โบรกฯ คาดหุ้นไทยสดใส หลัง "ภูมิใจไทย" ชนะเลือกตั้ง คาดดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,320-1,380 จุด พร้อมคัดหุ้นเด่นได้ประโยชน์นโยบายรัฐบาลนายกฯอนุทิน พร้อมจับตาเป้า SET ช่วง 3 เดือนจากนี้ มีลุ้นเห็น 1,500 จุด บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า มองไปข้างหน้าคาดกรอบการซื้อขายของ SET Index ในสัปดาห์นี้ที่ 1,335 – 1,375 จุด จากปัจจัยในประเทศโดยเฉพาะเรื่องทิศทางของการจับขั้วของพรรคการเมืองหลังรู้ผลการเลือกตั้ง โดยสำหรับประเด็นนี้ยังคงมุมมองเดิม คือ นโยบายเศรษฐกิจของแต่ละพรรคส่วนใหญ่นำเสนอการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ผ่านการอุดหนุนการใช้จ่ายบริโภคภาคเอกชน การยกระดับรายได้และแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งมองเป็นบวกกับกลุ่ม Commerce และ Finance ที่เป็นกลุ่ม Laggard ทำผลงานได้ต่ำกว่าตลาดในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้ valuation ยังอยู่ในระดับล่างมีโอกาสที่เม็ดเงินจะหมุนกลับเข้ามา และ เห็นภาพการฟื้นตัวขึ้นได้ โดยเฉพาะความเสี่ยงเชิงลบ หรือ downside risk จากตรงนี้มีน้อยขณะที่ประเด็นต่างประเทศ ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของฝั่งสหรัฐฯ ที่เดิมมีกำหนดจะรายงาน ได้แก่ ตัวเลขยอดค้าปลีก (Retail sales) , ตัวเลขตลาดแรงงานทั้งการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (nonfarm payrolls) , อัตราการว่างงาน (unemploymentrate) และ ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) อาจได้รับผลกระทบจาก Government shutdown ทำให้อาจมีการเลื่อนการรายงานตัวเลขสำคัญเหล่านี้ออกไป ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,354.01 จุด เพิ่มขึ้น +2.14% จากสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังกลุ่มท่องเที่ยว สื่อสาร พลังงาน ปรับตัวขึ้น ในวันนี้ประเมินกรอบ SET index ที่ 1,350–1,375 จุด จากภาพเชิงบวกในประเทศของการจัดตั้งรัฐบาลหลังรูู้ผลการเลือกตั้ง โดยคาดเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านการอุดหนุนการใช้จ่ายบริโภคภาคเอกชน และ การยกระดับรายได้ และ แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน แนะ MRDIYT และ STECON อย่างไรก็ตาม จากผลการเลือกตั้งล่าสุดอย่างไม่เป็นทางการคาดว่า พันธมิตรขั้วการเมืองเดิม คือ พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมคาดเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เชื่อตลาดจะตอบรับเชิงบวกทังในแง่ของบรรยากาศทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจ โดย SET อาจบวกต่อได้อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ และ ตั้งครม.ได้กลางปี แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่ม Domestic plays เช่น Commerce , Finance และ กลุ่ม Big caps เช่น DELTA และ กลุ่ม Energy 
บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ประเมินดัชนีฯ ผันผวน โดยมีปัจจัยหลักมาจากผลการเลือกตั้งที่ออกมาวานนี้ ขณะเดียวกัน มีปัจจัยหนุนจาก Fund Flow ที่เริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย และ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และ ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด คาดกรอบดัชนีฯ 1,320-1,380 จุด สำหรับปัจจัยในประเทศ ผลการเลือกตั้งไทย ติดตามผลการเลือกตั้ง (ที่เกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.) ซึ่งจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และ ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจในระยะถัดไป โดยตลาดหุ้นไทย จะรับรู้ปัจจัยเฉพาะตัว และ ชี้นำตลาด คือ ผลการเลือกตั้ง แม้อาจยังไม่รู้ว่าจะมีการตั้งรัฐบาล โดยพรรคใด และ ยังต้องรอการรับรองจาก กกต. แต่ผลที่ออกมา ก็พอจะชี้นาทิศทางตลาดและการเมืองได้ระดับหนึ่ง หุ้นในพอร์ตแนะนำ นำ TOP , DELTA เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ต ประกอบด้วย TOP(10%) , DELTA (10%) , AOT(10%) , SCB(10%) , ADVANC(10%) , HMPRO(10%) , TRUE(20%) ทางด้านหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐบาลนายกฯอนุทิน นโยบายเด่น “พรรคภูมิใจไทย” ว่าที่รัฐบาลใหม่ปี 2026 1.