“สมคิด” เตือนวิกฤตซ้อนวิกฤต แนะลดภาษี-เบรกค่าการตลาดน้ำมัน จับตาคลื่นลงทุนช่วยเปลี่ยนประเทศไทย

รูป “สมคิด” เตือนวิกฤตซ้อนวิกฤต แนะลดภาษี-เบรกค่าการตลาดน้ำมัน จับตาคลื่นลงทุนช่วยเปลี่ยนประเทศไทย

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -27 พ.ค. 69 10:12 น.

“สมคิด” ปลุกพลังคนไทยสู้ วิกฤตซ้อนวิกฤต เผยคลื่นลงทุนระลอก 2 ไหลเข้าไทย จี้รัฐบาลรื้อโครงสร้างพลังงาน ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน-เร่งสร้างคนรับ AI 

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงาน เตรียมอุดมคิดฯ เศรษฐกิจพ้นภัย ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ยอมรับว่า กังวล เป็นห่วง ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ทั้งนี้ ขออย่าหมดกำลังใจ เพราะ คนไทยผ่านวิกฤตมาหลายรอบ ขอให้มีกำลังใจ มีสติ และจะมีโอกาสให้เราได้สู่ทางที่เกิดขึ้นใหม่เสมอ

“ขณะนี้ โลกทั้งโลก มันก็ลำบากทั้งนั้น เพียงแต่เมืองไทย พิเศษหน่อย มันมีวิกฤตซ้อนวิกฤต ปัญหาเดิม เรายังไม่ได้แก้ และมันสั่งสมแก้ไม่หมด ปัญหามีอะไร พูดกันมาหลายครั้ง โดยเฉพาะปัญหาจีดีพี (GDP) ที่เติบโตต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่อยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งเห็นได้ชัดจากกลุ่มคนชั้นกลางที่เริ่มลำบาก ขณะที่ร้านอาหารราคาแพงยังมีคนจองเต็ม ส่วนการออกไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เป็นสิ่งที่ดี เพราะอย่างน้อยๆ ก็ช่วยผ่อนภาระของประชาชนได้”นายสมคิด กล่าว

แนะรื้อโครงสร้างราคาพลังงาน เลิกแก้ที่ปลายเหตุ

ในประเด็นเรื่องค่าครองชีพ เสนอว่ารัฐบาลต้องมองที่การแก้ปัญหาจากต้นทาง ไม่ใช่เพียงแค่การกู้เงินมาอุดหนุนที่ปลายทาง โดยวันนี้เกิดคำถามถึงโครงสร้างราคาน้ำมันที่ต้องอิงตลาดสิงคโปร์ว่า หากประเทศไทยสามารถกลั่นน้ำมันได้เอง เหตุใดจึงไม่คิดราคาที่เป็นจริงตามต้นทุนพร้อมเสนอให้พิจารณาการลดภาษีน้ำมันเพื่อให้เกิดการผ่อนคลายในวงกว้าง

“ทำไมเราไม่มาดูโครงสร้างราคาน้ำมันของเรา เพราะมันคือต้นทาง ถ้าผมกลั่นได้ถูกกว่า ทำไมเราต้องตามสิงคโปร์ ทำไมคิดราคาที่เป็นจริงได้ไหม”นายสมคิด กล่าว

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงบทบาทของรัฐวิสาหกิจและบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ว่าต้องมีธรรมภิบาล (Governance) และความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่มองเพียงแค่ผลกำไรหรือโบนัสในยามที่ประชาชนเดือดร้อน

“หากถามว่า ขณะนี้ ยังต้องมีค่าการตลาดอีกหรอ เอาแค่มีน้ำมันคนก็แห่กันซื้อแล้ว ทำไมต้องมี ค่าตลาด แล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่ ทำได้ไหมที่จะช่วยเหลือประชาชน ก็คือ บอกไม่ได้ การเมืองไม่มีอำนาจไปยุ่ง แต่คลัง ถือหุ้นใหญ่ หากบอกให้ลดก็ต้องลดสิ วันนี้ต้องคิดว่าถ้าเกิดลำบากอีก 2-3 ปี ก็ควรจะลดลงมาบ้าง เพื่อประคอง คือ สิ่งที่ต้องคิดให้หนัก กลัวว่าหุ้นจะตกหรอ ตกสิ ซื้อคืนเลย และไม่ใช่แค่นั้น โรงเก็บภาษีน้ำมัน ภาษีน้ำมันเป็นรายได้ใหญ่ของคลัง บางส่วนเอาไปทำกองทุนน้ำมัน เพื่อที่จะมาตรึงราคา ช่วยเหลือ ทำไม ไม่แก้ที่ต้นทาง ลดภาษีน้ำมัน ให้มันชะลอการขึ้น ตรงนี้จะได้ผ่อนคลายหน่อย”นายสมคิด กล่าว

