สำนักข่าว Arab News รายงานว่า ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน กล่าวขอโทษประเทศเพื่อนบ้านจากกรณีที่อิหร่านโจมตีเป้าหมายในประเทศเหล่านั้น พร้อมยืนยันว่าจะยุติการโจมตี ระบุเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสื่อสารภายในกองกำลัง คำแถลงดังกล่าวเผยแพร่ผ่านวิดีโอที่บันทึกไว้ล่วงหน้า หลังเกิดการโจมตีหลายระลอกในบาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในช่วงเช้าวันนี้ (7 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยผู้นำอิหร่านระบุว่า “ข้าพเจ้าขออภัยต่อประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกอิหร่านโจมตี ทั้งในนามของตัวผมเองและในนามของอิหร่าน” ประธานาธิบดีอิหร่านยังระบุว่า คณะผู้นำชั่วคราวของประเทศได้เห็นชอบให้ระงับการโจมตีต่อประเทศเพื่อนบ้าน เว้นแต่จะมีการโจมตีอิหร่านจากประเทศเหล่านั้นก่อน โดยย้ำว่าจะไม่มีการยิงขีปนาวุธเพิ่มเติม เว้นแต่จะมีการโจมตีมาจากประเทศดังกล่าว เปเซชเคียนยังกล่าวถึงข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้อิหร่านยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขว่าเป็น “ความฝันที่สหรัฐฯ ควรเก็บไว้จนวันตาย” ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงสร้างความกังวลต่อตลาดพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยแหล่งข่าวทางการทูต 3 รายเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า จีนกำลังเจรจากับอิหร่านเพื่อให้เรือบรรทุกน้ำมันดิบและเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งส่งผลให้การเดินเรือผ่านเส้นทางดังกล่าวแทบหยุดชะงัก  แหล่งข่าวระบุว่า จีนไม่พอใจกับการที่อิหร่านทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นอัมพาต และกำลังกดดันเพื่อให้อิหร่านยอมเปิดทางให้เรือขนส่งพลังงานผ่านเส้นทางดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย ที่ผ่านมาจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่านและพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางในระดับสูง โดยนำเข้าน้ำมันราว 45% ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ข้อมูลจากระบบติดตามเรือระบุว่า เรือลำหนึ่ง ชื่อว่า “Iron Maiden” สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ หลังจากเปลี่ยนสัญญาณเพื่อให้ระบุว่าเป็นเรือที่เป็นของจีน แต่การจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดโลกได้นั้น จำเป็นต้องมีเรือผ่านเส้นทางนี้เพิ่มขึ้นอีกมาก ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 15% นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้น ท่ามกลางการหยุดชะงักของการผลิต หลังอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขีปนาวุธของอิหร่านยังโจมตีไปไกลถึงไซปรัส อาเซอร์ไบจาน และตุรกี ส่งผลให้ตลาดโลกผันผวน และทำให้หลายประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เตือนถึงความเสี่ยงของเงินเฟ้อ ข้อมูลจากบริษัทติดตามเรือ Vortexa ระบุว่า จำนวนเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือเพียง 4 ลำในวันที่ 1 มี.ค. หนึ่งวันหลังจากการปะทะเริ่มต้นขึ้น เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 24 ลำต่อวันนับจากเดือนม.ค. ข้อมูลของ Vortexa และบริษัทติดตามเรือ Kpler ยังระบุว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันราว 300 ลำ ติดค้างอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอิหร่านระบุว่า เรือที่เป็นของสหรัฐฯ อิสราเอล ประเทศในยุโรป หรือพันธมิตรของประเทศเหล่านี้ จะไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงจีน ที่มา Reuters และ Arab News 
|