ADVANC เปิดงบปี 68 กำไร 4.78 หมื่นลบ. โต 37% เผยปี 69 ตั้งงบลงทุน 30,000-35,000 ลบ. หวังรักษาผู้นำโครงข่าย หวัง EBITDA โต 2-4% พร้อมเคาะปันผล + ปันผลพิเศษรวม 27.41 บาท/หุ้น XD ที่ 27 ก.พ. 69 ส่งบ.ลูก AISDC ลุยธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC (เอไอเอส) รายงานผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้รวม 226,264 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9% จากปี 2567 ที่มีรายได้รวม 213,569 ล้านบาท และ กำไรสุทธิปี 2568 ที่ 47,886 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิ 35,075 ล้านบาท โดยมาจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่ลดลง ต้นทุนทางการเงินที่ลดลงและประโยชน์ทางภาษี โดยผลการดำเนินงานสะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากยุทธศาสตร์ที่ยึดคุณภาพของสินค้าและประสบการณ์ลูกค้าเป็นหัวใจหลัก พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำโครงข่ายอัจฉริยะและเทคโนโลยีดิจิทัลที่ดีที่สุดเพื่อคนไทย ด้วยความเร็ว ความเสถียร และ ประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน โดยในปีที่ผ่านมา เอไอเอสเดินหน้ายกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่านนวัตกรรมและ AI ทั้งด้านบริการและการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้ลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน พร้อมต่อยอดการเติบโตระยะยาวผ่านธุรกิจใหม่ในฐานะฟันเฟืองสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจรีเทล แพลตฟอร์มคอนเทนต์ความบันเทิงและกีฬา และ การเงินดิจิทัล ด้านผลประกอบการ และ EBITDA เติบโตอย่างมั่นคง จากการบริหารสมดุลระหว่าง การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งอนาคต และ การยกระดับประสิทธิภาพภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง สะท้อนแนวทางการเติบโตแบบคุณภาพในทุกมิติ โดยปี 2569 เอไอเอสยังคงมุ่งสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง ควบคู่การสนับสนุนประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืน โดยมีรายละเอียดแต่ละธุรกิจดังนี้ • ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ : โตต่อเนื่องจากฐานลูกค้าคุณภาพ และ โครงข่ายอัจฉริยะ 5G ที่มีความน่าเชื่อถือ เอไอเอสมีผู้ใช้บริการรวม 46.8 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้น 495,200 เลขหมายจากไตรมาส 3/68 และ เพิ่มขึ้น กว่า 1 ล้านเลขหมายจากปี 2567 จากการมุ่งเน้นคุณภาพโครงข่ายและการยกระดับประสบการณ์ใช้งานอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าระบบเติมเงิน เพิ่มขึ้นกว่า 301,000 เลขหมายจากไตรมาส 3/68 และเพิ่มขึ้น 392,900 เลขหมายจากปี 2567 โดยยังคงยึดมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในการเปิดเลขหมายใหม่ผ่านระบบ Liveness Detection ที่ผสาน AI เพื่อการพิสูจน์อัตลักษณ์ขั้นสูง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องผู้ใช้งานจากภัยคุกคามออนไลน์ ลูกค้าระบบรายเดือน เพิ่มขึ้นกว่า 194,000 เลขหมายจากไตรมาส 3/68 และเพิ่มขึ้น 616,100 เลขหมายจากปี 2567 จากฐานลูกค้าคุณภาพสูงและ ได้รับผลบวกจากความนิยมในการรับชม ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ (EPL) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้งาน 5G เพิ่มเป็น 17.9 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านเลขหมายจากไตรมาส 3/68 และเพิ่มขึ้นกว่า 5.7 ล้านเลขหมายจากปี 2567 บนโครงข่าย 5G ที่ครอบคลุม มากกว่า 95% ของประชากรทั่วประเทศ ส่งผลให้รายได้ธุรกิจมือถือเติบโต 5.8% ทำให้ AIS มีส่วนแบ่งการตลาดเชิงรายได้อยู่ที่ 50% ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านคุณภาพในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม 
• ธุรกิจบรอดแบนด์ : เติบโตด้วยความเชื่อมั่นในคุณภาพจากนวัตกรรมเน็ตบ้าน และ ความบันเทิงเพื่อทุกครัวเรือน ธุรกิจเน็ตบ้าน AIS 3BB FIBRE 3 เติบโตอย่างต่อเนื่อง มีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์รวม 5.24 ล้านราย เพิ่มขึ้น 38,000 รายจากไตรมาส 3/2568 และเพิ่มขึ้น 233,600 รายจากปี 2567 สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพโครงข่ายและด้านบริการที่ยกระดับประสบการณ์ที่ดีให้ทุกครัวเรือน อาทิ แพ็กเกจ SuperFast และ นวัตกรรมเน็ตบ้าน Home FiberLAN และ บริการที่มากกว่าการเชื่อมต่อ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยคอนเทนต์ความบันเทิงและกีฬายอดนิยม เช่น EPL, Thai League, NBA และ NFL ส่งผลให้รายได้ธุรกิจเน็ตบ้านเติบโต 9.6% และ มีส่วนแบ่งการตลาดเชิงรายได้ ร้อยละ 48% ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดบรอดแบนด์อย่างมั่นคง • ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร : เติบโตด้วยพลังโซลูชั่นส์เพื่อภาคธุรกิจไทย ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กรเติบโตต่อเนื่อง โดยเติบโต 11% จากปี 2567 ได้รับอานิสงค์จากความต้องการในการใช้โครงข่าย 5G สำหรับองค์กรธุรกิจ โครงข่ายเชื่อมต่อข้อมูล รวมถึงบริการ Data Center และ Thai Hyperscale Cloud ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถขององค์กรไทย ทั้งนี้ เอไอเอสยังคงสนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็น Sustainable Nation ผ่านการเสริมความพร้อมด้าน Digital Infrastructure ที่ครอบคลุมทุกการเชื่อมต่อ รองรับการลงทุนและการขยายตัวของผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก รวมถึงการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ในอนาคต 
