CREDIT หวังสินเชื่อปีนี้โตมากกว่า 11% รับความขัดแย้งกระทบต้นทุนค่าครองชีพ

รูป CREDIT หวังสินเชื่อปีนี้โตมากกว่า 11% รับความขัดแย้งกระทบต้นทุนค่าครองชีพ

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -4 มี.ค. 69 11:35 น.

 

CREDIT กางแผนปี 69 คาดสินเชื่อโตมากกว่า 11% เน้นสินเชื่อรายย่อย พร้อมคุม NPL ไม่ให้เกิน 4.5% แย้มมีแผนการหนี้ 1.5-2 พันล้านบาท จากปี 68 ขายไป 50 ล้านบาท และ เดินหน้าสู่ “Digital Core Banking” ชี้ความขัดแย้งส่งผลต่อราคาพลังงาน และ ราคาน้ำมัน รับติดตามใกล้ชิด หวั่นกระทบต้นทุนค่าครองชีพ

 

นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT เปิดเผยว่า ธุรกิจปี 2569 เน้นเติบโตอย่างมีคุณภาพ และ ยกระดับแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ หนุนระบบ Core Banking - Digital Banking เสริมทัพขยายฐานลูกค้า Micro SMEs และ ผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบธนาคาร โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

-แผนธุรกิจปี 2569 ตั้งเป้าหมายสินเชื่อรวมเติบโตไม่ต่ำกว่า 11% แต่คงไม่ถึง 20% จากปี 2568 เติบโต 11.5% โดยเน้นสินเชื่อเพื่อธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี และ สินเชื่อนาโนและไมโครเครดิต ซึ่งปัจจุบันมียอดสินเชื่อคงค้าง 181,900 ล้านบาท

 

-ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ(Net Interest Margin หรือ NIM) คาดปี 69 อยู่ในกรอบ 7.5-8% จากปี 68 อยู่ที่ 7.7%

 

-อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio หรือ CI) คาดปี 69 อยู่ในกรอบ 42-44% จากปี 68 อยู่ที่ 43.6%

 

-หนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้(NPL) คาดปี 69 คุมไม่ให้เกิน 4.5% จากปี 68 อยู่ที่ 4.2% โดยปี 69 ธนาคารมีแผนที่จะขาย NPL จำนวน 1,500-2,000 ล้านบาท จากปี 68 ที่ขาย NPL ออกไป 50 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการขายออกไปที่เล็กน้อย เนื่องจากมี NPL ในระบบอยู่จำนวนมาก ทำให้ธนาคารเน้นที่จะบริหารจัดการเอง

 

"ปีก่อนขายออกไปน้อย เพราะมี NPL ในระบบล้นตลาด ราคาอาจไม่เหมาะสมกับที่ธนาคารคาดไว้ แต่ปีนี้เราวางไว้ 1,500-2,000 ล้านบาท แต่จะขายช่วงไหนต้องดูภาวะตลาดอีกครั้ง"

 

-ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit cost) คาดปี 69 อยู่ในกรอบ 1.5-2% จากปี 68 อยู่ที่ 1.83%

 

-อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น(Return on Equity หรือ ROE) คาดปี 69 อยู่ในกรอบ 16-20% จากปี 68 อยู่ที่ 16.3%

 

"ปี 69 ยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยตั้งเป้าขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อหลักในอัตราเลขสองหลัก ควบคู่ไปกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างเข้มงวด ภายใต้เสาหลักยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นสูง พร้อมเดินหน้ายกระดับ Digital Core Banking เพื่อเสริมศักยภาพให้กลุ่มลูกค้ารายย่อย พร้อมตั้งรับกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกที่ผันผวน ด้วยการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อ SMEs อย่างรัดกุม ภายใต้กลยุทธ์การรักษาอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิในภาวะดอกเบี้ยขาลง ทั้งนี้ ด้วยแรงหนุนจากโครงการรัฐ เช่น Quick Big Win และ SME Credit Boost ธนาคารมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อให้บรรลุเป้าหมายเลขสองหลักควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว"

 

 

-หัวใจสำคัญในการลงทุน ปี 2569 ของธนาคารไทยเครดิต ขับเคลื่อนผ่าน 2 แกนหลัก ดังนี้

 

-เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ “alpha SME” ในช่วงไตรมาส 1/69 เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากการย้ายฐานข้อมูลของระบบ Micro Pay สู่แพลตฟอร์มใหม่ที่เสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

 

-วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยยกระดับระบบปฏิบัติการหลักของธนาคาร หรือ Core Banking สู่ Full Digital Banking Platform อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงลึกและการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ และ ปริมาณธุรกรรมที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

 

"เหตุการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางไม่กระทบต่อเราเท่าไหร่ในแง่ธุรกิจ แต่ถ้าภาพรวมอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน ราคาน้ำมัน และ จะกระทบค่าใช้จ่ายลูกค้าเรา ซึ่งสิ่งที่จะกระทบมากกว่า คือ เทคโนฯ และ AI ทำให้ธนาคารต้องเร่งปรับตัว เดินหน้าลดต้นทุน ลงทุนเปลี่ยนผ่านดิจิทัล ในระยะกลาง ระยะยาว จะเห็นการเปลี่ยนแปลง ถ้าเราลดต้นทุนได้"

 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

กรณัช พลอยสวาท

กรณัช พลอยสวาท

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย