เมย์แบงก์ จัดสัมมนา Driving Thailand’s GDP Growth เจาะลึกทิศทางเศรษฐกิจไทยและโอกาสการลงทุน

รูป เมย์แบงก์ จัดสัมมนา Driving Thailand’s GDP Growth เจาะลึกทิศทางเศรษฐกิจไทยและโอกาสการลงทุน

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -23 มี.ค. 69 17:08 น.


บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำจุดยืนการเป็น “พันธมิตรความมั่งคั่งระยะยาว” (Long-term Wealth Partner) จัดงานสัมมนา “Driving Thailand’s GDP Growth” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ร่วมเจาะลึกทิศทางเศรษฐกิจไทย และถ่ายทอดมุมมองเชิงนโยบายเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจไทยและแนวโน้มการเติบโตในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก พร้อมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกด้านเศรษฐกิจและการลงทุนแก่ลูกค้าสถาบันและนักลงทุนรายย่อย เปรียบเสมือนเข็มทิศช่วยวางกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างแม่นยำ และพร้อมรับมือกับทุกจังหวะสำคัญของตลาด

 

ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ยกให้ปี 2569 เป็น "ปีแห่งการลงทุน" โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายเชิงรุก เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP เป็น 30% จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 20% โดยมีฟันเฟืองสำคัญ ได้แก่ การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การเร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และการสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจไทยกลับมาลงทุนในประเทศมากขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลเห็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2568 ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.88 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 67% จากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลที่ครองแชมป์มูลค่าการลงทุนสูงสุดกว่า 6.25 แสนล้านบาท หรือขยายตัวแบบก้าวกระโดดถึง 184% อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่และเป้าหมายที่แท้จริงของรัฐบาลนับจากนี้ คือการ ผลักดันให้ยอดคำขอเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงให้ได้เร็วที่สุด โดยการเดินหน้าเชิงรุกเพื่อรักษาโมเมนตัม เร่งรัดกระบวนการอนุมัติและขออนุญาตต่างๆ ให้รวดเร็วและกระชับยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการทลายอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่เป็นคอขวดมานาน ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านพลังงานไฟฟ้า กฎหมายที่ดิน หรือใบอนุญาตทำงาน เพื่อสร้างความมั่นใจและอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นธุรกิจในไทยได้จริงอย่างไร้รอยต่อ

 

สำหรับด้านการบริโภคภาคเอกชน ดร.เบญจรงค์ มองว่าโครงการ คนละครึ่ง (Co-payment) ถือเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยสามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 2.5 เท่า เนื่องจากเข้าไปช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในระดับฐานรากโดยตรง อีกทั้งยังมีอัตราการรั่วไหลของเม็ดเงินออกนอกประเทศในระดับต่ำ (Low leakage) เมื่อเทียบกับมาตรการลดหย่อนภาษีอื่นๆ ที่เม็ดเงินมักรั่วไหลไปกับการนำเข้าสินค้าถึง 50-60% ส่วนด้านการส่งออก ประเมินว่ามีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมคาดการณ์ว่า GDP ของไทยในปีนี้จะเติบโตที่ระดับ 2% และตั้งเป้าหมายผลักดันให้ขยายตัวแตะ 3% ในระยะกลาง

 

ทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป ดร.เบญจรงค์ ระบุว่าจะดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ ลูกศร 3 ดอก โดย ลูกศรดอกแรก มุ่งเน้นการขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ลูกศรดอกที่สอง คือการเร่งพัฒนาทักษะแรงงานของประเทศผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อยกระดับและปรับทักษะมุ่งเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ เบื้องต้นรัฐบาลจะนำร่องฝึกอบรมแรงงานจำนวน 100,000 คน ให้มีทักษะตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะ ภาษาอังกฤษ ซึ่งยังถือเป็นจุดอ่อนของแรงงานไทย นอกจากนี้ เพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ รัฐบาลจะส่งเสริมให้ประชาชนวัย 60 ปีขึ้นไปสามารถทำงานต่อได้เพื่อร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และ ลูกศรดอกที่สาม คือการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายผ่านกระบวนการ Regulatory Guillotine รวมถึงสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

 

ในด้านวินัยทางการคลัง รัฐบาลตั้งเป้าควบคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้อยู่ภายใต้กรอบไม่เกิน 70% (ปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 68%) พร้อมวางแผนทยอยปรับลดการขาดดุลงบประมาณจาก 4.4% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2569 ลงเหลือ 2.1% ภายในปี 2573 สำหรับประเด็นด้านรายได้ภาครัฐ ดร.เบญจรงค์ ย้ำว่ายังไม่มีแผนปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากระดับ 7% ในอนาคตอันใกล้นี้ เว้นแต่เศรษฐกิจไทยจะสามารถขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งเกินกว่า 3% ขึ้นไป ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการดูแลบริหารจัดการความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากการเก็งกำไรราคาทองคำ นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศโดยไม่สร้างภาระต่องบประมาณแผ่นดินมากเกินไป รัฐบาลมีแผนจะพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอก การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) รวมถึงการใช้ประโยชน์จากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเข้ามาช่วยสนับสนุน

 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในอิหร่าน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานตลาดโลก เนื่องจากไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันถึง 90% และก๊าซธรรมชาติอีกกว่า 20% นอกจากนี้ หากความขัดแย้งยืดเยื้ออาจลุกลามไปกระทบภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางที่อาจชะลอการเดินทางจากต้นทุนค่าโดยสารเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ดร.เบญจรงค์ ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้ถึง 96 วัน และยังคงนำเข้าน้ำมันได้ตามปกติ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องภาวะขาดแคลนพลังงาน แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือ "ราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง" แม้ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะยังมีสภาพคล่องส่วนเกินราว 37,000 ล้านบาท และสามารถรองรับการขาดดุลได้สูงสุดถึง 120,000 ล้านบาทเพื่อใช้เป็นกลไกรักษาเสถียรภาพราคา แต่หากสถานการณ์วิกฤตจนกองทุนฯ ไม่สามารถกู้เงินเพิ่มเติมได้ รัฐบาลก็พร้อมพิจารณาใช้มาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน

 

การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ที่ต้องการก้าวข้ามบทบาทการเป็นเพียงผู้ให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ สู่การเป็นคู่คิดที่พร้อมผลักดันพอร์ตการลงทุนของลูกค้าให้เติบโตตามเป้าหมายอย่างยั่งยืน โดยมุ่งหวังให้ทั้งลูกค้าสถาบันและนักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพเชิงลึก เพื่อนำไปใช้ออกแบบกลยุทธ์การลงทุนให้สอดรับกับเป้าหมาย ระดับความเสี่ยง และทิศทางเศรษฐกิจ ตลอดจนสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้อย่างแม่นยำและมั่นใจ

 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ชุติมา มุสิกะเจริญ

ชุติมา มุสิกะเจริญ