เปิดสถิติหุ้นไทยพุ่งแรงหลัง Circuit Breaker โบรกฯ ชู 10 หุ้นเด่น ชี้โอกาสสะสม หลัง SET เจอแรงเทขายรุนแรง จน ตลท.สั่งใช้มาตรการ Circuit Breaker ระดับ 1 พร้อมลุ้น SET วันนี้ มีโอกาส rebound บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในบทวิเคราะห์วันนี้ ประเมินว่าการปรับลงของตลาดหุ้นไทยในรอบนี้ เป็นโอกาสสะสม โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ Circuit Breaker ครั้งที่ 7 ของไทย - เมื่อวานนี้ ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงเทขายอย่างรุนแรง โดยดัชนี SET Index ปิดที่ระดับ 1,384 จุด ลดลง 81.90 จุด (-5.58%) ระหว่างวัน ดัชนีร่วงลงต่ำสุดที่ระดับ 1,341 จุด (-8.0%) ส่งผลให้มีการใช้มาตรการ Circuit Breaker ระดับ 1 และทำให้ ตลท. ต้องสั่งหยุดการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 30 นาที พร้อมทั้งระงับการทำธุรกรรม Program Trading เป็นการชั่วคราว - แรงขายเกิดขึ้นในวงกว้าง นำโดยหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ขนส่ง ธนาคาร และค้าปลีก ภายในดัชนี SET50 มีหุ้นจำนวน 30 ตัวที่ปรับตัวลดลงมากกว่า 5% และมี 5 ตัวที่ร่วงลงมากกว่า 10% โดยรวมถึงหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี เช่น SCC ที่ปรับลดลง 15% ในช่วงสองวันทำการ และ IVL ที่ร่วงลง 18% ในช่วงเวลาเดียวกัน เนื่องจากตลาดได้สะท้อนผลกระทบเชิงลบจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวขึ้นได้ทุกครั้งที่มี Circuit Breaker ในอดีต - เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นการใช้มาตรการ Circuit Breaker ครั้งที่ 7 ในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย โดยหากย้อนดู 6 ครั้งก่อนหน้า ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าในปี 49 วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ปี 51 และวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 63 จะพบรูปแบบที่เกิดซ้าอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ตลาดมักเผชิญภาวะความผันผวนรุนแรงในช่วงสั้นก่อนจะค่อยๆสร้างฐานและฟื้นตัวในระยะถัดไป - การทำจุดต่ำสุดทันที (3 ใน 6 ครั้ง) ตลาดปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดในระยะสั้นในวันเดียวกับที่มีการใช้มาตรการ Circuit Breaker, การทำจุดต่ำสุดรอบสอง (2 ใน 6 ครั้ง)ตลาดปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดใหม่ภายใน 14 วันทาการ ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวในระยะถัดไป ภาวะตลาดหมีที่ยืดเยื้อ (1 ใน 6 ครั้ง) มีเพียงวิกฤติซับไพรม์ในปี 51 เท่านั้น ที่นำไปสู่การปรับตัวลดลงเชิงโครงสร้างในระยะยาว 
