บล.ดีบีเอสฯ ชี้หากสงครามตะวันออกกลาง ยืดเยื้อ - ขยายวงกว้าง จะกดดัน SET ลงราว 20% แตะ 1,222 จุด

รูป บล.ดีบีเอสฯ ชี้หากสงครามตะวันออกกลาง ยืดเยื้อ - ขยายวงกว้าง จะกดดัน SET ลงราว 20% แตะ 1,222 จุด

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -4 มี.ค. 69 11:01 น.

 


บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ประเมินผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง กรณีแย่สุด หากยืดเยื้อ - ขยายวงกว้าง จะกดดัน SET ลงราว 20% แตะ 1,222 จุด พร้อมมองกลุ่มที่ได้ประโยชน์ จากช่วงนี้ ได้แก่กลุ่มกลาโหม - พลังงาน และ Healthcare


บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด (DBSV) เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ ถึงความเสี่ยงของ “สงครามยืดเยื้อ” (forever war) ที่เพิ่มสูงขึ้น ต่อผลกระทบเศรษฐกิจโลก และตลาดหุ้นไทยดังนี้


* หากสงครามบานปลาย จะสร้างภาระหนี้ให้สหรัฐราว 2.9 ล้านล้านดอลลาร์


ทรัมป์พาสหรัฐเข้าไปพัวพันกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างมาก ทรัมป์หาเสียงภายใต้นโยบาย “America First” และให้คำมั่นว่า “จะไม่มีสงคราม” ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเดือนพฤศจิกายน 2024 แต่เพียงหนึ่งปีเศษหลังจากนั้น สหรัฐกลับเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งทางทหารหลายแห่ง และสงครามอิหร่านในปัจจุบันถือเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดจนถึงขณะนี้

 

สงครามครั้งนี้เป็น “สงครามที่เลือกจะทำ” (war of choice) โดยทรัมป์ เริ่มปฏิบัติการทางทหารโดยไม่มีการรับรองจากสภาคองเกรส และไม่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร NATO คำกล่าวอ้างเบื้องต้นว่าอิหร่านมีศักยภาพยิงขีปนาวุธถึงแผ่นดินสหรัฐ ถูกหน่วยข่าวกรองปฏิเสธ และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ก็เปลี่ยนไปเป็น “การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (regime change)” ความไม่สอดคล้องดังกล่าวยังดำเนินต่อไป เมื่อรัฐมนตรีกลาโหม Hegseth ระบุว่าสงครามจะไม่เป็น “สงครามไม่มีที่สิ้นสุด” ขณะที่ทรัมป์กล่าวแยกต่างหากว่าสงครามอาจยืดเยื้อ และพร้อมดำเนินนโยบายแบบ “whatever it takes” คล้ายแนวทางของ Draghi

 

เมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ใกล้เข้ามา การขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์ถือเป็นความเสี่ยงต่อรัฐบาลทรัมป์ หากสงครามยืดเยื้อ (ต่างจากการประเมินเบื้องต้นว่าเป็นปฏิบัติการสั้น) อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานโลก ดันเงินเฟ้อสูงขึ้น ในช่วงที่ชาวอเมริกันกำลังเผชิญวิกฤตค่าครองชีพ

 

เหนือสิ่งอื่นใด ความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “สงครามอิรักภาคสอง” อาจสร้างภาระงบประมาณราว USD2.9 ล้านล้าน ซึ่งเป็นภาระที่ประเทศยากจะรับได้ในภาวะหนี้สาธารณะสูงเป็นประวัติการณ์

 


* เปิดผลกระทบต่อประเทศมหาอำนาจ

 

- อิหร่าน: จะเดินเกมอย่างไรต่อ? อิหร่านประกาศชัดว่าจะไม่เจรจากับสหรัฐ ซึ่งไม่น่าแปลกใจจากระดับความไม่ไว้วางใจที่สูงมาก แนวทางที่เป็นไปได้ ได้แก่: อิหร่านอาจเลือก “เล่นเกมยาว” ทำให้สงครามยืดเยื้อ โดยไม่จำเป็นต้อง “ชนะ” ทางทหาร แต่ชนะในเชิงการเมือง หากทำให้สงครามกลายเป็นภาระที่สหรัฐฯ แบกรับไม่ได้ ทั้งจากความสูญเสียและเงินเฟ้อที่พุ่งจากการหยุดชะงักของการขนส่งโลก หรืออิหร่านรอให้ประเทศเพื่อนบ้านที่มั่งคั่งในอ่าวเปอร์เซียกดดันสหรัฐให้ยุติสงคราม เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านอิหร่านกำลังสร้างภาพลักษณ์จากความมั่นคงเพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวและการลงทุน

 

- ผลกระทบเศรษฐกิจมหภาคจากราคาน้ำมันที่พุ่ง ราคาน้ำมันที่พุ่งต่อเนื่องจะส่งผ่านสู่เศรษฐกิจจริงผ่านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การบีบตัวของกำไร ภาวะการเงินที่ตึงตัว และการบริโภคที่อ่อนแรง ตัวแปรสำคัญคือ “ระยะเวลา” ของการหยุดชะงัก โดยเฉพาะหากกระทบเส้นทางยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ การพุ่งขึ้นชั่วคราวอาจบริหารจัดการได้ แต่หากยืดเยื้อจะกลายเป็น shock ต่อการเติบโต

 

- สหรัฐ : สหรัฐพึ่งพาตลาดโลกน้อยกว่าเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ เนื่องจากมีฐานการผลิตพลังงานภายในประเทศสูง ความเสี่ยงด้านอุปทานโดยตรงจึงจำกัด อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะดันเงินเฟ้อผ่านราคาน้ำมันเบนซินและค่าขนส่ง และอาจทำให้เส้นทางการลดดอกเบี้ยของ Fed ซับซ้อนขึ้น ความเสี่ยงหลักจึงอยู่ที่ “เงินเฟ้อ”

 

- สหภาพยุโรป :หลังเกิดสงครามรัสเซีย–ยูเครน ยุโรปลดการพึ่งพาพลังงานลงอย่างมีนัยสำคัญ ค่าใช้จ่ายนำเข้าพลังงานลดลงใกล้ระดับต่ำสุดทางประวัติศาสตร์เมื่อเทียบกับ GDP จากประสิทธิภาพพลังงาน การกระจายแหล่งนำเข้า และพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ภูมิภาคมีภูมิคุ้มกันมากกว่าวัฏจักรก่อนหน้า

 

- ญี่ปุ่น : มีความอ่อนไหวสูงต่อความเสี่ยงตะวันออกกลาง มากกว่า 90% ของน้ำมันดิบมาจากภูมิภาคนี้ และส่วนใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การหยุดชะงักยืดเยื้อจะกดดันดุลการค้า ค่าเงินเยน และต้นทุนภาคการผลิต

 

- เอเชีย : เกาหลีใต้และไต้หวันยังมีความเสี่ยงสูง ขณะที่ออสเตรเลียและอินโดนีเซียมีภูมิคุ้มกันมากกว่าเพราะเป็นผู้ผลิตพลังงาน อินเดียได้รับผลกระทบผ่านดุลบัญชีเดินสะพัด เงินเฟ้อ และฐานะการคลัง โดยน้ำมันรัสเซียราคาลดช่วยบรรเทาบางส่วน

 

- ไทย : ข้อมูล ณ 23 ก.พ. – 1 มี.ค. 2569 ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปที่เก็บไว้ในประเทศประมาณ 4,877 – 4,925 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอกับการใช้งานภายในประเทศ ราว 38 วัน ตามการคำนวณล่าสุดของกระทรวงพลังงาน นอกจากนี้ยังมีน้ำมันที่กำลังขนส่งอยู่ (in-transit) ซึ่งสินค้าที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้วประมาณ 1,666 – 1,746 ล้านลิตร (ราว 22–23 วัน) รวมทั้งมีจากแหล่งอื่นประมาณ 1,117 ล้านลิตร (ราว 23 วัน) รวมแล้วไทยมีน้ำมันสำรองทั้งหมดประมาณ 7,660 – 7,795 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอรองรับความต้องการพลังงานภายในประเทศ ประมาณ 60–61 วัน


ส่วนปริมาณสำรอง LNG ยังไม่ได้ระบุเป็นวันการใช้งานอย่างชัดเจน แต่กระทรวงพลังงานกำลังติดตามการขนส่ง LNG อย่างใกล้ชิด โดยมีเรือ LNG จำนวนหลายลำที่กำลังเดินทางเข้าสู่ไทย และยังไม่กระทบต่อสำรองปัจจุบัน กระทรวงพลังงานมีแผนเพิ่มสัดส่วนการจัดหา LNG จากหลายแหล่ง เพื่อรับมือความเสี่ยงหากสถานการณ์ตึงเครียดยืดเยื้อ

 

* เปิดอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์

 

- ผลกระทบต่อตลาดหุ้น (Equities) - วิกฤตอิหร่านส่งผลกระทบผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ Equity risk premium สูงขึ้น, การหยุดชะงักตลาดพลังงาน, การปรับตัวของค่าเงิน ซึ่งปฏิกิริยาแรกมักเป็นการปรับลดเพื่อสะท้อนความไม่แน่นอน ดัชนีความผันผวน เช่น VIX มักพุ่งขึ้น และดัชนีราคาหุ้นจะร่วงก่อน

 