ครม.มืออาชีพ เน้นการคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ตรงกับภารกิจมาเป็นรัฐมนตรีเพื่อการบริหารที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ โดยชูชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญในกระทรวงสำคัญ 2.คนละครึ่ง พลัส (ระยะที่ 2) สานต่อโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ลดรายจ่ายผู้ซื้อ เพิ่มรายได้ผู้ขาย โดยรัฐช่วยจ่าย 50% วงเงินรวม 44,000 ล้านบาท คาดสร้างเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 80,000 ล้านบาท 3.ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท ลดภาระค่าครองชีพโดยตรงให้ประชาชน 22 ล้านครัวเรือน สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกจะจ่ายเพียงหน่วยละ 3 บาท ช่วยประหยัดเงินได้ประมาณ 15% ต่อเดือน 4.นโยบาย 10+ (Ten Plus) ครอบคลุมการสนับสนุน SMEs (ให้กู้รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท) , การลดภาระหนี้สิน , และ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน 5.Land Bridge (สะพานเศรษฐกิจ) โครงการเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์เรือธงที่จะดึงดูดการลงทุนมหาศาล 6.สร้างกำแพงชายแดน ป้องกันภัยรุกราน เสริมความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยการสร้างกาแพง และ ถนนลาดตระเวนระยะทาง 100 กิโลเมตรในปีแรก เพื่อป้องกันแรงงานเถื่อน ยาเสพติด และ สินค้าผิดกฎหมาย ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยระบุชัดเจนว่า นโยบายทั้งหมดใช้งบประมาณ 148,326ล้านบาท โดยแหล่งเงินหลักมาจากงบประมาณแผ่นดิน 145,126 ล้านบาท(97.84%) จากการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (PPP) 400 ล้านบาท และ กองทุนหมุนเวียนและอื่น ๆ 2,800 ล้านบาท (รวมมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง) อย่างไรก็ตาม มองเป็นบวกต่อ SET Index โดยเฉพาะการเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ ช่วยหนุนรายได้ประชาชน รวมถึงการลงทุนของภาครัฐ โดยประเมินหุ้นที่มีโอกาส outperform มากสุด ได้แก่ CPAXT , STECON , OSP ทั้งนี้ ได้ list หุ้นที่ได้ประโยชน์นโยบายรัฐบาลนายกฯอนุทิน ดังนี้ ( + ) Commerce (CPAXT) : ได้อานิสงส์จากการสานต่อโครงการคนละครึ่งพลัสเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อย งบประมาณ 4.4 หมื่นล้าน คาดกระตุ้นเงินหมุนเวียน 8 หมื่นล้านบาท โดย CPAXT มีสัดส่วนยอดขายกลุ่ม HoReCa ราว 50% ของยอดขายค้าส่ง และ TNP ร้านค้าปลีกและ ค้าส่ง สินค้าอุปโภคบริโภคทางภาคเหนือมี 53 สาขา ซึ่งรับคนละครึ่งพลัส ( + ) FMCG (OSP , CBG , ICHI , SAPPE , SNNP ,NEO) ได้อานิสงส์เชิงบวกจากโครงการคนละครึ่งพลัส ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ( + ) Construction Services (STECON, CK) : ได้อานิสงส์จากแนวโน้มการผลักดันประมูลโครงการใหญ่ต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดเดิม เช่น Landbridge มอเตอร์เวย์ ( + ) Bank (KBANK, BBL, KTB, SCB) : ได้ประโยชน์จากนโยบายแก้หนี้ ที่ส่วนใหญ่เป็นการสานต่อจากโครงการเดิม เช่น โครงการกลไกการค้าประกันสินเชื่อ หรือ “SME Credit Boost” , โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ / ตั้งกลไกบริหารหนี้เสียของรัฐ (AMC) ขณะที่โครงการพักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอกจะนำเงินจากการออกพันธบัตรมาใช้ทาให้แบงก์ได้ประโยชน์จำกัด กลุ่มที่อาจเป็นลบ ได้แก่ กลุ่มไฟฟ้า (GULF , GPSC , BGRIM) : นโยบาย "ลดค่าไฟเหลือ 3 บาท/หน่วย" กดดันค่า Ft อาจกระทบผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงไฟฟ้า 
บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งขาดลอย : ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ (เมื่อเวลา 5.00 น. นับคะแนนแล้ว 93%) พรรคภูมิใจไทยคาดได้ ส.ส. 194 ที่นั่ง , ตามมาด้วยพรรคประชาชน 116 ที่นั่ง , พรรคเพื่อไทย 76 ที่นั่ง , พรรคกล้าธรรม 57 ที่นั่ง และ พรรคประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง ขณะที่ผลการลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญทั่วประเทศ มีมติเห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญ 60% ขณะที่ไม่เห็นชอบ 32% งดออกเสียง 8% ผลการเลือกตั้งถือว่า ผิดจากที่ตลาดคาดว่าการแข่งขันของ 3 พรรคใหญ่ จะมีคะแนนสูสีที่ 120-150 ที่นั่ง และ แตกต่างจากผลโพลบางแห่งในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ สาเหตุสำ คัญมาจากคะแนนของส.ส.แบบเขตที่อาจจะไม่สัมพันธ์โดยตรงกับคะแนนความนิยมในภาพรวม และ อัตราการใช้สิทธิ์ที่ 63% ต่ำกว่าเลือกตั้งปี 2566 ที่ 75% อย่างไรก็ตาม คาดรัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพในระดับสูง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนบรรยากาศลงทุนในระยะสั้น โดยคะแนนของพรรคภูมิใจไทย และ พรรคอันดับ 4 อย่างกล้าธรรม รวมกันคิดเป็น 251 ที่นั่ง เกินครึ่งของสภา ทำให้อำนาจต่อรองของพรรภูมิใจไทยสูงมาก และ ทำให้มีความยืดหยุ่นในการตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจจะเลือกดึงพรรคขนาดเล็กอื่นๆ เข้าร่วมรัฐบาล หรือ อาจเลือกดึงพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งจะทำให้ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูง เนื่องจากจะมีเสียงสนับสนุนถึง 300-327 เสียง (60-65%) เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่บวกต่อจิตวิทยา แต่ในเชิงกลยุทธ์เน้นเลือกกลุ่มไม่อิงเศรษฐกิจในประเทศ : จากความเป็นไปได้ที่กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจะใช้เวลานาน และ โดยปกติการใช้จ่ายภาครัฐมักอ่อนตัวในปีแรก หลังการเลือกตั้งจึงให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีความเสี่ยงจำกัดจากความล่าช้าในการดำเนินนโยบายภายในประเทศ ได้แก่ (1) หุ้นที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยภายนอก เช่น กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ท่องเที่ยว และ นิคมอุตสาหกรรม (2) หุ้น defensive ที่มีความเสี่ยงต่อการปรับลดประมาณการกำไรต่ำ และ (3) หุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง โดยหุ้น Top Picks ของเราคือ BCP , PTT , PTTEP , PTTGC , MINT , WHA , AMATA , BDMS , BH , BCH , RATCH และ EGCO ภาพรวมกลยุทธ์ บรรยากาศลงทุนรายตัวยังบวก แต่นักลงทุนควรกำหนดจุดขายล็อคกำไรและตัดขาดทุน โดยเฉพาะการปรับขึ้นเหนือกรอบ 1,345 จุด ไม่ควรลงเกิน 1,330 จุด และ กลุ่มปันผลสูง น่าสนใจ โดยประเมินแนวรับ 1,328-1,336 แนวต้าน 1,350-1,360 จุด บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด(มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บทสรุปเลือกตั้งทั่วไป 2026 พรรคภูมิใจไทยจะชนะเลือกตั้ง เกือบ Landslide ได้ ส.ส. เฉียด 200 ที่นั่ง(ดีกว่า Base Case เดิมที่ KSS ประเมินพรรคชนะการเลือกตั้งจะได้เสียงไม่เกิน 160+/-) นำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูง และ น่าจะสานต่อนโยบายเศรษฐกิจได้ต่อเนื่องเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี นับตั้งแต่อดีดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ปี 2011(ผลตอบแทน +1M 1.85%, +3M 9.47%, +6M 17.01%) จะเป็นบวกหนุน Fund Flows ทยอยกลับสถานะ SET มีโอกาสสูงที่จะ Rally ใน 3 เดือน 8%-10% ดังนั้น ทีมกลยุทธ์ปรับกรอบ SET ใน 3 เดือน สู่ 1,420-1,500จุด โดยคงเป้าหมายดัชนีสิ้นปี 2026 ที่ 1,475จุด อิง PER 15.9X ที่ EPS Growth 8%y-y เน้นหุ้น Theme Election Play 
|