| UNIX : ผู้นำฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกครบวงจร• UNIX บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งภาคการผลิตและการจัดจำหน่าย โดยมีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 60,000 ตันต่อปี และมีความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์หลากหลายประเภท • ประมาณการรายได้และกำไรมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่ากำไรสุทธิในช่วงปี 2568-2570 จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตสูงในปี 2569 จากการฟื้นตัวของวัฏจักรราคาเม็ดพลาสติก ประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น และผลประหยัดต่อขนาดภายใต้ระดับการใช้กำลังการผลิตที่สูงกว่า 80% ขณะที่บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนซึ่งเป็นตลาดหลักยังมีแนวโน้มเติบโตสูง • ประเมินมูลค่าเหมาะสมของบริษัท ณ สิ้นปี 2569 ที่ 3.00 บาทต่อหุ้น ด้วยวิธี PER ratio ที่ 11.5 เท่า อิงค่าเฉลี่ยของหุ้นในกลุ่มธุรกิจใกล้เคียง สะท้อนศักยภาพการเติบโตของผลประกอบการในระยะกลางถึงยาว ลักษณะการประกอบธุรกิจ. บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) (“บริษัท” หรือ "UNIX") ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งภาคการผลิตและการจัดจำหน่าย ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตฟิล์มขั้นสูง กำลังการผลิตรวมมากกว่า 60,000 ตันต่อปี ทั้งนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) ฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน 2) ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุของหนัก 3) ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมทั่วไป และ 4) บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ความน่าสนใจในการลงทุน. • เป็นผู้ผลิตฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบครบวงจรที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี . • ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่ารายได้และกำไรของ UNIX จะเติบโตต่อเนื่องในช่วงปี 2569-2570 หลังผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรราคาเม็ดพลาสติกในปี 2568 . • บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Flexible Packaging) เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่าบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่น จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกและการเติบโตของอาหารพร้อมทาน แนวโน้มผลการดำเนินงานและการเติบโต. ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ประเมินกำไรสุทธิไว้ที่ 149.50 ล้านบาท, 173.35 ล้านบาท และ 186.84 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 25.09, 15.95 และ 7.78 ตามลำดับ โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นมีปัจจัยหนุนจากรายได้จากการขายที่ขยายตัวควบคู่กับอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับดีขึ้น จากประสิทธิภาพกระบวนการผลิตที่สูงขึ้น การลดของเสีย และผลประหยัดต่อขนาดภายใต้ระดับการใช้กำลังการผลิตที่มากกว่าร้อยละ 80 ทั้งนี้ ในปี 2570 อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย จากภาระค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นภายหลังการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ในช่วงปลายปี 2569 ประเมินมูลราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 3.00 บาท. ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ประเมินมูลค่าเหมาะสม ณ สิ้นปี 2569 ที่ 3.00 บาท ต่อหุ้น ด้วยวิธี PER ratio ที่ 11.5 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของ Current Trading PER ของหุ้นที่มีธุรกิจใกล้เคียงกับบริษัท นักวิเคราะห์ : เอกรินทร์ วงษ์ศิริ เลขทะเบียนนักวิเคราะห์ : 055680 ekkarin@trinitythai.com |