*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 64.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 67 เซนต์ หรือเกือบ 1.05% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 69.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 60 เซนต์ หรือ 0.87% ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นประมาณ 1% ในวันพุธ (11 ก.พ.) โดยนักลงทุนกังวลต่อความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ซึ่งเตรียมกลับมาเจรจากันอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันปรับขึ้นในกรอบจำกัดจากรายงานประจำสัปดาห์ซึ่งเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มีปริมาณเพิ่มขึ้นมาก *** ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นพุ่งแตะระดับ 58,000 จุดเป็นครั้งแรกเช้านี้ โดยยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องหลังการเลือกตั้ง จากความเชื่อมั่นที่ฟื้นคืนมาต่อการเมืองภายในประเทศและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ขณะที่ดัชนี Topix ปรับตัวขึ้น 0.45% ตลาดหุ้นอื่น ๆ ในเอเชียยังคงเคลื่อนไหวในแดนบวก แม้ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ จะออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งลดความหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และกดดันตลาดหุ้นสหรัฐให้ปรับตัวลงเมื่อคืนที่ผ่านมา *** สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เผย ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่ง สูงกว่าคาดการณ์เฉลี่ยของดาวโจนส์ที่ 55,000 ตำแหน่ง และยังสูงกว่าเดือนธ.ค. ซึ่งมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 48,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงเล็กน้อยสู่ระดับ 4.3% ต่ำกว่าที่คาดว่าจะทรงตัวที่ 4.4% จากเดือนก่อนหน้า *** รายงานของบลูมเบิร์กระบุว่า ข้อมูลการจ้างงานเดือนม.ค. ที่แข็งแกร่งเกินคาด อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มองว่า ไม่จำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในกลางปีนี้ เนื่องจากความเสี่ยงที่น่ากังวลต่อทิศทางตลาดแรงงานถอยห่างออกไป อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า ตัวเลขของเดือนม.ค. อาจลดลงหลังปรับทวน และการจ้างงานยังคงกระจุกตัวอยู่ในเพียงไม่กี่ภาคส่วน โดยเฉพาะภาคสาธารณสุขเป็นหลัก *** กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผยรัฐบาลขาดดุลงบประมาณ 95,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนม.ค. ลดลง 34,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรายได้ของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงรายได้จากภาษีศุลกากร ทั้งนี้ หากปรับปัจจัยตามปีปฏิทิน เช่น การเลื่อนวันจ่ายเงินสวัสดิการเนื่องจากวันหยุดหรือวันสุดสัปดาห์ในทั้งสองปี ตัวเลขขาดดุลเดือนม.ค. จะอยู่ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์ ลดลง 52,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 63% จากเดือนม.ค. 2025 *** สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติ 219 ต่อ 211 เสียง เห็นชอบให้ยุติการใช้อำนาจภายใต้การประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติในการบังคับใช้มาตรการทางการค้าเพื่อลงโทษการนำเข้าสินค้าจากแคนาดา โดยสมาชิกรีพับลิกัน 6 คน โหวตร่วมกับสมาชิกเดโมแครต สนับสนุนมาตรการคัดค้านการเก็บภาษีนำเข้าจากแคนาดาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นการโหวตที่เห็นต่างจากผู้นำพรรค ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในสภาฯ ที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก *** อันโตนิโอ คอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป (European Council) กล่าวว่า บรรดาผู้นำยุโรปพร้อมเดินหน้าผลักดันการรวมตลาดของสหภาพยุโรปอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า ระเบียบโลกที่กำลังแตกแยกอาจบีบให้ต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปที่คั่งค้างมานาน ทั้งนี้ คอสตามีกำหนดหารือถึงแนวทางดังกล่าวในการประชุมผู้นำสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ทั้ง 27 ประเทศที่เบลเยียมในวันนี้ แม้คาดว่า จะยังไม่มีความคืบหน้าครั้งใหญ่ แต่บรรดาผู้นำจะหารือแนวทางบูรณาการตลาดสหภาพยุโรป การให้ความสำคัญกับบริษัทในสหภาพยุโรปในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการผ่อนคลายกฎเกณฑ์เพื่อเอื้อให้เกิดบริษัทขนาดใหญ่ในยุโรปมากขึ้น 
*** อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ SpaceX เปิดเผยว่า xAI บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ในเครือ ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่ง “ทำให้จำเป็นต้องแยกทางกับพนักงานบางส่วน” ซึ่งการปรับโครงสร้างดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินงาน แต่ไม่ได้ระบุว่ามีพนักงานตำแหน่งใดบ้างที่ถูกเลิกจ้างจากการปรับโครงสร้างครั้งนี้ หรือมีใครบ้างที่ลาออกด้วยความสมัครใจ ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน จิมมี บา และโทนี วู ผู้ร่วมก่อตั้ง xAI ประกาศลาออก หลังจากก่อนหน้านั้นสมาชิกผู้ก่อตั้งหลายราย ได้แก่ อิกอร์ บาบุชคิน, ไคล์ โคซิก, คริสเตียน เซเกดี และเกร็ก หยาง ได้ทยอยออกจากบริษัทไปแล้ว *** Mistral สตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์จากฝรั่งเศส เตรียมลงทุน 1,200 ล้านยูโร (1,430 ล้านดอลลาร์) ในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในสวีเดน โดยเงินลงทุนดังกล่าวจะสนับสนุนการพัฒนาศูนย์ข้อมูล AI ขีดความสามารถด้านการประมวลผลขั้นสูง และศักยภาพ AI ที่ปรับให้เหมาะกับการใช้งานในประเทศต่าง ๆ การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ยุโรปเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาและรองรับเครื่องมือ AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งเสริมสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยี ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น *** Alphabet ระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้เกือบ 32,000 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง สะท้อนความต้องการเงินทุนมหาศาลของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่กำลังแข่งขันกันขยายขีดความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงความต้องการลงทุนจากตลาดเครดิตที่พร้อมให้การสนับสนุน บริษัทแม่ของ Google ออกหุ้นกู้สกุลเงินปอนด์สเตอร์ลิงและฟรังก์สวิส ซึ่งทั้งสองดีลถือเป็นการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ในตลาดของแต่ละสกุลเงิน โดยการหุ้นกู้ดังกล่าวมีขึ้นต่อเนื่องจากการขายตราสารหนี้สกุลดอลลาร์มูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์เมื่อวันจันทร์ *** กองทุนเฮดจ์ฟันด์เพิ่มการขายชอร์ตหุ้นสหรัฐฯ อย่างหนัก ท่ามกลางความกังวลว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจสร้างความปั่นป่วนต่อโมเดลธุรกิจของหลายบริษัท ซึ่งแรงสั่นสะเทือนดังกล่าวได้ส่งผ่านไปยังตลาดการเงินในวงกว้าง ข้อมูล Goldman Sachs เผยว่า มูลค่าการเปิดสถานะขายชอร์ตในหุ้นรายตัวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 2016 ขณะเดียวกัน กองทุนเฮดจ์ฟันด์ยังคงขายสุทธิหุ้นสหรัฐฯ เป็นสัปดาห์ที่สี่ติดต่อกัน และเป็นการขายในอัตราที่หนักที่สุดนับตั้งแต่ช่วงที่ถูกเรียกว่า “Liberation Day” ในช่วงต้นเดือนเม.ย. 2025 *** ผลสำรวจของ JPMorgan Chase & Co. ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจทั่วโลกจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ตลาดการเงินผันผวนมากขึ้นในช่วงปีข้างหน้า โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 41% มองว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะส่งผลกระทบต่อ ตลาดการเงินมากที่สุดในปีนี้ ขณะที่นวัตกรรมทางเทคโนโลยี เช่น ความก้าวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อยู่ในอันดับสองที่ 19% ทั้งนี้ ผลสำรวจยังคาดว่า Generative AI จะเป็นเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลต่อการซื้อขายมากที่สุดในช่วงสามปีข้างหน้า เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ พยายามนำซอฟต์แวร์ AI รุ่นล่าสุดมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาด *** McDonald เผยรายได้สูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ ทั้งในด้านยอดขายสาขาเดิมทั่วโลกและกำไรไตรมาส 4 โดยได้รับแรงหนุนจากชุดเมนูราคาประหยัดและแคมเปญการตลาดที่แข็งแกร่ง ซึ่งดึงดูดผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่ระมัดระวังการใช้จ่าย ขณะเดียวกันความต้องการในออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรยังคงแข็งแกร่ง ยอดขายสาขาเดิมทั่วโลก เพิ่มขึ้น 5.7% ในไตรมาส 4 ปี 2025 สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.7% ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG *** Cisco เผยผลประกอบการรายไตรมาส 2 ของปีงบการเงิน 2026 ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด แต่ราคาหุ้นร่วงราว 7% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังบริษัทคาดว่ากำไรไตรมาสปัจจุบันจะสอดคล้องกับที่ตลาดประเมินไว้ บริษัทมีรายได้ อยู่ที่ 15,350 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่คาด 15,120 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10% จาก 14,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 3,180 ล้านดอลลาร์ จาก 2,430 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน นักลงทุนจับตาว่า Cisco จะมีบทบาทมากขึ้นในกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยบริษัทรายงานคำสั่งซื้อด้านโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จากกลุ่มไฮเปอร์สเกล เป็นมูลค่า 2,100 ล้านดอลลาร์ 
|