ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้อนรับนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางเยือนสหรัฐฯ พร้อมเรียกร้องให้ญี่ปุ่นเพิ่มบทบาทในการสนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯ ในการรับมือสถานการณ์ในอิหร่าน การเดินทางเยือนสหรัฐฯ เต็มไปด้วยความอ่อนไหว เนื่องจากยังไม่ชัดเจนว่าญี่ปุ่นจะดำเนินมาตรการใด เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและความมั่นคงจากสงคราม ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย อีกทั้งการเข้าร่วมความขัดแย้งทางทหารยังเป็นประเด็นที่มีข้อจำกัดทางกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญของประเทศ ทรัมป์กล่าวว่า “ญี่ปุ่นจะก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญเมื่อถึงเวลาจำเป็น” โดยเปรียบเทียบกับนาโตว่า เรามีความสัมพันธ์และการสนับสนุนที่ยอดเยี่ยมกับญี่ปุ่นในทุกด้าน ขณะที่บรรยากาศที่อึดอัดปรากฏชัด เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมสหรัฐฯ ไม่ได้แจ้งญี่ปุ่นและชาติยุโรปล่วงหน้าก่อนการโจมตีอิหร่าน โดยทรัมป์กล่าวว่า “ใครจะรู้เรื่องการสร้างเซอร์ไพรส์ได้ดีเท่าญี่ปุ่น” พร้อมกับหัวเราะ และหันไปพูดกับทาคาอิจิว่า “ทำไมคุณไม่บอกผมเรื่องการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ล่ะ” ขณะที่ทาคาอิจิไม่ได้ตอบรับด้วยท่าทีขบขัน แต่หันไปมองที่ปรึกษาซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างในห้องทำงานรูปไข่ คำพูดของผู้นำสหรัฐฯ นอกจากจะรื้อฟื้นเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นโจมตีสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ยังสะท้อนท่าทีของทรัมป์ที่ไม่ใส่ที่จะแจ้งให้พันธมิตรทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารสำคัญ หลังจากที่กล่าวถึงเพิร์ลฮาร์เบอร์ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นรายหนึ่งระบุว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นในการหารือแบบปิด พร้อมเสริมว่า แม้ญี่ปุ่นจะประเมินว่าอาจมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดจากทรัมป์เอาไว้บ้างแล้ว แต่เรื่องนี้กลับอยู่เหนือความคาดหมาย เหตุการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำต่างชาติมักตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบในการพบปะกับทรัมป์ ซึ่งมักใช้โอกาสในลักษณะนี้ในการกดดันเพื่อให้ได้ข้อแลกเปลี่ยน หรือวิจารณ์นโยบายที่ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทรัมป์ระบุว่า “ผมคาดหวังให้ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมา เพราะความสัมพันธ์เราเป็นแบบนั้นมา เรามีกำลังทหารสหรัฐฯ ประจำการในญี่ปุ่นราว 45,000 นาย เราลงทุนกับญี่ปุ่นไปมาก” ในการแถลงข่าวหลังการหารือ ทาคาอิจิกล่าวว่า เธอได้ชี้แจงต่อผู้นำสหรัฐฯ ถึงข้อจำกัดทางกฎหมายของญี่ปุ่นในการมีส่วนร่วมรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมทั้งเน้นย้ำประเด็นที่เห็นพ้องกัน เช่น การเพิ่มการนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ และความร่วมมือด้านการพัฒนาขีปนาวุธ ญี่ปุ่นพยายามใช้ความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่านเพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์ โดยเมื่อวันอังคาร รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นได้โทรศัพท์หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน พร้อมประณามการโจมตีในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ทาคาอิจิยังคงท่าทีสงบนิ่งระหว่างปรากฏตัวต่อสาธารณะร่วมกับทรัมป์ และแสดงการสนับสนุนผู้นำสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยขอบคุณต่อความมุ่งมั่นที่มีต่อพันธมิตรระหว่างสองประเทศ พร้อมกล่าวว่า ได้ยื่นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมให้กับสหรัฐฯ เพื่อช่วยลดความผันผวนของตลาดพลังงาน แม้จะคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น พร้อมประณามการโจมตีของอิหร่านในประเทศเพื่อนบ้าน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทาคาอิจิยอมรับว่า การหารือกับทรัมป์ครั้งนี้เป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง โดยเธอระบุว่า ญี่ปุ่นอาจให้ความช่วยเหลือสหรัฐฯ ได้หลังมีการหยุดยิง เช่น การส่งเรือกวาดทุ่นระเบิด ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของญี่ปุ่นเองยังมีความเปราะบางต่อการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน ซึ่งอาจกระทบค่าครองชีพของประชาชน เนื่องจากต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากกว่า 90% ที่มา Bloomberg |