ก.ล.ต. ชี้ภัยคุกคคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมไม่ใช่เรื่องไกลตัว หลังแนวคิด Harvest Now, Decrypt Later เปิดช่องผู้ไม่หวังดีเก็บข้อมูลไว้ถอดรหัสในอนาคต ย้ำองค์กรต้องเร่งจัดทำแผนเปลี่ยนผ่านระบบเข้ารหัสและสำรวจสินทรัพย์ข้อมูลทันที เตือนหากเริ่มช้าอาจกระทบความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของตลาดทุนในระยะยาว
ฝ่ายกำกับและตรวจสอบความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า มื่อปลายปีที่แล้ว ก.ล.ต. ได้ชวนท่านผู้อ่านเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับ “Quantum Risk” หรือภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมกันไปแล้ว และเราได้ทิ้งท้ายความสำคัญของการมีแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือกับคลื่นลูกใหญ่นี้ได้อย่างสมดุล ในฉบับนี้เราจะมาเจาะลึกกันต่อว่าทำไมเราต้องรีบจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน และ “เวลา” เป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่านอย่างไร
- ปัจจุบันบรรยากาศของโลกตลาดทุนให้ความสำคัญกับคำว่า ความไว้วางใจ หรือ “Trust” มากกว่ายุคไหน ๆ และสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความไว้วางใจได้ก็คือ “การรักษาความลับ” ในการดำเนินธุรกิจให้มีความปลอดภัย ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุน/ประชาชนมีความเชื่อถือ เชื่อมั่น และไว้วางใจในการใช้บริการของผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน โดยสิ่งเหล่านี้จะส่งเสริมให้ภาคตลาดทุนเติบโตได้อย่างยั่งยืน
- ในฐานะผู้ดูแลตลาดทุน ก.ล.ต. อยากใช้โอกาสนี้ ชวนทุกท่านกลับมาสำรวจ “สุขภาพความปลอดภัย” หรือที่รู้จักกันในชื่อเป็นทางการว่า ความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Resilience) ขององค์กรอีกครั้ง ว่าในขณะที่เรากำลังวิ่งไปข้างหน้า เราได้เตรียม “รากฐาน” ให้แข็งแรงพอที่จะรองรับอนาคตแล้วหรือยัง? หลายท่านอาจสงสัยว่า “คอมพิวเตอร์ควอนตัมยังมาไม่ถึง แล้วทำไมเราต้องรีบร้อน?”
- คำตอบซ่อนอยู่ในแนวคิดที่น่ากังวลอย่าง Harvest Now, Decrypt Later (HNDL) หรือ Store Now, Decrypt Later (SNDL) ซึ่งเปรียบเสมือนการที่ผู้ไม่หวังดีกำลังแอบเก็บข้อมูลที่ท่านเข้ารหัสใส่กล่องไว้ในวันนี้ เพื่อรอเวลาที่กุญแจผี (คอมพิวเตอร์ควอนตัม) จะถูกสร้างสำเร็จ และนำกุญแจนั้นมาไขอ่านความลับได้ในที่สุด
- ลองจินตนาการดูว่า หากข้อมูลชีวมิติ (สแกนหน้า/ลายนิ้วมือ) ข้อมูลยืนยันตัวตนของลูกค้า (KYC) สัญญาธุรกิจระยะยาว ข้อมูลการทำ Due Diligence กับลูกค้า หรือข้อมูลพอร์ตการลงทุนของ Private Fund ที่มีอายุ 10 ปี ที่ท่านดูแลอยู่ ถูกขโมยไปในวันนี้ และถูกเปิดอ่านได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า... ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่แค่เรื่องของค่าปรับทางกฎหมาย แต่คือ ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นของลูกค้า ที่จะพังทลายลง ในวันที่ความลับไม่เป็นความลับอีกต่อไป
- เพราะสมการความเชื่อมั่นนั้นเรียบง่าย หาก “ความลับ” รั่วไหล “Trust” ย่อมพังทลาย และเมื่อ Trust หายไป การเติบโตอย่างยั่งยืนของตลาดทุนก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้
- แล้วเราจะสามารถประเมินว่า องค์กรของเรามีความเสี่ยงจาก Harvest Now, Decrypt Later (HNDL) หรือ Store Now, Decrypt Later (SNDL) หรือไม่ โดยศาสตราจารย์ Michele Mosca ได้เสนอทฤษฎีที่ชื่อว่า Mosca's Theorem ซึ่งมี “สมการแห่งเวลา (Mosca’s Inequality)1” ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ให้เราลองคำนวณเล่น ๆ ดู
จากสมการ “If (X + Y)> Z, then worry” ท่านลองแทนที่ตัวเลขลงในสมการ โดยถามตัวเองด้วย 3 คำถามนี้
1. ข้อมูลนี้ต้องเป็นความลับนานแค่ไหน? (X) เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลลูกค้าอาจต้องเก็บรักษาตลอดอายุการใช้งาน (10 ปี+)
