บล.เมย์แบงก์ มองหุ้นไทยก.พ. ยังคงเชิงบวก จากปัจจัยการเมืองในประเทศชัดเจนหลังเกิดการเลือกตั้ง ด้านงบไตรมาสล่าสุดของบจ.ส่วนใหญ่ออกมาอยู่ในระดับกลางถึงบวก ประเมิน SET แกว่งสร้างฐานในกรอบ 1,280 - 1,370 จุด พร้อมแนะนำหุ้นเด่นประจำเดือน GULF, MINT และ TRUE
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มุมมองตลาดหุ้นไทยเดือน ก.พ. 2569 ยังคงเป็นเชิงบวกคาดกรอบ 1280-1370จุด จากปัจจัยการเมืองในประเทศที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ภายหลังการเลือกตั้งและความคาดหวังต่อการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ส่งผลเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ขณะเดียวกันช่วงการรายงานงบฯไตรมาสล่าสุด ภาพรวมออกมาอยู่ในระดับกลางถึงบวก สะท้อนการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนในหลายกลุ่ม อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงยังคงมาจากทิศทางตลาดโลก โดยเฉพาะความคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed ที่ลดลง หลังการแต่งตั้งประธาน Fed คนใหม่ ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะสั้น โดยกลยุทธ์การลงทุนเดือนนี้เราเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการได้รัฐบาลใหม่ GULF MINTTRUE
• คาดหลังการเลือกตั้งจะนำไปสู่รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ
ผลสำรวจ NIDA Poll ซึ่งเป็นโพลสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยพรรคประชาชนยังคงนำเป็นอันดับหนึ่งที่33.56% (+3.16pt) ตามด้วยภูมิใจไทย 22.76% (+0.8pt), เพื่อไทย 16.92% (+1.2pt) และ ประชาธิปัตย์12.76% (+0.6pt) เรามองว่าผลโพลดังกล่าวยังสนับสนุนสมมติฐานหลักของเราว่า พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลชุดถัดไป แม้ว่าพรรคประชาชนจะได้จำนวนที่นั่งในสภามากที่สุดก็ตาม
ทั้งนี้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพหลังการเลือกตั้งจะช่วยปูทางให้ตลาดปรับตัวขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นปัจจัยกดดันตลาดไทยมาตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี2566 สถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี2535ชี้ว่าหลังเลือกตั้ง 1 เดือน SET Index ยังปรับขึ้นเฉลี่ย 2.2% ด้วยโอกาส 58% โดยกลุ่มที่ Outperform ตลาดคือ กลุ่มธนาคาร กลุ่มไฟแนนซ์ กลุ่ม ICT เป็นต้น
• คาดงบไตรมาส 4/68 หดตัว QoQ แต่ขยายตัวแรง YoYคาดว่ากำไรของบริษัทใน SET Index งวด 4Q68E (ไม่รวม PF & REIT) อยู่ที่ 2.25 แสนล้านบาท ลดลง -4%QoQ แต่ขยายตัวอย่างมาก 68%YoY โดยข้อมูลจาก Bloomberg Consensus ซึ่งครอบคลุมราว87% ของมูลค่าตลาด การอ่อนตัวQoQ กดดันหลักจากกลุ่มธนาคารค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงในช่วงปลายปีและกลุ่มวัสดุฯจาก SCC ขาดทุน ส่วนการเติบโตYoY ที่ก้าวกระโดดมาจากฐานที่ต่ำผิดปกติในช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีรายการพิเศษที่เป็นค่าใช้จ่ายหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มขนส่งจาก THAI ที่4Q67 บันทึกขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ กลุ่มปิโตรฯ ขาดทุนลดลงจากปีก่อนเพราะมีบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์โครงการลงทุนของ PTTGC เป็นต้น
ส่วนกลุ่มที่เราคาดกำไรจะเติบโตเด่น QoQ และYoY จากการผลการด าเนินงานหลัก กลุ่ม ICT คาดขยายตัว 15%QoQ และ 447%YoY หนุนหลักมาจาก TRUE และADVANC ที่กำไรเติบโตรายได้ค่าบริการที่ขยายตัวและควบคุมต้นทุนได้ดี กลุ่มสื่อคาดขยายตัว 17%QoQ และ 51%YoY หนุนจาก PLANB ที่กำไรเติบโตจากธุรกิจสื่อนอกบ้านและ MAJOR จากรายได้หนังเด่นช่วงปลายปี กลุ่มประกันคาดขยายตัวจาก TLI ที่ได้กำไรเงินลงทุนและ CSM ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้รายงานงบถึงวันที่ 30 ม.ค.69 ไปแล้ว 16% Market Capใกล้เคียงกับตลาดคาด
• ปัจจัยที่ติดตามที่อาจสร้างความผันผวนในเดือน ก.พ. 69 ประเด็นความไม่แน่อนทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯกับประเทศต่างๆ (อิหร่าน ยุโรป จีน รัสเซีย) ความเสี่ยงการดำเนินนโยบายที่ผ่อนคลายของ Fed ที่ลดลงหลังทรัมป์ เลือกประธาน Fed คนใหม่ (Kevin Warsh) การปรับน้ำหนักของ MSCI ที่จะประกาศผลวันที่ 11 ก.พ.69 (ตามเวลาไทย) ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย แต่อย่างไรก็ตามประเด็นการเมืองไทยสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เร็ว มองเป็นปัจจัยยังทำให้ภาพ Fund Flow ต่างชาติยังมีโอกาสไหลเข้าหลังจากUnderweight ตลาดหุ้นบ้านเราอย่างมาก สะท้อนจาก 3 ปีหลัง (66-68) ที่ขายสุทธิ4.5แสนล้านบาทกดดัน SET Index -25%

กลยุทธ์การลงทุนเดือน ก.พ. 2569 เลือก GULF MINT TRUE GULF (เป้าหมายเชิงกลยุทธ์50.00 บาท) • แนวโน้มกำไร4Q68 คาดขยายตัวทั้ง YoY/QOQ การโต YoY จาก MW เยอะขึ้นจากโรงไฟฟ้าหินกอง phase 2 และโซลาร์ที่ CODในปี25 และโรงไฟฟ้า Jackson ได้ประโยชน์จากค่า capacity (เหมือน BCPG) ส่วน QoQ จาก Share of profit จาก ADVANCสูงขึ้น ขณะที่ก าไร1Q69 คาดขยายตัวทั้ง YoY และ QoQ ได้ต่อจาก MW ของโรงไฟฟ้า renewable ที่ทยอยเข้ามาและโรงไฟฟ้าที่US ที่1Q จะเป็น high season มากกว่า 4Q • มองแรงขับเคลื่อนราคาหุ้นจะมีเพิ่มเติมหากความคืบหน้าแผน PDP ฉบับใหม่มีการประกาศออกมา ด้าน Valuation ราคาหุ้นซื้อ ขายบน PER69 23.9x ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยอดีต 10 ปี23.7x เทียบกลุ่ม 19.4x
MINT (เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 34.50 บาท)
• คาดกำไรหลัก 4Q68 ที่3.2 พันล้านบาท (+11% YoY, +15% QoQ) การเติบโต YoY จากรายได้ธุรกิจโรงแรมที่เพิ่มขึ้น 15% จากRevPAR ของทั้งกลุ่มที่ขยายตัว 9% YoY การขยายตัว QoQ มาจากช่วงไฮซีซันของธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยและมัลดีฟส์รวมถึงการปรับเพิ่ม ADR ของพอร์ตโรงแรมในประเทศไทย หลังการปรับปรุงโรงแรมหลักบางแห่งแล้วเสร็จ
• คาดว่ากำไรใน 1Q69 จะเติบโต YoY หนุนโดย RevPAR ในประเทศไทยที่ยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง ส่วนก าไรทั้งปี 69 คาดขยายตัว24%YoY จากการลดภาระหนี้ต่อเนื่องและรายได้จากการบริหารโรงแรมที่เพิ่มขึ้น ราคาหุ้นซื้อขาย Valuation ถูก PER69 13x เทียบค่าเฉลี่ย อดีต 10 ปีที่30x เทียบกลุ่ม 15.7x (global peers ที่25x)
TRUE (เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 15.00 บาท) • TRUE ปรับตัวลงหลัง telenor ประกาศขายหุ้นทั้งสิ้น 30.3% ให้กับบริษัท Arise คิดเป็นมูลค่า1.2แสนลบ. จากความกังวลต่อเนื่องของผู้บริหาร ซึ่งบริษัทฯได้ยืนยันต่อความต่อเนื่องของการบริหารจัดการ ธรรมาภิบาล วินัยทางการเงินและเป้าหมายทางการเงินและคาดว่าเงินปันผลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยไม่กระทบต่อผลประกอบการของ TRUE • ด้าน Valuation ปัจจุบันซื้อขายบน PER69เหลือเพียง 17 เท่า ถูกกว่าเมื่อเทียบกับ ADVANC และ ASEAN Telcos ที่20.2และ17.3 เท่า ตามล าดับ โดยแรงขับเคลื่อนระยะถัดไปอยู่ที่การรายงานงบ 4Q68 เราคาดก าไรหลักเติบโต 59%YoY และ 16%QoQและเติบโตต่อเนื่องในปี69 อีก 33%YoY สูงกว่าเมื่อเทียบกับ ADVANC ที่เติบโตเพียง 12%YoY เท่านั้น
สรุปภาพรวมตลาดในเดือนที่ผ่านมา
• FED คงดอกเบี้ย ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจชะลอแบบค่อยเป็นค่อยไป: FED มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.5-3.75%ตามคาด ขณะที่ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ เดือน ธ.ค. สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ชะลอลงอย่างมีเสถียรภาพ (Soft landing) ส่งผลให้ตลาดยังคงคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวม 2 ครั้งในปี 2569 โดยคาดเริ่มครั้งแรกในเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุน สินทรัพย์เสี่ยงในระยะกลาง
• การเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็ นประธาน FED คนใหม่ เพิ่มความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย: ประธานาธิบดีทรัมป์ แสดงเจตนารมณ์เสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธาน FED แทนคุณ Jerome Powell ซึ่งแม้ Warsh มีภาพลักษณ์เชิงเข้มงวดด้านเงินเฟ้อในอดีต แต่ท่าทีล่าสุดสนับสนุนดอกเบี้ยที่ต่ำลง ประเด็นดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง โดย ตลาดคาดว่าในระยะสั้นอาจเห็นเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรชันขึ้น ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า และสินทรัพย์เสี่ยงมีความผันผวนเพิ่มขึ้น
• ความไม่แน่นอนทางการเมืองและสถาบันของสหรัฐฯ ยังคงเป็ นปัจจัยกดดันบรรยากาศลงทุน: ความเสี่ยง GovernmentShutdown การพิจารณาคดีอ านาจการขึ้นภาษีของทรัมป์ โดยศาลสูง รวมถึงการตรวจสอบ FED โดยกระทรวงยุติธรรม ล้วนเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย อย่างไรก็ดี ประเมินว่าผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในวงจำกัด
• นโยบายการค้าของสหรัฐฯ สร้างแรงกดดันต่อเอเชียเหนือ แต่ผ่อนคลายต่อยุโรป: การขู่ขึ้นภาษีนำเข้าจากเกาหลีใต้เพิ่มความเสี่ยงต่อภาคการค้าในเอเชียเหนือ ขณะที่การส่งสัญญาณไม่ขึ้นภาษีนำเข้ายุโรปและลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในฝั่งยุโรป ช่วยพยุงบรรยากาศตลาดการเงินโลก โดยผลกระทบต่อประเทศไทยเป็นทางอ้อม
• ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตรห์ นุนราคาน้ำมันในระยะสั้น: การเคลื่อนกำลังทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางและสถานการณ์เวเนซุเอลาเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานน ้ามันในระยะกลาง - ยาว แม้ผลกระทบระยะสั้นจำกัด ทั้งนี้ยังคงสมมติฐานราคน้ำมันดิบปี 2569 - 2570 ที่ 65 - 66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
• ความเสี่ยง MSCI ลดสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซีย เป็นปัจจัยบวกต่อ Fund Flow ไทย: ความไม่แน่นอนด้านโครงสร้างตลาดทุนอินโดนีเซียเพิ่มโอกาสการโยกย้ายเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ในดัชนี MSCI ซึ่งมีโครงสร้างอุตสาหกรรมใกล้เคียงกัน
• ความตึงเครียดจีน–ญี่ปุ่น เป็นปัจจัยบวกทางอ้อมต่อภาคท่องเที่ยวไทย: ข้อจำกัดทางการค้าระหว่างจีนและญี่ปุ่ นส่งผลให้การเดินทางระหว่างสองประเทศชะลอลง ขณะที่เส้นทางจีน–ไทยเพิ่มขึ้น มองเป็นปัจจัยสนับสนุนหุ้นกลุ่มโรงแรม โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก
• เงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่า สนับสนุนนโยบายดอกเบี้ย ขาลง: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยยังติดลบจากราคาพลังงาน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานต่ำกว่าเป้าหมายของ ธปท. สนับสนุนความเป็นไปได้ของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ เป็นบวกต่อกลุ่มไฟแนนซ์ อสังหาริมทรัพย์ และโรงไฟฟ้า
• คาดกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยไตรมาส 4/68 ชะลอตัว QoQ แต่ฟื้นตัวชัดเจน YoY: การชะลอ QoQ มาจากปัจจัยฤดูกาลของกลุ่มธนาคารและผลการด าเนินงานของบางอุตสาหกรรม ขณะที่การเติบโต YoY มาจากฐานต่ำในปีก่อน กลยุทธ์การลงทุนยังเน้นหุ้นที่มีกำไรหลักเติบโตสม่ำเสมอและมูลค่าเหมาะสม
• ผลประกอบการกลุ่มธนาคารและไฟแนนซ์สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์ยังแข็งแกร่ง: แม้กำไรกลุ่มธนาคารชะลอตัว แต่ผลประกอบการของบางสถาบันสะท้อนการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี ช่วยลดความกังวลต่อความเสี่ยงเชิงระบบของกลุ่มการเงิน
• ทิศทางการลงทุนระยะยาวของไทยยังได้รับแรงหนุนเชิงโครงสร้าง: ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนที่ท าระดับสูงสุดใหม่ ประกอบกับยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ สนับสนุนมุมมองบวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคในระยะกลางถึงยาว
ผลตอบแทนรายกลุ่มอุตสาหกรรมในเดือนที่ผ่านมา
• SET Index ปรับตัวขึ้นเด่น +5.24% สะท้อนการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังช่วงปลายปีก่อน โดยการปรับขึ้นของดัชนีมีลักษณะ Selectiveขับเคลื่อนโดยหุ้นและกลุ่มอุตสาหกรรมบางกลุ่ม มากกว่าการปรับขึ้นในวงกว้างทั้งตลาด แรงหนุนสำคัญของตลาดมาจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามาในช่วงต้นเดือน สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อตลาดเอเชีย ประกอบกับธีม ElectionRallyซึ่งช่วยหนุนหุ้นกลุ่มที่อิงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ อาทิ ค้าปลีก การเงิน รับเหมาก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์
• ขณะเดียวกัน Sentiment การลงทุนได้รับแรงสนับสนุนจากธีม เทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์จากสัญญาณการฟื้นตัวของภาคส่งออกในภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งหนุนความคาดหวังต่ออุปสงค์จากอุตสาหกรรม AI และ DataCenter ส่งผลให้หุ้นในธีมดังกล่าวเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของดัชนีอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนคือการปรับตัวดีขึ้นของหุ้นกลุ่มประกันและโรงพยาบาล จากมูลค่าที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ภาวะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เอื้อต่อการบริหารพอร์ตลงทุนของบริษัทประกัน และความคาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดประกันสุขภาพ ซึ่งอาจเอื้อต่อการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในระยะถัดไป
• อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายเดือนตลาดเริ่มเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกมากขึ้น โดยเฉพาะความผันผวนของตลาดการเงินโลก อาทิ การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นซึ่งส่งผลให้เกิดการปรับสถานะของนักลงทุน และความผันผวนของราคาพลังงานจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้เกิดแรงขายทำกำไรในบางกลุ่มอุตสาหกรรม
• กลุ่มหุ้นที่ปรับตัวขึ้นและ Outperform นำโดย กลุ่มปิโตรเคมี (+20.28%), กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (+17.85%), กลุ่มบรรจุภัณฑ์(+10.59%), กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (+8.63%), กลุ่มสื่อสาร (+7.65%) และ กลุ่มพลังงาน (+6.97%)
• กลุ่มหุ้นที่ปรับตัวลงและ Underperform ประกอบด้วย กลุ่มเกษตร (-0.03%), กลุ่มยานยนต์ (-1.30%), กลุ่มขนส่ง (-1.95%), กลุ่มธนาคาร (-2.04%), กลุ่มท่องเที่ยว (-2.58%) และ กลุ่มสื่อโฆษณา (-4.45%)

.
|