- ในเชิงกลยุทธ์ วิกฤตนี้อาจเร่งธีมการลงทุนระยะยาวในบางธีม เช่น กลาโหม ความมั่นคงพลังงาน แร่ยุทธศาสตร์ พลังงานนิวเคลียร์ โครงข่ายไฟฟ้า และการย้ายฐานการผลิต

 

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์

 

-กลุ่มกลาโหม - ความตึงเครียดผลักดันงบกลาโหมโลกสู่ USD3.3 ล้านล้านในปี 2030 เกิด “ยุคทอง” หลายปี การใช้กระสุนป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มขึ้นเร่งวัฏจักรกระสุน (ammunition super-cycle) บริษัทกลาโหมรายใหญ่ได้ประโยชน์จาก backlog และกระแสเงินสด ขณะเดียวกันบริษัทเทคโนโลยีป้องกันประเทศด้าน AI, โดรน และระบบอัตโนมัติก็มี upside สูง

 

-กลุ่มพลังงาน - หากช่องแคบฮอร์มุซ (คิดเป็น 25–30% ของการค้าน้ำมันโลก) ถูกปิด ราคาน้ำมันอาจทะลุ USD100/bbl และอาจแตะ USD150/bbl หากยืดเยื้อ บริษัทน้ำมันครบวงจร (integrated majors) จะได้ประโยชน์จากรายได้และ margin ที่สูงขึ้น สำหรับหุ้นเด่นของไทยเป็น PTTEP รองลงมาเป็น PTT

 

-กลุ่ม Healthcare - ได้ประโยชน์จากความต้องการทางการแพทย์ช่วงสงคราม และอุปสงค์ที่ไม่ยืดหยุ่นตามวัฏจักรเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนระยะยาวจากสังคมสูงวัย โดยสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปคาดเพิ่มจาก 19.3% ในปี 2025 เป็น 20.4% ในปี 2030 และ 21.4% ในปี 2035 อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจโรงพยาบาลของไทย จะได้รับผลกระทบทางลบในระยะสั้นกับโรงพยาบาลพรีเมียม ที่มีสัดส่วนรายได้จากคนไข้ตะวันออกกลางสูง ได้แก่ BH (25% ของรายได้รวม) และ PR9 (11% ของรายได้รวม)

 


* Worse Case เจอกันแถว 1,200 จุด



- ผลกระทบต่อ SET Index - ทาง DBSVTH Retail Research ทำการวิเคราะห์การปรับตัวของ SET Index อันเกิดจากสงครามอิหร่านไว้ 3 กรณี คือ

 

- กรณีฐาน (Base Case) – SET Index มีการอ่อนตัวลงจากระดับปิด 27 ก.พ.2026 ไม่เกิน -8% กล่าวคือ ไม่หลุด 1400 จุด โดยมีสมมติฐานว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อ ไม่แผ่ขยายไปในวงกว้าง และจบภายใน 4-6 สัปดาห์

 

- กรณีแย่ (Bear Case) - ดัชนีอ่อนตัวลง -9% ถึง -14% ลงไปที่ 1300 จุดต้นๆ โดยมีสมมติฐานว่าสงครามยืดเยื้อเกินกว่า 6 สัปดาห์ แต่ไม่แผ่ขยายออกไปนอกตะวันออกกลาง

 

- กรณีที่แย่ที่สุด (Worse Case) – SET ร่วงลง -15% ถึง -20% ลงไปที่ 1200 จุดต้นๆ โดยมีสมมติฐานว่า สงครามยืดเยื้อ และลุกลามออกนอกพื้นที่ตะวันออกกลาง

 

สถานการณ์ (Scenario)
% changePointSET SupportP/E (26F)
 -1.00%-15.281,512.9817.34
 -2.00%-30.571,497.6917.17
 -3.00%-45.851,482.4116.99
Base Case-4.00%-61.131,467.1316.82
 -5.00%-76.411,451.8516.64
 -6.00%-91.71,436.5616.47
 -7.00%-106.981,421.2816.29
 -8.00%-122.261,406.0016.12
Bear Case-9.00%-137.541,390.7215.94
 -10.00%-152.831,375.4315.77
 -11.00%-168.111,360.1515.59
 -12.00%-183.391,344.8715.42
 -13.00%-198.671,329.5915.24
 -14.00%-213.961,314.3015.07
Worse Case-15.00%-229.241,299.0214.89
 -16.00%-244.521,283.7414.72
 -17.00%-259.81,268.4614.54
 -18.00%-275.091,253.1714.37
 -19.00%-290.371,237.8914.19
 -20.00%-305.651,222.6114.02

Source: DBSVTH Retail Research



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

สุรเมธี มณีสุโข

สุรเมธี มณีสุโข

บรรรณาธิการข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย