SCGD เผยไตรมาส 4/68 มีกำไรสุทธิ 188 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 135 หลังเพิ่มกำลังผลิตกระเบื้องเกรซพอร์ซเลน และลดต้นทุนการผลิต หนุนทั้งปี กำไรสุทธิ 932 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ15 พร้อมปันผลอีก 0.19 บาทต่อหุ้น ขึ้น XD 27 มี.ค.69 และกำหนดจ่าย 20 เม.ย.69 บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 4/68 มีกำไรสุทธิ (ส่วนที่เป็นของผูถือหุ้นบริษัท) 188 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 135 และ EBITDA อยู่ที่ 746 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายที่ 5,308 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หากไม่รวมผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งค่า กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 149 และ EBITDA เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 43 รายได้จากการขายจะลดลงเพียงร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลประกอบการที่ไม่รวมรายการพิเศษ (non-recurring) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างธุรกิจ กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทจะอยู่ที่ 199 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากปีก่อนหน้า และ EBITDA อยู่ที่ 759 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน บริษัทมี EBITDA on Sales อยู่ที่ร้อยละ 14.1 และอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 3.3 ขณะที่หากไม่รวม ผลกระทบ Non-Recurring บริษัทจะมี EBITDA on Sales อยู่ที่ร้อยละ 14.3 และอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 3.5 
ในปี 2568 บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น EBITDA อยู่ที่ 3,259 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 และกำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัท อยู่ที่ 932 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ15 เมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 22,676 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11 อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการได้รับผลกระทบจากการแปลงค่าสกุลต่างประเทศที่บริษัทมีธุรกิจอยู่ (ประเทศเวียดนาม ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอินโดนีเซีย) เป็นเงินบาท หากไม่รวมผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งสะท้อนผลประกอบการที่แท้จริงของธุรกิจในประเทศนั้นๆ BITDA เพิ่มร้อยละ 8 กำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และรายได้จากการขายจะลดลงร้อยละ 8 ผลประกอบการหากไม่รวมรายการพิเศษ (Non-recurring) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างธุรกิจแล้ว EBITDA จะอยู่ที่ 3,351 ล้านบาท และ กำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัท อยู่ที่ 1,010 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น สามารถเพิ่มกำลังการผลิตสินค้ากระเบื้องเกรซพอร์ซเลน 5 ล้านตารางเมตร ที่โรงงาน PRIME ประเทศเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิตกระเบื้องเกรซพอร์ซเลนรวมกว่า 19 ล้านตารางเมตร หรือร้อยละ 25 ของกำลังการผลิตทั้งหมด รวมทั้งเริ่มนำ Biomass Gasifier มาใช้ในการผลิตกระเบื้องเซรามิกเป็นแห่งแรกในอาเซียน ที่โรงงาน PRIME และลดต้นทุนผ่านการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานจากชีวมวลเพิ่มขึ้น ลดต้นทุนได้รวม 330 ล้านบาท ที่ประชุมคณะกรรมการอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตรา 0.34 บาทต่อหุ้น แบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาล 0.15 บาทต่อหุ้น ซึ่งจ่ายแล้วเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 และเงินปันผลส่วนที่เหลือในอัตรา 0.19 บาทต่อหุ้น กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิ์รับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 30 มีนาคม 2569 กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 20 เมษายน 2569 (กำหนดวันที่ XD ในวันที่ 27 มีนาคม 2569) 
|