เป็นโอกาสซื้อเมื่ออ่อนตัว ในกลุ่มที่แนวโน้มผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง - เชื่อว่าตลาดกำลังอยู่ในจุดของ “Peak Volatility” หรือช่วงความผันผวนสูงสุดในรอบนี้ โดยจากสถิติในอดีต ภาวะตื่นตระหนกอย่างรุนแรงมักสะท้อนถึงจุดยอมจำนนของตลาด (capitulation) ในระยะสั้น และอาจเป็นจังหวะเข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนที่มีวินัยและบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม - โดยมองเป็นโอกาส Buy On Dip ในกลุ่ม 1. พลังงาน, 2. ท่องเที่ยว และ 3.โรงไฟฟ้า (IPP) ภาพรวมกลยุทธ์ - ระวังความผันผวนจากแรงบังคับขาย (Forced selling) ตลาดหุ้นต่างประเทศปรับตัวลดลงเฉลี่ย 2-3% ในช่วงหยุดมาฆบูชา ทำให้วันนี้หุ้นไทยอาจเปิดลดลงแรง ซึ่งจากการที่หุ้นหลายตัวลดลง 6-8% ในช่วงวันจันทร์ การปรับลดลงต่อจะเริ่ม trgigger การบังคับขายได้ - แนวรับที่ 1,330 จุด และแนวต้านที่ 1,420 จุด - สัดส่วนลงทุนแบ่งเป็นเงินสด 50% และพอร์ตหุ้น 50% เปิดโผ 4 หุ้นเด่นที่แนะนำ - PTTEP (150) :คาดได้อานิสงส์เชิงบวกจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นตัดขาดทุน 130.00 บาท - PTT (40) : กลุ่มพลังงานที่สามารถ hedging ราคาน้ามันและก๊าซ ตัดขาดทุน 36 บาท - TNP (3.30) : ผลการดาเนินงานได้แรงหนุนจากเงินที่เติมเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเติบโตจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซื้อขายเพียง 12 เท่า PER ตัดขาดทุน 2.80 บาท - HMPRO (8): ราคาหุ้นสะท้อนผลประกอบการที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมาไปแล้ว และเริ่มทยอยปรับดีขึ้น ตัดขาดทุน 6.90 บาท ด้าน บล.ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดแนวโน้ม SET วันนี้มีโอกาส rebound โดยในช่วงวันที่ 2-4 มี.ค.69 SET ปรับตัวลงแรง -9.4% จากสถานการณ์ตึงเครียดตะวันออกกลาง ขณะที่วานนี้ดัชนีดาวโจนส์กลับมาฟื้นตัว และตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ปรับตัวขึ้น ทำให้เราคาดว่าวันนี้ SET มีโอกาส rebound
หุ้นลงแรงพื้นฐานดี มีโอกาสฟื้นตัวโดดเด่น
- แนะนำเลือกหุ้นที่ปรับตัวลงแรง ขณะที่พื้นฐานยังดี โดยมี 6 หุ้น ได้แก่ - BH รายได้ Middle East ที่ 23% ของรายได้รวม กระทบจำกัดในไตรมาส 1/69 เนื่องจากสงครามเกิดปลายไตรมาส และเป็น low season ของ Middle East จากรอมฎอน - CENTEL (ซื้อ/เป้า 42.00 บาท) จากแนวโน้มกำไรปี 69 ที่จะโตเด่นสุดที่ +17% YoY จากทั้งธุรกิจโรงแรมและอาหาร - SCGP (ซื้อ/เป้า 23.00 บาท) คาดว่าบริษัทจะเห็น GPM ที่ฟื้นตัวในไตรมาส 1/69 หนุนโดย lag effect ของแนวโน้มต้นทุน RCP ที่อ่อนตัวลงระหว่างปี 68 และต้นทุนในการดำเนินงานของ Fajar ที่น่าจะลดลง - OSP (ซื้อ/เป้า 20.00 บาท) กำไรปกติปี 69 โตต่อเนื่อง จากรายได้และ GPM ขยายตัว บริษัทฯได้ล็อคราคา raw & packaging materials จนถึงปี 69 - CK (ซื้อ/เป้า 23.00 บาท) ปี 69 โตต่อเนื่องจาก backlog แข็งแกร่งและ GPM ทรงตัวดีตาม project mix - AOT (ซื้อ/เป้า 60.00 บาท) ยังมองผลกระทบไม่มาก หากสถานการณ์เกิดขึ้น 1-2 เดือนจะยังกระทบจำกัด โดยยังประเมินกำไรไตรมาส 4/69 และปี 70 จะเติบโตดีจากการปรับเพิ่ม PSC 
|