บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ประเมินผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง กรณีแย่สุด หากยืดเยื้อ - ขยายวงกว้าง จะกดดัน SET ลงราว 20% แตะ 1,222 จุด พร้อมมองกลุ่มที่ได้ประโยชน์ จากช่วงนี้ ได้แก่กลุ่มกลาโหม - พลังงาน และ Healthcare
บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด (DBSV) เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ ถึงความเสี่ยงของ “สงครามยืดเยื้อ” (forever war) ที่เพิ่มสูงขึ้น ต่อผลกระทบเศรษฐกิจโลก และตลาดหุ้นไทยดังนี้
* หากสงครามบานปลาย จะสร้างภาระหนี้ให้สหรัฐราว 2.9 ล้านล้านดอลลาร์
ทรัมป์พาสหรัฐเข้าไปพัวพันกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างมาก ทรัมป์หาเสียงภายใต้นโยบาย “America First” และให้คำมั่นว่า “จะไม่มีสงคราม” ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเดือนพฤศจิกายน 2024 แต่เพียงหนึ่งปีเศษหลังจากนั้น สหรัฐกลับเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งทางทหารหลายแห่ง และสงครามอิหร่านในปัจจุบันถือเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดจนถึงขณะนี้
สงครามครั้งนี้เป็น “สงครามที่เลือกจะทำ” (war of choice) โดยทรัมป์ เริ่มปฏิบัติการทางทหารโดยไม่มีการรับรองจากสภาคองเกรส และไม่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร NATO คำกล่าวอ้างเบื้องต้นว่าอิหร่านมีศักยภาพยิงขีปนาวุธถึงแผ่นดินสหรัฐ ถูกหน่วยข่าวกรองปฏิเสธ และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ก็เปลี่ยนไปเป็น “การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (regime change)” ความไม่สอดคล้องดังกล่าวยังดำเนินต่อไป เมื่อรัฐมนตรีกลาโหม Hegseth ระบุว่าสงครามจะไม่เป็น “สงครามไม่มีที่สิ้นสุด” ขณะที่ทรัมป์กล่าวแยกต่างหากว่าสงครามอาจยืดเยื้อ และพร้อมดำเนินนโยบายแบบ “whatever it takes” คล้ายแนวทางของ Draghi เมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ใกล้เข้ามา การขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์ถือเป็นความเสี่ยงต่อรัฐบาลทรัมป์ หากสงครามยืดเยื้อ (ต่างจากการประเมินเบื้องต้นว่าเป็นปฏิบัติการสั้น) อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานโลก ดันเงินเฟ้อสูงขึ้น ในช่วงที่ชาวอเมริกันกำลังเผชิญวิกฤตค่าครองชีพ เหนือสิ่งอื่นใด ความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “สงครามอิรักภาคสอง” อาจสร้างภาระงบประมาณราว USD2.9 ล้านล้าน ซึ่งเป็นภาระที่ประเทศยากจะรับได้ในภาวะหนี้สาธารณะสูงเป็นประวัติการณ์ * เปิดผลกระทบต่อประเทศมหาอำนาจ
- อิหร่าน: จะเดินเกมอย่างไรต่อ? อิหร่านประกาศชัดว่าจะไม่เจรจากับสหรัฐ ซึ่งไม่น่าแปลกใจจากระดับความไม่ไว้วางใจที่สูงมาก แนวทางที่เป็นไปได้ ได้แก่: อิหร่านอาจเลือก “เล่นเกมยาว” ทำให้สงครามยืดเยื้อ โดยไม่จำเป็นต้อง “ชนะ” ทางทหาร แต่ชนะในเชิงการเมือง หากทำให้สงครามกลายเป็นภาระที่สหรัฐฯ แบกรับไม่ได้ ทั้งจากความสูญเสียและเงินเฟ้อที่พุ่งจากการหยุดชะงักของการขนส่งโลก หรืออิหร่านรอให้ประเทศเพื่อนบ้านที่มั่งคั่งในอ่าวเปอร์เซียกดดันสหรัฐให้ยุติสงคราม เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านอิหร่านกำลังสร้างภาพลักษณ์จากความมั่นคงเพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวและการลงทุน - ผลกระทบเศรษฐกิจมหภาคจากราคาน้ำมันที่พุ่ง