2. ต้องใช้เวลากี่ปีในการเปลี่ยนกระบวนการเข้ารหัส เพื่อรักษาความปลอดภัยทั้งองค์กร? (Y) สำหรับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ การรื้อถอนระบบเก่า (Legacy) และติดตั้งระบบเข้ารหัสใหม่ที่ทนทานต่อควอนตัม (Quantum Resistance) อาจใช้เวลามากขึ้นกว่าการเจาะรหัสปัจจุบัน (Post-Quantum Cryptography) อาจกินเวลา 5-7 ปี
3. คาดการณ์ว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะเก่งพอจะเจาะรหัสได้เมื่อไหร่? (Z) ผู้เชี่ยวชาญจากหลายภูมิภาคเริ่มคาดการณ์ตรงกันว่า เทคโนโลยีนี้กำลังพัฒนาแบบก้าวกระโดด และอาจนำมาใช้จริงได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า หรืออาจจะเร็วกว่านั้น หากนำ AI เข้ามาช่วย
- โจทย์สำคัญคือ หาก Z ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ภัยคุกคามมาถึง ลดเหลือเพียง 5 ปี ในขณะที่ Y ซึ่งเป็นระยะเวลาเปลี่ยนแปลงระบบหรือการเปลี่ยนแปลงการเข้ารหัสข้อมูลที่อาจใช้เวลา 5-7 ปี เมื่อนำมาเข้าสูตรคำนวณแล้วจะเห็นว่า X+Y>Z !!! ... นั่นแปลว่า “เราไม่มีเวลาเหลือให้รอแล้ว” และข้อมูลของท่านอาจอยู่ในภาวะ “เสี่ยง” ตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำอะไรเลย
- ดังนั้น สิ่งแรกที่ทำได้ทันทีโดยยังไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลซื้อเครื่องมือใหม่ในวันนี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากหนักเป็นเบา คือ การเริ่มบริหารจัดการ Data & Cryptographic Control ใน 2 ส่วนสำคัญคือการทำ “บัญชีคุมสินทรัพย์การเข้ารหัส” (Cryptographic Inventory) และ “บัญชีคุมสินทรัพย์ประเภทข้อมูล” (Data Inventory)
การรู้ว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน คือก้าวแรกของการสร้างภูมิคุ้มกันที่สำคัญ เหมือนการเดินสำรวจบ้านเพื่อดูว่ากลอนประตูหน้าต่างแต่ละบานเป็นแบบไหน เก่าหรือใหม่ ถึงเวลาต้องเปลี่ยนหรือยัง แล้วตอนนี้มีกุญแจอยู่ที่ใครบ้าง รวมถึงในบ้านของเรามีทรัพย์สินอะไรที่สำคัญหรือต้องดูแลบ้างเก็บไว้ในห้องที่ล็อกดีแล้วรึเปล่า ซึ่งในโลกดิจิทัลก็เช่นกัน ช่วงไตรมาสแรกของปีเป็นช่วงที่องค์กรจะทบทวน/ประเมินความเสี่ยงด้านไอที (IT Risk Assessment)

นี่จึงเป็นจังหวะที่ดีในการเริ่มสำรวจดูว่า
• คณะกรรมการบริษัทได้เริ่มพูดคุย ประเมินความเสี่ยงภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมบ้างแล้วหรือยัง
• ระบบสำคัญ ๆ ของเราใช้อัลกอริทึมอะไรล็อกกุญแจอยู่ เช่น RSA, ECC หรือ AES และอัลกอริทึมเหล่านั้นจะป้องกันภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Safe Cryptography) ได้หรือไม่ • มีกุญแจดอกไหนบ้างที่ถูกฝังอยู่ในโปรแกรม (Hard-coded) ทำให้เปลี่ยนได้ยาก • ข้อมูลสำคัญชุดไหนบ้างที่มีระยะเวลาที่ข้อมูลต้องเก็บรักษาเป็นความลับ (Security Shelf-Life) ยาวนานเกิน 5 ปี • ข้อมูลต่าง ๆ ถูกจัดสรรและแบ่งประเภทตามระดับความสำคัญ ครบถ้วนแล้วหรือไม่ • ฝ่ายงานที่เกี่ยวข้องด้านความเสี่ยง หรือด้านเทคโนโลยี ภายในองค์กรได้มีการศึกษา หรือตระหนักถึงความเสี่ยงของคอมพิวเตอร์ควอนตัมบ้างแล้วหรือยัง - หากคำตอบจากคำถามข้างต้น คือ “ไม่รู้” “ไม่ทราบ” “ไม่แน่ใจ” ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่พอจะบอกได้แล้วว่า องค์กรยังไม่มีความพร้อม และจำเป็นจะต้องเตรียมการ หรือหารือเรื่องนี้ภายในกันอย่างจริงจัง - ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Building Trust, Powering Growth” ของ ก.ล.ต. ปี 2569-2571 เราเชื่อมั่นว่า “ความปลอดภัย” คือรากฐานสำคัญและไม่ใช่ภาระที่เป็นต้นทุน แต่เป็น “สินทรัพย์” ที่มีค่าที่สุด ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่าน ผู้ที่ตระหนักรู้และเริ่มขยับตัวก่อน ไม่เพียงแต่จะปกป้องตนเองจากภัยคุกคามในอนาคต แต่ท่านกำลังส่งสัญญาณบอกผู้ใช้บริการของท่าน หรือผู้มีส่วนได้เสีย ว่า “เราใส่ใจและพร้อมดูแลทรัพย์สินหรือข้อมูลของท่านในทุกสถานการณ์” นอกจากนี้ การมีระบบ Cyber Resilience ที่พร้อมรับมือควอนตัม คือ หนึ่งใน “เครื่องหมายแห่งความเชื่อมั่น” ที่สะท้อนถึงความตั้งใจจริงขององค์กร - ยิ่งปล่อย (เวลา) ยิ่งเสี่ยง (ภัย) เริ่มใส่ใจตั้งแต่วันนี้ ผลดีต่อ Trust ขององค์กรและตลาดทุน

|