SMO ลั่นปีนี้นิวไฮต่อเนื่อง ตั้งเป้ารายได้โต 10% รับกำลังการผลิตใหม่เพิ่มอีก 31% พร้อมดันสัดส่วนส่งออกมากกว่า 70% ตามดีมานด์ตลาดโลก จับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางเดือด หากยืดเยื้อดันราคาน้ำมันพุ่ง หนุนน้ำมันปาล์มรับอานิสงส์ด้วย นาย กิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กลุ่มสมอทอง (SMO) ตั้งเป้ารายได้เติบโต 10% จากปีก่อนที่ทำได้ 9,900 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 53% และกำไรสุทธิที่ 678.89 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 161% นับว่าเป็นจุดสูงสุดใหม่ (All time High) ของทั้งรายได้และกำไรของ SMO โดยมีปัจจัยหนุน ดังนี้ - ปริมาณขายน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO คาดอยู่ที่ระดับ 270,000 ตัน จากการขยายกำลังการผลิตโรงงานสาขาพนม จ.สุราษฎร์ธานี ที่จะแล้วเสร็จภายในเดือน เม.ย.69 ซึ่งสามารถเพิ่มกำลังการผลิตอีก 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 31.25% สอดรับกับช่วงฤดูปาล์มที่จะมีผลผลิตออกมากที่สุดของปี - ตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนรายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้นมากกว่า 70% เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง - ภาพรวมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มตลาดโลกปีนี้คาดว่าเติบโตได้ดี จากความต้องการน้ำมันปาล์มที่เพิ่มขึ้นหลายๆอุตสาหกรรม เช่น โอลีโอเคมิคอล และพลังงาน สอดรับกับความต้องการตลาดโลกที่ต้องการสินค้าราคาคุ้มค่า ในขณะที่มีมาตรฐานสูง ควบคู่ไปด้วย 
- ความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มดิบในประเทศ คาดว่าผลผลิตในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 3-5% จากปีก่อน หรือประมาณ 21-22 ล้านตัน หนุนโดยฝั่งบริโภคคาดเพิ่มขึ้นราว 2-3% จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอาหาร และการท่องเที่ยว เป็นหลัก - ผลผลิตน้ำมันปาล์ดิบของประเทศไทยคาดว่าจะอยู่ที่ 3.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นประมาณ 1.5-2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้ประเทศไทยยังคงรักษาระดับการเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มดิบเป็นอันดับ 3 ของโลก ตามหลังแค่อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เท่านั้น - คาดทิศทางราคาน้ำมันปาล์มดิบตลาดโลกมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 4,100-4,500 ริงกิตต่อตัน หรือคิดเป็นประมาณ 35 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาผลปาล์มสด หรือ FFB ภายในประเทศจะเคลื่อนที่ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า - กำลังศึกษาการต่อยอดธุรกิจด้านการผลิตและการสร้างตลาดใหม่ เช่น การผลิตก๊าซมีเทนจากของเสียในกระบวนการผลิตเพื่อส่งขายให้กับกลุ่มที่ใช้พลังงานทดแทน รวมทั้งการเปิดตลาดจีน ที่มีกำลังซื้อสูง อาจจะต้องขยายไลน์ผลิตผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์มที่ตรงกับความต้องการของบริโภคของตลาดจีน - สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบต่อพลังงานโลก หากมีการต่อสู้ยืดเยื้อมากกว่า 3-6 เดือน จะส่งผลให้ราคาพลังงาน-น้ำมันดิบสูงขึ้น และรัฐบาลอาจจะปรับการใช้เชื้อเพลิงทดแทน หรือ ไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือไปใช้น้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่ผสมไบโอดีเซล (ทำจากพืชหรือไขมันสัตว์ หรือ B7) ก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มปรับตัวสูงขึ้นตาม "สถานการณ์เช่นนี้อาจจะส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน ที่อาจจะแข็งค่าขึ้นไปอีก หรืออาจจะหลุด 30 ก็เป็นได้ เพราะคนหันไปซื้อทองมากขึ้น ขณะที่น้ำมันดิบ, ปุ๋ยและค่าขนส่งก็จะแพงขึ้นด้วย และส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้นตาม สำหรับ SMO เป็นส่วนหนึ่งของการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) อาจได้อานิสงส์ของราคาตลาดโลกที่อาจปรับตัวสูงขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ไม่เพียงแต่กระทบการขนส่งน้ำมันดิบของโลก แต่อาจจะกระทบการขนส่งน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ ด้วย" นายกิตติพงษ์ กล่าว 
|