ราคาน้ำมันที่พุ่งต่อเนื่องจะส่งผ่านสู่เศรษฐกิจจริงผ่านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การบีบตัวของกำไร ภาวะการเงินที่ตึงตัว และการบริโภคที่อ่อนแรง ตัวแปรสำคัญคือ “ระยะเวลา” ของการหยุดชะงัก โดยเฉพาะหากกระทบเส้นทางยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ การพุ่งขึ้นชั่วคราวอาจบริหารจัดการได้ แต่หากยืดเยื้อจะกลายเป็น shock ต่อการเติบโต - สหรัฐ : สหรัฐพึ่งพาตลาดโลกน้อยกว่าเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ เนื่องจากมีฐานการผลิตพลังงานภายในประเทศสูง ความเสี่ยงด้านอุปทานโดยตรงจึงจำกัด อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะดันเงินเฟ้อผ่านราคาน้ำมันเบนซินและค่าขนส่ง และอาจทำให้เส้นทางการลดดอกเบี้ยของ Fed ซับซ้อนขึ้น ความเสี่ยงหลักจึงอยู่ที่ “เงินเฟ้อ” - สหภาพยุโรป :หลังเกิดสงครามรัสเซีย–ยูเครน ยุโรปลดการพึ่งพาพลังงานลงอย่างมีนัยสำคัญ ค่าใช้จ่ายนำเข้าพลังงานลดลงใกล้ระดับต่ำสุดทางประวัติศาสตร์เมื่อเทียบกับ GDP จากประสิทธิภาพพลังงาน การกระจายแหล่งนำเข้า และพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ภูมิภาคมีภูมิคุ้มกันมากกว่าวัฏจักรก่อนหน้า - ญี่ปุ่น : มีความอ่อนไหวสูงต่อความเสี่ยงตะวันออกกลาง มากกว่า 90% ของน้ำมันดิบมาจากภูมิภาคนี้ และส่วนใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การหยุดชะงักยืดเยื้อจะกดดันดุลการค้า ค่าเงินเยน และต้นทุนภาคการผลิต - เอเชีย : เกาหลีใต้และไต้หวันยังมีความเสี่ยงสูง ขณะที่ออสเตรเลียและอินโดนีเซียมีภูมิคุ้มกันมากกว่าเพราะเป็นผู้ผลิตพลังงาน อินเดียได้รับผลกระทบผ่านดุลบัญชีเดินสะพัด เงินเฟ้อ และฐานะการคลัง โดยน้ำมันรัสเซียราคาลดช่วยบรรเทาบางส่วน - ไทย : ข้อมูล ณ 23 ก.พ. – 1 มี.ค. 2569 ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปที่เก็บไว้ในประเทศประมาณ 4,877 – 4,925 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอกับการใช้งานภายในประเทศ ราว 38 วัน ตามการคำนวณล่าสุดของกระทรวงพลังงาน นอกจากนี้ยังมีน้ำมันที่กำลังขนส่งอยู่ (in-transit) ซึ่งสินค้าที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้วประมาณ 1,666 – 1,746 ล้านลิตร (ราว 22–23 วัน) รวมทั้งมีจากแหล่งอื่นประมาณ 1,117 ล้านลิตร (ราว 23 วัน) รวมแล้วไทยมีน้ำมันสำรองทั้งหมดประมาณ 7,660 – 7,795 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอรองรับความต้องการพลังงานภายในประเทศ ประมาณ 60–61 วัน ส่วนปริมาณสำรอง LNG ยังไม่ได้ระบุเป็นวันการใช้งานอย่างชัดเจน แต่กระทรวงพลังงานกำลังติดตามการขนส่ง LNG อย่างใกล้ชิด โดยมีเรือ LNG จำนวนหลายลำที่กำลังเดินทางเข้าสู่ไทย และยังไม่กระทบต่อสำรองปัจจุบัน กระทรวงพลังงานมีแผนเพิ่มสัดส่วนการจัดหา LNG จากหลายแหล่ง เพื่อรับมือความเสี่ยงหากสถานการณ์ตึงเครียดยืดเยื้อ
* เปิดอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ - ผลกระทบต่อตลาดหุ้น (Equities) - วิกฤตอิหร่านส่งผลกระทบผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ Equity risk premium สูงขึ้น, การหยุดชะงักตลาดพลังงาน, การปรับตัวของค่าเงิน ซึ่งปฏิกิริยาแรกมักเป็นการปรับลดเพื่อสะท้อนความไม่แน่นอน ดัชนีความผันผวน เช่น VIX มักพุ่งขึ้น และดัชนีราคาหุ้นจะร่วงก่อน - ในเชิงกลยุทธ์ วิกฤตนี้อาจเร่งธีมการลงทุนระยะยาวในบางธีม เช่น กลาโหม ความมั่นคงพลังงาน แร่ยุทธศาสตร์ พลังงานนิวเคลียร์ โครงข่ายไฟฟ้า และการย้ายฐานการผลิต กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ -กลุ่มกลาโหม - ความตึงเครียดผลักดันงบกลาโหมโลกสู่ USD3.3 ล้านล้านในปี 2030 เกิด “ยุคทอง” หลายปี การใช้กระสุนป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มขึ้นเร่งวัฏจักรกระสุน (ammunition super-cycle) บริษัทกลาโหมรายใหญ่ได้ประโยชน์จาก backlog และกระแสเงินสด ขณะเดียวกันบริษัทเทคโนโลยีป้องกันประเทศด้าน AI, โดรน และระบบอัตโนมัติก็มี upside สูง -กลุ่มพลังงาน - หากช่องแคบฮอร์มุซ (คิดเป็น 25–30% ของการค้าน้ำมันโลก) ถูกปิด ราคาน้ำมันอาจทะลุ USD100/bbl และอาจแตะ USD150/bbl หากยืดเยื้อ บริษัทน้ำมันครบวงจร (integrated majors) จะได้ประโยชน์จากรายได้และ margin ที่สูงขึ้น สำหรับหุ้นเด่นของไทยเป็น PTTEP รองลงมาเป็น PTT -กลุ่ม Healthcare - ได้ประโยชน์จากความต้องการทางการแพทย์ช่วงสงคราม และอุปสงค์ที่ไม่ยืดหยุ่นตามวัฏจักรเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนระยะยาวจากสังคมสูงวัย โดยสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปคาดเพิ่มจาก 19.3% ในปี 2025 เป็น 20.4% ในปี 2030 และ 21.4% ในปี 2035 อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจโรงพยาบาลของไทย จะได้รับผลกระทบทางลบในระยะสั้นกับโรงพยาบาลพรีเมียม ที่มีสัดส่วนรายได้จากคนไข้ตะวันออกกลางสูง ได้แก่ BH (25% ของรายได้รวม) และ PR9 (11% ของรายได้รวม) * Worse Case เจอกันแถว 1,200 จุด
- ผลกระทบต่อ SET Index - ทาง DBSVTH Retail Research ทำการวิเคราะห์การปรับตัวของ SET Index อันเกิดจากสงครามอิหร่านไว้ 3 กรณี คือ
- กรณีฐาน (Base Case) – SET Index มีการอ่อนตัวลงจากระดับปิด 27 ก.พ.2026 ไม่เกิน -8% กล่าวคือ ไม่หลุด 1400 จุด โดยมีสมมติฐานว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อ ไม่แผ่ขยายไปในวงกว้าง และจบภายใน 4-6 สัปดาห์ - กรณีแย่ (Bear Case) - ดัชนีอ่อนตัวลง -9% ถึง -14% ลงไปที่ 1300 จุดต้นๆ โดยมีสมมติฐานว่าสงครามยืดเยื้อเกินกว่า 6 สัปดาห์ แต่ไม่แผ่ขยายออกไปนอกตะวันออกกลาง - กรณีที่แย่ที่สุด (Worse Case) – SET ร่วงลง -15% ถึง -20% ลงไปที่ 1200 จุดต้นๆ โดยมีสมมติฐานว่า สงครามยืดเยื้อ และลุกลามออกนอกพื้นที่ตะวันออกกลาง | % change | Point | SET Support | P/E (26F) | | | -1.00% | -15.28 | 1,512.98 | 17.34 | | | -2.00% | -30.57 | 1,497.69 | 17.17 | | | -3.00% | -45.85 | 1,482.41 | 16.99 | | Base Case | -4.00% | -61.13 | 1,467.13 | 16.82 | | | -5.00% | -76.41 | 1,451.85 | 16.64 | | | -6.00% | -91.7 | 1,436.56 | 16.47 | | | -7.00% | -106.98 | 1,421.28 | 16.29 | | | -8.00% | -122.26 | 1,406.00 | 16.12 | | Bear Case | -9.00% | -137.54 | 1,390.72 | 15.94 | | | -10.00% | -152.83 | 1,375.43 | 15.77 | | | -11.00% | -168.11 | 1,360.15 | 15.59 | | | -12.00% | -183.39 | 1,344.87 | 15.42 | | | -13.00% | -198.67 | 1,329.59 | 15.24 | | | -14.00% | -213.96 | 1,314.30 | 15.07 | | Worse Case | -15.00% | -229.24 | 1,299.02 | 14.89 | | | -16.00% | -244.52 | 1,283.74 | 14.72 | | | -17.00% | -259.8 | 1,268.46 | 14.54 | | | -18.00% | -275.09 | 1,253.17 | 14.37 | | | -19.00% | -290.37 | 1,237.89 | 14.19 | | | -20.00% | -305.65 | 1,222.61 | 14.02 | Source: DBSVTH Retail Research |