สำหรับแนวโน้มปี 2569 : ลงทุนต่อเนื่อง ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อประเทศ ซึ่งในปี 2569 คาดรายได้จากการให้บริการหลักเติบโตประมาณ 3-5% และ กำไร EBITDA เติบโตประมาณ 2-4% และ งบลงทุน 30,000–35,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกมิติ ผ่านการพัฒนาโครงข่าย 5G, การขยายบริการอินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูง และ การผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลกเพื่อผลักดันการเป็นศูนย์รวม AI Ecosystem ครั้งใหญ่รายแรก พร้อมเชื่อมโยงโครงข่ายอัจฉริยะกับนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อให้คนไทยทั้งลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กรเข้าถึงประสบการณ์ AI ที่มีประสิทธิภาพ เสริมขีดความสามารถด้านดิจิทัลของประเทศ และ วางรากฐานระบบนิเวศดิจิทัลที่เชื่อมโยงอย่างปลอดภัย เพื่อสนับสนุนการเติบโตของ Digital Economy ไทยอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 พิจารณาอนุมัติจัดสรรกำไรสุทธิประจำปี 2568 เป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 15.30 บาทต่อหุ้น โดยให้เสนอพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลพิเศษจากกำไรสะสมให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 19.00 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้อัตราการจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปีอยู่ที่อัตรา 34.30 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ บริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ในอัตรา 6.89 บาทต่อหุ้น ดังนั้น คงเหลือเงินปันผลที่จะจ่ายสำหรับงวดนี้ในอัตรา 27.41 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดให้จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นที่มีรายชื่อปรากฎ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล ในวันที่ 2 มีนาคม 2569 (Record Date) โดยวันขึ้นเครื่องหมาย XD วันแรก คือ วันที่27 กุมภาพันธ์ 2569 และ จ่ายเงินปันผลในวันที่ 30 เมษายน 2569 ทั้งนี้ สิทธิในการรับเงินปันผลดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ประกอบกับ ในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติอนุมัติให้ บริษัท เอไอเอส ดีซี เวนเจอร์ จำกัด (“AISDC”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เข้าทำรายการให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามสัดส่วนการถือหุ้นในวงเงิน 910.25 ล้านบาท จากวงเงินทั้งหมด 3,641 ล้านบาท กับ บริษัท จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ 02 จำกัด (“GSA02”) บริษัทย่อยของ บริษัท จีเอสเอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (“GSA Holdings”) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 25% ร่วมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ถือหุ้นในสัดส่วน 40% และ Singtel Strategic Investments Pte Ltd. ถือหุ้นในสัดส่วน 35% โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อสนับสนุน และ รองรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องระหว่างการเตรียมการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ สำหรับลักษณะรายการการให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามสัดส่วนการถือหุ้น โดยมีเงื่อนไขการค้าทั่วไป ซึ่งวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและรองรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องระหว่างการเตรียมการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) วงเงิน 910.25 ล้านบาท ตามสัดส่วนการถือหุ้น 25% จากวงเงินทั้งหมด 3,641 ล้านบาท ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างผู้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินและผู้รับความช่วยเหลือทางการเงิน โดยพิจารณาจากต้นทุนทางการเงินของผู้ให้กู้ยืมแต่ละราย และ สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืม MLR ของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งแหล่งเงินทุนมาจากหมุนเวียน และ การชำระคืนเงินต้น ภายหลังระยะเวลา 3 ปีนับ แต่ไถ่ถอนครั้งแรกหรือเมื่อทวงถาม โดย GSA Holdings เป็นบริษัทที่ลงทุนในธุรกิจด้านดาต้าเซ็นเตอร์ได้เล็งเห็นแนวโน้มความต้องการของตลาดในธุรกิจ ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จึงมีความต้องการเงินทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ภายใต้โครงการ GSA02 โดยโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อรองรับความต้องการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์จากกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ (Hyperscale) นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับบริษัทในธุรกิจบริการกลุ่มลูกค้าองค์กร โดยเป็นการต่อยอดจากบริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐาน (Connectivity) เพื่อให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ 
|