GPSC โชว์กำไรปี 68 ที่ 6.39 พันลบ. โต 58% รับส่วนแบ่งกำไรเงินลงทุนพุ่ง - ต้นทุนทางการเงินลดลง แจกปันผลอีก 0.95 บ./หุ้น บอร์ดมีมติเสนอจ่ายปันผลอีก 0.95 บาท/หุ้น กำหนดจ่ายวันที่ 22 เม.ย.69 พร้อมเปิดปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานของปี 69 บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ถึงผลประกอบการไตรมาสที่ 4/68 และปี 68 โดยมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
ผลประกอบการ
-ไตรมาส 4/68 มีกำไรสุทธิจำนวน 1,498 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากช่วงไตรมาส 4/67 ที่ทำได้ 1,000 ล้านบาท - รายได้อยู่ที่ 19,465 ล้านบาท ลดลง 10% จากช่วงไตรมาส 4/67 ที่ทำได้ 21,583 ล้านบาท - ปี 68 กำไรสุทธิจำนวน 6,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 4,062 ล้านบาท - รายได้อยู่ที่ 84,916 ล้านบาท ลดลง 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 90,730 ล้านบาท 
ปัจจัยบวกสำคัญที่ผลักดันกำไร
- เงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าจำนวน 1,579 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,086 ล้านบาท หรือ 220% จากโรงไฟฟ้า XPCL และ RPCL มีผลประกอบการแข็งแกร่ง - ต้นทุนทางการเงินลดลง 13% จากการชำระคืนเงินกู้บางส่วนและอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ปรับตัวลดลง - ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ลดลง 4% สาเหตุหลักมาจากการลดลงตามการตัดค่าเสื่อมสอดคล้องกับอายุโรงไฟฟ้าและสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าที่ครบอายุ - ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิลดลง 202 ล้านบาท จากงวดปี 67 ที่ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 258 ล้านบาท ฐานะการเงิน
- มีสินทรัพย์รวม 264,259 ล้านบาท (ณ วันที่ 31 ธ.ค.68) หนี้สินรวม 147,823 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนี้สินที่มีดอกเบี้ย 111,859 ล้านบาท สินทรัพย์และหนี้สินลดลงเมื่อเทียบ ณ 31 ธ.ค.67 - สาเหตุหลักจากเงินสดลดลงจากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาว ซึ่งทำให้หนี้สินและหนี้สินที่มีดอกเบี้ยลดลง และบริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้น 116,436 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นยังคงอยู่ที่ 0.76 เท่า ซึ่งเป็นไปตามนโยบายทางการเงิน Yield สูงต่อเนื่อง ปันผลอีก 0.95 บาท/หุ้น
- คณะกรรมการบริษัท มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดปี 2568 รวม 1.45 บาทต่อหุ้น - จ่ายไปแล้ว (ระหว่างกาล): 0.50 บาท/หุ้น เมื่อ ก.ย.68 - จ่ายงวดสุดท้าย: 0.95 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่าย: 22 เม.ย.69 ปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานของปี 69
-แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 69 คาดว่าจะยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ จากแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลชัดเจนมากขึ้นหลังจากผ่านช่วงการเร่งส่งออกในครึ่งแรกของปี 69 การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ระดับหนี้ภาคเอกชนและหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศที่อาจส่งผลให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 ล่าช้า - คาดราคา LNG จะอยู่ในระดับ 8-10 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในปี 69 ต่ำกว่าระดับ 11-15 ดอลลารส์ หรัฐต่อล้านบีทียูในปี 68 อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้ราคา Pool Gas ในประเทศปรับลดลงมาอยู่ในช่วงประมาณ 260–290 บาทต่อล้านบีทียู จากระดับประมาณ 270–310 บาทต่อล้านบีทียูในปี 68 - คาดราคาถ่านหินในระยะสั้นจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ประมาณ 110–120 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แม้อาจได้รับแรงหนุนเป็นระยะจากปัจจัยด้านฤดูกาล หากสภาพอากาศในฤดูหนาวมีอุณหภูมิลดลงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตามระดับราคายังคงถูกจำกัดจากความต้องการนำเข้าที่อยู่ในระดับจำกัด โดยเฉพาะจากประเทศจีนและอินเดีย - ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นปี แต่ในกรอบจำกัดและไม่รุนแรงเท่าปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการอ่อนค่าของดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐภายหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ 
|