บลจ.อีสท์สปริง เห็นสัญญาณเชิงบวกหลังเลือกตั้ง มองหากรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นระยะสั้นผสานกับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวจะช่วยเสริมความน่าสนใจของไทยในฐานะ Investment Destination ชี้หุ้นค้าปลีก-อุปโภคบริโภค-ท่องเที่ยวและบริการ-ธนาคาร-โครงสร้างพื้นฐาน-ก่อสร้าง ได้รับประโยชน์มากกว่าตลาด นายยิ่งยง เจียรวุฑฒิ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง(ประเทศไทย)จำกัด เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นของประเทศไทยในมุมมองนักลงทุนจากความชัดเจนทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง ถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อการฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก โดยมีรายละเอียดดังนี้ -เสถียรภาพเชิงนโยบาย(Policy stability) จากการมีรัฐบาลที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้จริง ช่วยลด risk premium ที่นักลงทุนเคยเรียกร้องจากสินทรัพย์ไทยในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากความต่อเนื่องของนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยแกนนำพรรคเดิม รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาลที่คาดว่า จะมีจำนวนเสียงในสภาที่สามารถผลักดันนโยบายต่างๆออกมาได้อย่างไม่ยาก -กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย(Capital flows) ตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับมูลค่าที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับภูมิภาค (valuation discount) มีโอกาสได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ หากเห็นสัญญาณเชิงบวกด้านนโยบายและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ล่าสุด เฉพาะเดือนก.พ. ณ วันที่ 18 ก.พ. 69 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ กว่า 47,500 ล้านบาท และ จากต้นปีจนถึงวันดังกล่าว ต่างชาติซื้อสุทธิกว่า 51,900 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของต่างชาติต่อเศรษฐกิจไทย -ภาพลักษณ์การลงทุนระยะกลาง หากรัฐบาลสามารถผสมผสานนโยบายกระตุ้นระยะสั้นเข้ากับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน การยกระดับภาคบริการและการท่องเที่ยว จะช่วยเสริมความน่าสนใจของไทยในฐานะ Investment Destination รวมถึงการผลักดันงบลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน จะเพิ่มในเรื่องของการจ้างงาน และ สร้างการเติบโตต่อเศรษฐกิจในระยะกลาง -การปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนการตอบรับเชิงบวกต่อปัจจัยการเมือง และ ความคาดหวังต่อนโยบายเศรษฐกิจใหม่ โดยลักษณะการฟื้นตัวมีจุดเด่นสำคัญ คือ เป็นการฟื้นตัวจากระดับที่ถูกกดดันมานาน มีแรงหนุนจากกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศ และ บรรยากาศการลงทุนเปลี่ยนจากระมัดระวังเป็นเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น “ภายหลังความชัดเจนทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกจาก การลดความไม่แน่นอน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนและนักลงทุนต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา โดยในระยะสั้นเราจะเห็นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่มีลักษณะเน้นการกระตุ้นผ่านฝั่งอุปสงค์เป็นหลัก ซึ่งคาดว่าจะช่วยพยุงการบริโภคภายในประเทศ โดยเน้นการลดค่าครองชีพ และ ดึงการบริโภคเพิ่มขึ้น ลดแรงกดดันต่อภาคธุรกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกและบริการ ซึ่งจะช่วยสร้างจิตวิทยาเชิงบวกต่อการใช้จ่ายและการลงทุนระยะสั้น อย่างไรก็ดี ผลเชิงบวกต่ออัตราการเติบโตของจีดีพีจะขึ้นอยู่กับความเร็วในการดำเนินนโยบาย และ ความสามารถในการบริหารงบประมาณควบคู่ไปกับเสถียรภาพทางการคลัง”นายยิ่งยง กล่าว 
-ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวบนความคาดหวังมากกว่าการเติบโตของกำไรที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นความผันผวนยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงติดตามผลประกอบการและรายละเอียดเชิงลึกของนโยบายรัฐบาล ซึ่งโดยปกติหลังเลือกตั้งแล้วจะยังคงเห็น Post election rally ต่ออีกประมาณ 1 เดือน ซึ่งหลังจากนั้นอาจจะต้องติดตามถึงปัจจัยพื้นฐานมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีที่อาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน การผลักดันนโยบายให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน รวมถึงการปรับประมาณกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยต่อเนื่องที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง -จากทิศทางนโยบายและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน บลจ.อีสท์สปริง มองว่า กลุ่มหุ้นที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากกว่าตลาด ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกและอุปโภคบริโภคในประเทศ ที่ได้อานิสงส์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อและการใช้จ่ายภาคครัวเรือน กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ หากนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวและกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศมีความต่อเนื่อง จะช่วยหนุนรายได้และการฟื้นตัวของภาคบริการ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่ได้ประโยชน์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และ การขยายตัวของสินเชื่อภาคธุรกิจและรายย่อย แม้ยังต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด และ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและก่อสร้าง ในกรณีที่รัฐบาลเร่งรัดโครงการลงทุนภาครัฐ จะเป็นแรงสนับสนุนต่อกลุ่มนี้ในระยะถัดไป -คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ต่อการลงทุนในหุ้นไทย ซึ่งได้รับปัจจัยเชิงบวกจากความคาดหวังเรื่องความต่อเนื่องของนโยบายจาก Election rally ซึ่งในระยะสั้น แนะนำกองทุน ES-SET50-A ส่วนในระยะกลาง นักลงทุนควรใช้กลยุทธ์ Selective และ มีวินัยในการบริหารความเสี่ยง โดยมีแนวคิดหลัก คือ เน้นลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจในประเทศและนโยบายรัฐโดยตรง -เลือกบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง กระแสเงินสดมั่นคง และไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป กระจายการลงทุน และ คงสัดส่วนสินทรัพย์ปลอดภัยบางส่วน เพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น และติดตามสัญญาณสำคัญ ได้แก่ กระแสเงินทุนต่างชาติ ความคืบหน้านโยบายเศรษฐกิจ และ ทิศทางเศรษฐกิจโลก -ระยะยาวต้องติดตามการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ และ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคเอกชน รวมถึงปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างในระยะยาว จึงยังแนะนำเน้นการลงทุนไปที่หุ้นไทยปันผล อย่างกองทุน ES-DIV เพื่อลดความเสี่ยงจากการลดความคาดหวังการเติบโต และ ให้น้ำหนักกับความมั่นคงของกระแสเงินสดมากขึ้น”นายยิ่งยง กล่าว 
|