“มีที่ มีเงิน” เดินหน้าขยายบทบาทธุรกิจ Non-bank ตั้งเป้าปี 69 ดันพอร์ตสินเชื่อแตะ 10,000 ลบ.จากสิ้นปี 68 คาดอยู่ที่ 7,500 ลบ.ชูสินเชื่อขายฝาก-อสังหาฯ เป็นหัวจักรหลัก เจาะกลุ่ม SME - ผู้ประกอบการที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อธนาคาร นายอภิชาติ อรรฆย์ฐากูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากพัฒนาจากผลิตภัณฑ์ช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงโควิด-19 ของธนาคารออมสิน สู่การเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อ Non-bank เชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ บริษัทเดินหน้าขยายบทบาทเป็น “สะพานเชื่อมระบบการเงิน” ระหว่างธนาคารพาณิชย์กับผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบ โดยตั้งเป้าในปี 2569 ขยายพอร์ตสินเชื่อรวมแตะระดับ 10,000 ล้านบาท จากสิ้นปี 2568 ที่คาดว่าจะอยู่ราว 7,500 ล้านบาท 
ตลาด Non-bank ของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเติบโตจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบธนาคาร มากกว่าวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความเข้มงวดด้านสินเชื่อต่อกลุ่ม SME รายเล็ก–กลาง ธุรกิจครอบครัว และผู้ประกอบการภูมิภาค ซึ่งมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันแต่ขาดเอกสารรายได้หรือประวัติเครดิตตามเกณฑ์ธนาคาร ส่งผลให้ Non-bank เข้ามาทำหน้าที่เติมช่องว่างระหว่างสินเชื่อในระบบกับหนี้นอกระบบอย่างชัดเจน “มีที่ มีเงิน” ถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดดังกล่าว หลังถูก Spin-off ออกจากธนาคารออมสิน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ โดยมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นประกอบด้วย ธนาคารออมสิน 49% ทิพยประกันภัย 31% และบางจาก 20% ทำให้บริษัทมีฐานเงินทุนแข็งแกร่ง แต่สามารถดำเนินงานในฐานะ Non-bank เชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ไม่อยู่ภายใต้กรอบรัฐวิสาหกิจ นับตั้งแต่เริ่มดำเนินงาน บริษัทมียอดปล่อยสินเชื่อสะสมกว่า 30,000 ล้านบาท ฐานลูกค้าราว 2,000–3,000 ราย วงเงินสินเชื่อต่อรายตั้งแต่ 1–50 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่ร้านค้ารายย่อยไปจนถึงผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นบริษัทจดทะเบียน โดยโครงสร้างพอร์ตหลักมาจากกลุ่มซื้อมาขายไปประมาณ 50% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 30% และสินเชื่อขายฝาก ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 5,000 ล้านบาท โดยเน้นกลุ่มที่ธนาคารพาณิชย์ยังไม่สามารถรองรับได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายกลาง–เล็ก กลุ่มหอพัก อพาร์ตเมนต์เก่า และโรงแรมที่ต้องใช้เงินลงทุนเพื่อปรับปรุงทรัพย์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะคิดเป็นสัดส่วนราว 60% ของพอร์ตใหม่ หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือการผลักดัน “สินเชื่อขายฝาก” ให้เป็น Growth Engine หลัก โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนจากปัจจุบันราว 5% เป็น 10–20% ของพอร์ตสินเชื่อรวม ผ่านการรีไฟแนนซ์ขายฝากจากตลาดนอกระบบ ด้วยอัตราดอกเบี้ย 9.99% ช่วยลดภาระดอกเบี้ย เพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ และลดความเสี่ยงการสูญเสียทรัพย์สินของผู้ประกอบการ จุดแข็งของ “มีที่ มีเงิน” เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ คือความยืดหยุ่นและความรวดเร็ว ลูกค้าไม่จำเป็นต้องจัดทำแผนธุรกิจ ไม่กำหนดเงื่อนไขการเบิกใช้เงินกู้ สามารถเลือกตรวจหรือไม่ตรวจเครดิตบูโร และชำระค่างวดเกินกำหนดได้โดยไม่มีค่าปรับ ใช้ทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้งานเป็นหลักประกัน และอ้างอิงราคาประเมินราชการ ทำให้กระบวนการอนุมัติใช้เวลาเพียง 3–7 วัน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของตลาด Non-bank คือการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มลูกค้า Unbanked และ Near-bank ภายใต้เพดานดอกเบี้ยที่จำกัด บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการติดตามเชิงรุก การปรับโครงสร้างหนี้ และการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติ ควบคู่กับการสร้างการรับรู้ว่า Non-bank ยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่าหนี้นอกระบบ ในปี 2569 บริษัทมีแผนขยายฐานลูกค้าผ่านเครือข่ายพันธมิตรภาคธุรกิจ อาทิ สภาอุตสาหกรรม หอการค้าไทย หอการค้าจังหวัด และสมาคมธุรกิจทั่วประเทศ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์จาก “โครงการช่วยเหลือ” สู่ผู้ให้บริการ Non-bank เชิงธุรกิจเต็มรูปแบบ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและสินเชื่อธนาคารที่เข้มงวด “มีที่ มีเงิน” กำลังวางตำแหน่งตนเองเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมต่อเงินทุนสู่ภาคธุรกิจจริง สำหรับผู้ประกอบการที่มีทรัพย์สินแต่ขาดสภาพคล่องธุรกิจไปต่อได้ แค่มีที่ ก็มีเงิน 
|