AIS - TRUE มั่นใจพร้อมรับมือสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง มั่นใจดูแลโครงข่ายและการเชื่อมต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ตั้งทีมเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในขณะนี้ AIS เข้าใจถึงความห่วงใยของลูกค้าและประชาชนต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในหลายมิติ ทั้งด้านการสื่อสาร การเชื่อมต่อ ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมด้านพลังงานที่อาจส่งผลต่อการดำเนินงานในภาพรวม บริษัทได้เตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน - พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง - วางแผนโครงข่ายและการเชื่อมต่อ รองรับทุกสถานการณ์ AIS ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านโครงข่ายและการเชื่อมต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างรอบด้าน - พร้อมบริหารจัดการทรัพยากรเครือข่ายทั้งเส้นทางหลักและเส้นทางสำรองอย่างเหมาะสม เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นและรักษาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง - ปัจจุบันสายเคเบิลที่ผ่านพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตที่ออกไปโซนยุโรป น้อยกว่า 10% ประเมินสถานการณ์ต่อเนื่อง ลดผลกระทบให้น้อยที่สุด - บริษัทติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบริการในด้านต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเตรียมมาตรการรองรับได้อย่างทันท่วงที และลดผลกระทบต่อผู้ใช้งานให้อยู่ในวงจำกัด - ปฏิบัติการเชิงรุก จัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจพิเศษเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตลอดจนประสานการทำงานกับทุกภาคฝ่ายทั้งในประเทศและระดับสากลที่มีความเกี่ยวข้อง รวมทั้งเครือข่ายพันธมิตรผู้ให้บริการระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายและการเชื่อมต่อให้พร้อมรองรับการใช้งานของลูกค้าทุกกลุ่ม - ขอยืนยันความพร้อมในการดูแลโครงข่ายและการเชื่อมต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเต็มที่ และยังคงมุ่งมั่นรักษามาตรฐานการให้บริการสูงสุด เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า บริการของ AIS จะยังคงพร้อมรองรับการใช้งานได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพในทุกสถานการณ์ นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE กล่าวว่า ทีมงานของทรูได้ติดตามสถานการณ์เคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และมีการเตรียมความพร้อมบริหารจัดการโครงข่ายรวมทั้งตั้ง Warroom ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง มีความพร้อมของโครงข่ายการให้บริการอินเทอร์เน็ตที่พร้อมสร้างความมั่นใจในการใช้บริการได้ ดังนี้ • โครงข่ายเคเบิลอิสระจากพื้นที่เสี่ยง - โครงข่ายการเชื่อมต่อระหว่างประเทศของทรู รองรับด้วยระบบเคเบิลใต้น้ำ SJC2 (Southeast Asia–Japan Cable 2) ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างสิงคโปร์และญี่ปุ่น โดยมีเส้นทางที่แยกออกจากภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน และยังคงให้บริการได้ตามปกติอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้รับผลกระทบ • โครงข่ายมีเส้นทางสำรองหลากหลาย (Extensive Network Redundancy) - บริหารจัดการโครงข่ายให้มีความยืดหยุ่นและมีความหลากหลายของเส้นทางสำรอง โดยมีความร่วมมือกับพันธมิตรโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลก ทั้งด้านการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย (transit) และการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างผู้ให้บริการ (peering) ในศูนย์อินเทอร์เน็ตหลัก เช่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งช่วยรองรับเส้นทางการรับส่งข้อมูลที่หลากหลายระหว่างภูมิภาคทั้งเอเชีย ยุโรป และภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก และสามารถปรับเส้นทางการใช้งานไปยังเส้นทางสำรองได้โดยอัตโนมัติ ทำให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด • พันธมิตรระดับโลกที่แข็งแกร่ง พร้อมศักยภาพรองรับการใช้งานได้อย่างเพียงพอ - บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ของทรูเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างพันธมิตรผู้ให้บริการ (peering) มากกว่า 30 ราย และเชื่อมต่อพันธมิตรระหว่างเครือข่าย (transit) อีก 9 ราย ซึ่งล้วนเป็นผู้ให้บริการระดับ Tier 1 ที่มีโครงข่ายครอบคลุมกว้างขวางทั่วโลก ช่วยให้สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ - ได้รับการยืนยันจากเหล่าพันธมิตรระดับโลกของเราถึงศักยภาพด้านแบนด์วิดท์ที่เพียงพอ พร้อมโครงข่ายที่มีเส้นทางเชื่อมต่อหลากหลาย ทำให้มั่นใจได้ว่าแม้เกิดเหตุความเสียหายของเคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคตะวันออกกลาง ก็จะไม่กระทบต่อคุณภาพและประสิทธิภาพของบริการ • ยืนยันศักยภาพโครงข่ายจากเหตุการณ์จริงในอดีต - จากเหตุการณ์ในเดือนกันยายน 2568 ที่ระบบเคเบิลใต้น้ำหลายเส้นในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ SMW4, IMEWE (India–Middle East–Western Europe), FALCON และ EIG (Europe India Gateway) เกิดการขัดข้องในวงกว้าง - แม้เหตุการณ์จะมีผลกระทบในระดับภูมิภาค แต่บริการของทรูสามารถให้บริการได้ตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งยืนยันให้มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพของการออกแบบโครงข่ายและระบบเส้นทางสำรองที่รองรับได้อย่างมีประสิทธิผล • การเชื่อมต่อไปยังพื้นที่เสี่ยงยุโรปและตะวันออกกลางมีปริมาณไม่มาก - ปัจจุบัน ปริมาณทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตของทรูที่เชื่อมต่อไปยุโรปและตะวันออกกลางมีสัดส่วนไม่ถึง 5% จึงทำให้ทั้งโอกาสที่จะเกิดผลกระทบยิ่งอยู่ในขอบเขตที่จำกัด • ทีมงานเฝ้าระวังดูแลโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง - ทีมเน็ตเวิร์กเฝ้าติดตามสถานการณ์และประสิทธิภาพโครงข่ายทั่วโลกอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาเสถียรภาพและคุณภาพของบริการ พร้อมตอบสนองได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเหตุฉุกเฉิน - TRUE ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและดูแลโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ด้วยโครงข่ายที่มีความยืดหยุ่นและเชื่อถือได้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานบริการได้อย่างต่อเนื่องและมั่นใจในทุกสถานการณ์
|