SCBAM วางเป้าหมายปี 69 ดัน AUM แตะระดับ 2 ล้านล้านบาท พร้อมขยายฐานลูกค้าแตะ 1 ล้านราย รับเทรนด์นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง มองหุ้นไทยเป้าหมาย 1,570 - 1,600 จุด ภายใต้แรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้าและกำไร บจ.ฟื้นตัว พร้อมชู 3 ธีมลงทุนเด่น AI, Dominance-Asia & Japan Catch-up และ De-Dollarization
- ปี 69 ตั้งเป้ามูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ(AUM) แตะระดับ 2 ล้านล้านบาท จากสิ้นปีก่อนประมาณ 1.98 ล้านล้านบาท ด้านกลุ่มลูกค้าคาดหวังแตะระดับ 1 ล้านราย จากปีก่อนประมาณ 8 แสนราย
- คาดหวังขนาดการลงทุนของลูกค้าเติบโตจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่ม, การย้ายกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF (Retirement Mutual Fund) และลูกค้ารายเล็กๆ เข้ามาซื้อกองทุนที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูงมากขึ้น
- ปรับปรุงแอพพิเคชั่น SCBAM Fund Click ใหม่ คาดใช้บริการได้ปลายเดือนก.พ. 69 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ลูกค้าเข้าใช้บริการเพิ่มมากขึ้น จากทิศทางลูกค้าขนาดกลาง-เล็ก นิยมสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น
" AUM เราเกือบจะแตะ 2 ล้านล้านมาตั้งแต่ปีก่อน เพราะกลุ่มกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(Provident Fund) รายใหญ่ๆไหลออกระดับ 1 หมื่นล้านบาท แต่มองว่าไม่ได้กระทบภาพรวมของรายได้ซึ่งปีก่อนยังเติบโตได้ 10% เนื่องจากยังมีกลุ่ม Provident Fund รวมถึงกลุ่มลูกค้าธนาคารรายเล็กๆ ยังเข้าลงทุน และชอบความเสี่ยงเพิ่ม ซึ่งเรามีทางเลือกให้ลงทุนหลากหลายและคิดว่ายอดเข้าใช้บริการในปีนี้จะมีเพิ่มมากขึ้นจากการที่เราปรับปรุงแอพพลิเคชั่นใหม่ด้วย " นายณรงค์ศักดิ์กล่าว
- ตลาดหุ้นไทยถึงเป้าหมายพื้นฐาน(Base Case) ที่1,470 จุด และมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อโดยให้แนวต้านระดับดีสุด (Best Case) ที่ 1,570 จุด และหากเป็นนโยบายภาครัฐบาลเริ่มมีความชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน รวมถึงกระแสเงินต่างชาติไหลเข้ามา ซึ่งหากตลาดมีมุมมองปรับประมาณการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้ใหม่ มีโอกาสเห้นดัชนีแตะระดับ 1,600 จุด

ปีนี้มอง 3 ธีมการลงทุน
(1) AI Dominance เทคโนโลยี AI ที่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยห่วงโซ่มูลค่าขยายจากเซมิคอนดักเตอร์สู่คลาวด์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และซอฟต์แวร์ ขณะที่อุปทานชิปยังตึงตัวและการลงทุนของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ช่วยหนุนการเติบโตของระบบนิเวศ AI
(2) Asia & Japan Catch-up ตลาดเอเชียและญี่ปุ่นมีศักยภาพโดดเด่นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ นโยบายกระตุ้นอุปสงค์ กำไรบริษัทที่เติบโต และระดับมูลค่าหุ้นที่ยังน่าสนใจ รวมถึงแรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้าในช่วงดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า และ
(3) De-Dollarization แนวโน้มลดการพึ่งพาเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วยหนุนบทบาทของทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัล โดยธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มการถือครองทองคำต่อเนื่อง ขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลได้รับความสนใจมากขึ้น สะท้อนความจำเป็นของการจัดพอร์ตลงทุนที่ยืดหยุ่น เพื่อรับมือความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกยุคใหม่
- ทิศทางการลงทุนในระยะข้างหน้าต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจต่อ ‘ระเบียบโลกใหม่’ ซึ่งอำนาจและอิทธิพลของประเทศต่าง ๆ กำลังถูกกำหนดใหม่ผ่าน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจ การเงิน กำลังทหาร และภูมิรัฐศาสตร์ อีกทั้งการแข่งขันด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ความขัดแย้งทางการค้าและเทคโนโลยีกำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก
- บทบาทของสกุลเงินทางเลือก และการเพิ่มทุนสำรองทองคำ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของระบบการเงินโลก ท่ามกลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้ดี เงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง และนโยบายเศรษฐกิจยังสนับสนุนการเติบโต อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการลงทุนยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และระดับมูลค่าตลาดทุนที่ตึงตัว ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อทิศทางตลาดในระยะต่อไป
-บริษัทฯ มุ่งพัฒนาโซลูชันการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางตลาดและความต้องการของผู้ลงทุนทุกระดับ ด้วยการใช้ข้อมูลที่แม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อส่งมอบประสบการณ์การลงทุนที่ยั่งยืน ควบคู่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยืดหยุ่นและปลอดภัย เสริมความแข็งแกร่งด้าน Cyber Security และพัฒนาศูนย์บริการผู้ลงทุนและช่องทางดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงบริการ ขณะเดียวกัน
- บริษัทฯ สร้างนวัตกรรมการลงทุนทั้งสินทรัพย์ดั้งเดิมและทางเลือกอย่างต่อเนื่อง ผสานเทคโนโลยี AI และ Machine Learning เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดพอร์ตและสนับสนุนผลตอบแทนระยะยาว ภายใต้การกำกับดูแลกิจการและการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มแข็ง เพื่อรองรับการเติบโตในทุกมิติ สะท้อนความเป็น “The Best Fund House” อย่างมั่นคงและยั่งยืน

|