่า กำไรสุทธิตามงบการเงิน (Reported Net Profit) เพิ่มขึ้น 56% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็น 649 ล้านบาท สูงกว่ากำไรหลักจากการดำเนินงาน โดยได้รับแรงหนุนจากผลกระทบเชิงบวกจากอัตราแลกเปลี่ยน ในขณะที่กำไรหลักจากการดำเนินงานในไตรมาส 1/69 เพิ่มขึ้น 189% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็น 145 ล้านบาท เทียบกับ 50 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับผลการดำเนินงานดังกล่าวถือว่าโดดเด่นเป็นพิเศษ เนื่องจากไตรมาสแรกเป็นช่วง low season ของธุรกิจในยุโรปตามปัจจัยฤดูกาล ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจระดับโลกที่มีความหลากหลายของ MINT ความต้องการด้านการเดินทางที่ยังคงแข็งแกร่ง รวมถึงการมุ่งเน้นวินัยด้านต้นทุนและการบริหารงบดุลอย่างต่อเนื่อง แม้ยังคงมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่าน) และ เศรษฐกิจมหภาค MINT ยังคงได้รับประโยชน์จากความต้องการที่แข็งแรงในตลาดหลัก โดยได้รับแรงหนุนจากการวางตำแหน่งแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ช่องทางการจัดจำหน่ายตรง โปรแกรมสะสมความภักดีที่บูรณาการ และ การดำเนินงานอย่างมีวินัย ขณะเดียวกัน การบริหารเงินทุนเชิงรุก และ ต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ยังช่วยเสริมคุณภาพของกำไร และ ความสามารถในการทำกำไรให้ดียิ่งขึ้น ไมเนอร์ โฮเทลส์ การเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) ที่แข็งแกร่ง และ การเร่งขยายธุรกิจด้วยโมเดล Asset-Light ไมเนอร์ โฮเทลส์ ยังคงสร้างโมเมนตัมการดำเนินงานที่แข็งแกร่งต่อเนื่องในไตรมาส 1 ปี 2569 โดยผลขาดทุนตามฤดูกาลปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 501 ล้านบาท จาก 595 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2568 ได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในยุโรป ประเทศไทย และ มัลดีฟส์ ความสามารถในการทำกำไรโดยรวมปรับตัวดีขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจที่มีความหลากหลายของกลุ่มบริษัท แม้จะได้รับผลกระทบที่จำกัดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านที่มีต่อโรงแรมในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ โรงแรมในเครือไมเนอร์ โฮเทลส์ ทุกแห่งในตะวันออกกลางดำเนินงานภายใต้โมเดล Asset-Light ซึ่งช่วยจำกัดความเสี่ยงของกลุ่มบริษัทได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลขาดทุนสุทธิตามงบการเงินปรับตัวดีขึ้นเป็น 107 ล้านบาท เทียบกับ 228 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน จุดเด่นสำคัญด้านการดาเนินงาน ได้แก่ ยุโรปและอเมริกา รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) เติบโต 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการเพิ่มขึ้นของอัตราราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) และ ความต้องการที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษในอิตาลี ประเทศไทย รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการปรับเพิ่มของอัตราราคาห้องพักของโรงแรมที่มีการปรับปรุงใหม่ และ โรงแรมรีสอร์ทในต่างจังหวัด มัลดีฟส์ รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) เติบโต 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ได้รับแรงหนุนจากความต้องการเดินทางระยะไกล (long-haul) ที่ยังคงแข็งแกร่ง และ การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวจีน ไมเนอร์ โฮเทลส์ ยังคงเดินหน้าดำเนินกลยุทธ์การขยายธุรกิจแบบ Asset-Light อย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโรงแรมใหม่ภายใต้สัญญารับจ้างบริหารในประเทศไทย โอมาน โครเอเชีย และ สโลวีเนีย ในระหว่างไตรมาส นอกจากนี้ บริษัทยังได้ลงนามในข้อตกลงรูปแบบ Asset-Light เพิ่มเติมในหลายตลาดเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ประเทศไทย อียิปต์ เติร์กส์และเคคอส อินเดีย และ แทนซาเนีย พร้อมการขยายธุรกิจเพิ่มเติมในประเทศออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร อินเดีย บราซิล กานา และอิตาลี ภายใต้แบรนด์ Anantara และ Avani ในไตรมาสนี้ยังเป็นช่วงที่สัญญารับจ้างบริหารโรงแรมภายใต้แพลตฟอร์ม luxury soft-brand ใหม่ของไมเนอร์ โฮเทลส์ ได้แก่ Colbert Collection และ Minor Reserve Collection ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การเปิดตัวแบรนด์ select service iStay ยังคงสร้างโมเมนตัมอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ไมเนอร์ โฮเทลส์ ยังคงลงทุนในศักยภาพด้านดิจิทัลระยะยาว ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (Data and AI Platform) ระดับโลก ซึ่งมีแผนเปิดตัวในปี 2569 โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวคาดว่า จะช่วยเสริมประสบการณ์เฉพาะบุคคลของแขกผู้เข้าพัก ขยายความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้า และ เพิ่มประสิทธิภาพเชิงพาณิชย์ในทุกแบรนด์และทุกจุดบริการ ไมเนอร์ ฟู้ด ผลกำไรที่แข็งแกร่ง และ โมเมนตัมของแบรนด์ที่ต่อเนื่อง ไมเนอร์ ฟู้ด รายงานผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1 ปี 2569 โดยกำไรหลักจากการดำเนินงานทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ 646 ล้านบาท แม้จะเผชิญกับการชะลอตัวของการบริโภค และ สภาพแวดล้อมการแข่งขันที่รุนแรงในหลายตลาด กำไรสุทธิตามงบการเงินเพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในประเทศไทย และ กำไรที่เกี่ยวข้องกับการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ใน Art of Baking ร่วมกับ Europastry เพื่อเร่งการเติบโตในกลุ่มธุรกิจเบเกอรี่ในระดับภูมิภาค จุดเด่นด้านการดำเนินงาน ได้แก่ ยอดขายสาขาเดิมในประเทศไทยทรงตัว ขณะที่จีนรายงานการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมในเชิงบวกต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 แบรนด์ต่าง ๆ รวมถึง GAGA , Bonchon , Dairy Queen , Swensen’s และ Burger King สร้างการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมที่แข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากนวัตกรรมสินค้าอย่างต่อเนื่อง The Steak & More เริ่มขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ ภายหลังความสำเร็จของการขยายสาขาที่บริษัทลงทุนเอง ไมเนอร์ ฟู้ด เปิดตัว ‘The Stone’ ร้านอุด้งหินร้อนสไตล์ญี่ปุ่นแนวคิดใหม่ในประเทศไทย การขยายธุรกิจในต่างประเทศยังคงดำเนินต่อเนื่อง โดย Sanook Kitchen เริ่มเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียและอินเดีย ไมเนอร์ ฟู้ด ยังคงเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศดิจิทัลทั้งในด้านการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าและการดำเนินงาน บริษัทได้ขยายแพลตฟอร์มลอยัลตี้แบบข้ามแบรนด์ พัฒนาช่องทางดิจิทัลของตนเอง และ นำระบบบริหารการสั่งซื้อและการจัดการคิวขั้นสูงมาใช้งาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและประสบการณ์ลูกค้าในทุกจุดบริการ นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT ให้ความเห็นว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนถึงการเริ่มต้นปีที่แข็งแกร่งของ MINT โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการด้านการเดินทางทั่วโลกที่ยังคงแข็งแกร่ง การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และ ความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจที่หลากหลาย แม้จะยังคงมีความไม่แน่นอนทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์ ความต้องการในตลาดหลักยังคงแข็งแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป ที่แนวโน้มการจองล่วงหน้ายังคงน่าพอใจ การกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขวางและฐานลูกค้าที่หลากหลาย ยังคงเป็นปัจจัยที่ช่วยเสริมความสามารถในการรับมือ และ ป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด ขณะเดียวกันยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เสริมความแข็งแกร่งของอัตรากำไร และ การบริหารงบดุลให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การลงทุนอย่างต่อเนื่องในแพลตฟอร์มดิจิทัล ศักยภาพด้านข้อมูล และ การบูรณาการระบบ จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพและสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืน มองไปข้างหน้ายังคงมั่นใจในทิศทางเชิงกลยุทธ์ และ มุ่งเน้นการดำเนินกลยุทธ์การขยายธุรกิจด้วยโมเดล Asset-Light เสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ระดับโลก และ ส่งมอบมูลค่าที่ยั่งยืนในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น “ภายใต้กลยุทธ์การขยายธุรกิจด้วยโมเดล Asset-Light ไมเนอร์ โฮเทลส์ ตั้งเป้าลงนามสัญญารับจ้างบริหารโรงแรม (HMA) ประมาณ 30 สัญญาในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อขยายแผนการพัฒนาธุรกิจระดับโลกในตลาดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ โมเมนตัมดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของเจ้าของทรัพย์สินแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เครือข่ายการจัดจาหน่ายระดับโลก และ ศักยภาพในการดาเนินงานที่ได้รับการพิสูจน์แล้วของเรา ในขณะเดียวกัน ไมเนอร์ ฟู้ด ยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายร้านอาหารในไตรมาส 1/69 ด้วยการเปิดร้านใหม่เกือบ 20 สาขา ในตลาดหลักของเรา ขณะที่กลยุทธ์ด้านแฟรนไชส์ของเรายังคงดำเนินไปตามแผน ตอกย้ำโอกาสการเติบโตที่ขยายตัวได้ และ มีประสิทธิภาพในการใช้เงินทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ” |