จับตาคลื่นลงทุนลูกที่ 2 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

แม้ภาพรวมจะดูย่ำแย่ แต่ยังเห็นถึงประกายไฟ แห่งความหวัง โดยระบุว่าขณะนี้มีกระแสเงินทุนไหลเข้าไทยในหลากหลายอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งเป็นกลุ่มที่เคยไปเชิญชวนเมื่อหลายปีก่อนแต่เขาไม่มา แต่ในวันนี้กลับไหลเข้ามาเองเนื่องจากปัจจัยภายนอกและภูมิรัฐศาสตร์โลก ปรากฏการณ์นี้เปรียบเสมือนคลื่นใหญ่รุ่นที่ 2 ที่ตามมานับจากช่วงปี 1988 ที่ญี่ปุ่นเคยย้ายฐานการผลิตมาไทย

 “มันเป็นคลื่นใหญ่รุ่นที่ 2 ที่ตามมา ถ้าเรามัวแต่คิดว่าประเทศแย่แล้ว เราไม่ไปสนใจมันเลย ทั้งที่มันจะเป็นจุดเปลี่ยน จะกลายเป็นโอกาสที่หลุดลอย วันนี้เงินไหลเข้ามา โชคดีมาก อย่างน้อย มาช่วยจุนเจือหล่อเลี้ยงจีดีพี ทำให้จิตใจมีกำลังใจมากขึ้น เรามีบทเรียน เราไม่ได้ต้องการ จีดีพี เชิงปริมาณต่อไปเราต้องการความยั่งยืน และการเมืองผมจะบอกไว้อย่าง ถ้าจีดีพีตก รัฐบาลอยู่ยาก หากจีดีพีขึ้น การเมืองจะไปต่อได้ แต่เหตุการณ์ขณะนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ จีดีพีที่เข้ามา จะต้องเป็นจีดีพีที่มีคุณภาพ”นายสมคิด กล่าว

รัฐบาลต้องทำหน้าที่เป็นสถาปนิก (Architect) ออกแบบอนาคตว่าต้องการการลงทุนแบบใดที่จะมาช่วยแก้ปัญหาความยากจนและพัฒนาเกษตรกรได้จริง โดยทุนที่หลั่งไหลเข้ามา จะไม่ปล่อยเข้ามาแบบมั่ว จีนเทาไม่ต้องการ เราต้องมีความคิดว่า เราจะไปทางไหน บ้านที่สร้างใหม่ ควรจะมีอะไรที่เราอยากได้ โดยดึงจากจุดนั้น บีโอไอ มาตรการใหม่จะต้องไม่ใช่มูลค่าการลงทุน ไม่ใช่ตัวเดียวที่มาชีวัด แต่ต้องดูการสนับสนุน

ยกระดับ Soft Power และปฏิรูปการศึกษาดึงมหาวิทยาลัยโลก

ส่วนซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) อยากยกตัวอย่างความสำเร็จของ K-Food ของเกาหลีใต้ที่สร้างมูลค่ามหาศาลจากการสนับสนุนของรัฐบาลและการตลาดสมัยใหม่ ขณะที่ไทยยังติดกับดักเดิมๆ ขาดการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการตลาดที่เข้าถึงโลกดิจิทัล ดังนั้นอยากให้ดูโมเดลอีกอันคือ เถาเป่า (Taobao) จากจีนมาใช้เพื่อช่วยให้คนในชนบทเข้าถึงอีคอมเมิร์ซและระบบโลจิสติกส์

สำหรับการรับมือกับ AI มองว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเจรจากับนักลงทุนต่างชาติ โดยต้องบังคับให้มีการสร้างคนและพัฒนาบุคลากรร่วมกับไทย และเสนอให้ดึงมหาวิทยาลัยต่างประเทศเข้ามาตั้งในไทยเพื่อปฏิรูปการศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะลำพังกลไกกระทรวงแบบเดิมอาจไม่ทันการณ์

วันนี้ ประเทศไทยของเราอยู่ในจุดที่สำคัญมาก จุดเปลี่ยน และโอกาส ถึงเวลาต้องทุ่มเททุกอย่างอย่างจริงจัง

 อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news 


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย