โบรกฯ มอง คัดกรองเข้ม 3 สนามบิน สกัดไวรัสนิปาห์ เป็น sentiment เชิงลบต่อกลุ่มท่องเที่ยว หากเกิดการระบาดเข้าไทย แต่ประเมินผลกระทบยังจำกัด เพราะยังระบาดอยู่เฉพาะในอินเดีย การแพร่เชื้อยากกว่าโควิด ขณะที่ยังคงให้น้ำหนักลงทุน “มากกว่าตลาด” เลือก CENTEL - ERW เป็น Top pick บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุถึงกรณี มาตรการคัดกรองเข้ม 3 สนามบิน สกัด 'นิปาห์' ว่า มองเป็น sentiment เชิงลบต่อกลุ่มท่องเที่ยว หากมีการระบาดเข้าประเทศไทย แต่อย่างไรก็ดี เคาดผลกระทบยังจำกัดในปัจจุบัน เพราะสถานการณ์ปัจจุบันยังจำกัดอยู่แค่ในประเทศอินเดีย ยังไม่ได้มีการแพร่เชื้อออกนอกประเทศ ขณะที่นิปาห์เคยเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ปี 1998 ที่มาเลเซีย โดยมีผู้ป่วยทั้งหมดราว 265 คน และเสียชีวิตที่ราว 105 คน และจบการระบาดในช่วงปี 1999 หลังจากนั้นก็มีการระบาดเป็นครั้งคราว โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูงมากราว 40-75% โดยการแพร่ระบาดเราคาดว่าจะยากกว่าโควิด เพราะต้องมีการสัมผัส/สารคัดหลั่งและใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ 
ขณะที่โควิดแพร่เชื้อง่ายกว่าจากละออกฝอย/ละอองลอยในอากาศ แต่อัตราการเสียชีวิตต่ำกว่ามากโดยเฉลี่ยเพียง 1% ทั้งนี้จำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียปี 2025 อยู่ที่ 2.49 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนที่ 7.5% ของนักท่องเที่ยวรวมทั้งหมด ทำให้เราคาดว่าหุ้นที่จะได้รับผลกระทบจากมากไปน้อยเรียงตามสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวอินเดียคือ ERW, CENTEL, MINT, SHR โดย ERW มีสัดส่วนที่ 7% และ CENTEL ที่ 5% ส่วนธุรกิจสายการบิน AAV มีสัดส่วนรายได้จากเที่ยวบินอินเดียราว 11% (ในช่วง 9M25)
ประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวม/นักท่องเที่ยวจีนปี 2026E ที่ 34.5 ล้านคน/5.0 ล้านคน เรายังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2026E จะอยู่ที่ 34.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น +5% YoY จากปี 2025 ที่ 33 ล้านคน ลดลง -7% YoY และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนปี 2026E จะอยู่ที่ 5.0 ล้านคน เพิ่มขึ้น +12% YoY จากปี 2025 ที่ 4.5 ล้านคน ลดลง -34% YoY เราให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “มากกว่าตลาด” โดย Top pick ของกลุ่ม เราเลือก CENTEL, ERW CENTEL (ซื้อ/เป้า 36.00 บาท) จากกำไร 4Q25E มีโอกาสเพิ่มขึ้นทั้ง YoY/QoQ จากยอด Booking และการเติบโตของรายได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ 2Q25 เป็นจุด Bottom ของปีไปแล้ว นอกจากนี้ยังได้ผลดีจากสนามบินมัลดีฟส์ที่มีการเปิด Terminal ใหม่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อ CENTEL ที่มีสัดส่วนรายได้ที่มัลดีฟส์ราว 15% ERW (ซื้อ/เป้า 2.90 บาท) จากแนวโน้มกำไร 4Q25E จะเพิ่มขึ้น QoQ เพราะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วใน 2Q25 ขณะที่ ERW มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนสูงสุดในกลุ่มที่ 13% บล.กรุงศรี ระบุ รัฐบาลก าชับมาตรการคัดกรองด่านควบคุมโรค หลังอินเดียพบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์เพิ่ม กักตัวนับร้อย ยืนยันไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ เราประเมินความเสี่ยงจำกัด อินเดียออกมาตรการควบคุม + กักตัวกลุ่ม ความเสี่ยงของการ "ติดเชื้อ" สำหรับคนทั่วไป: ต่ำมาก หากไม่ได้อยู่ในพื้นที่ระบาดโดยตรง เนื่องจากต้องมีการสัมผัส "สารคัดหลั่ง" (น้ำลาย, เลือด, ปัสสาวะ) ของผู้ป่วย หรือสัตว์พาหะ (ค้างคาวกินผลไม้) โดยตรง ไม่ใช่การลอยฟุ้งในอากาศ (Airborne) ในระยะไกล อย่างไรก็ตาม หากมีการระบาดมานอกประเทศอาจจะส่งผล sentiment เชิงลบต่อการท่องเที่ยวไทย เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย เป็นเบอร์3 ของการท่องเที่ยวไทย อยู่ที่ 2.6 ล้านคนในปี25 และเป็นประเทศเป้าหมายของไทย สำหรับในแง่โรงแรม โรงแรมส่วนใหญ่ยังมีสัดส่วนลูกค้าอินเดีย เล็กน้อย 3-7% ได้แก่ ERW 7% CENTEL 5% AWC 4% และ SHR 3% เราประเมินกรณีดังกล่าวเป็นจิตวิทยาลบระยะสั้นต่อหุ้นภาคบริการ อาทิ ท่องเที่ยว การบิน ค้าปลีก ร.พ. แต่อิงความเสี่ยงการระบาดวงกว้างที่จำกัด และแนวโน้มนักท่องเที่ยว นับจากสัปดาห์นี้เป็นต้นไปที่น่าจะเร่งขึ้น w-w ทุกสัปดาห์ถึงช่วงตรุษจีน และมีภาพการฟื้นตัว y-y จากฐานต่ำปี 2025 หลังจากนั้น ราคาหุ้นที่อาจผันผวน แนะนำทยอยเข้าสะสม เน้น CENTEL, AWC สนามบิน AOT ค้าปลีก CPALL ร.พ. BCH, BDMS
บล.พาย ระบุ ปัจจัยกดดันจากการแพร่ระบาดไวรัสนิปาห์จากประเทศอินเดียแม้ยังไม่พบการระบาดในไทยแต่กลุ่มท่องเที่ยวคาดว่านักลงทุนจะกังวลเล็กน้อยแต่หากระบาดมากขึ้นก็อาจต้องจับตา กลับมาที่ปัจจัยในประเทศ อาจสร้างแรงกดดันเชิงจิตวิทยากับการลงทุนในตลาดหุ้น บล.เอเซีย พลัส ระบุ สำหรับประเด็นไวรัสนิปาห์ อาจเป็น SENTIMENT ลบต่อกลุ่มท่องเที่ยวบ้าง แต่เชื่อว่าเกิดขึ้นสั้นๆ เท่านั้น เพราะ การติดเชื้อเกิดขึ้นได้จากการสัมผัส ซึ่งยากกว่าโควิดที่ติดเชื้อจากการหายใจ และยังไม่พบผู้ติดเชื้อในไทย แนะนำเก็งกำไรหุ้นอิงราคา COMMODITY ขนาดใหญ่ หวัง FUND FLOW ไหลเข้า อย่าง PTT, PTTEP, TOP, SPRC, IVL ทั้งนี้ในมุมมองของสำนักข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" จากประเด็นดังกล่าว สรุปมุมมองผู้เชี่ยวชาญได้ว่า ประเด็นไวรัสนิปาห์ในขณะนี้เป็นเพียง "ความกังวลชั่วคราว" มากกว่าวิกฤตการณ์ใหม่ เนื่องจากเงื่อนไขการแพร่ระบาดที่ทำได้ยากกว่าโควิด-19 จึงเป็นโอกาสในการคัดเลือกหุ้นรายตัว (Selective Buy) ในกลุ่มที่กำไรมีแนวโน้มเติบโตชัดเจนครับ โดยแยกประเด็นดังนี้ ปัจจัยบวก (Positive Factors)
ลักษณะการแพร่กระจาย: ไวรัสนิปาห์แพร่เชื้อได้ยากกว่าโควิด-19 โดยต้องสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง ไม่ใช่การแพร่กระจายทางอากาศ (Airborne) ทำให้โอกาสระบาดวงกว้างมีจำกัด สถานการณ์ปัจจุบัน: การระบาดยังจำกัดอยู่ในพื้นที่เฉพาะในประเทศอินเดีย และในประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ มาตรการเชิงรุก: รัฐบาลไทยและด่านควบคุมโรคมีมาตรการคัดกรองเข้มงวด 3 สนามบินหลักเพื่อสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง แนวโน้มการท่องเที่ยวปี 2026: ภาพรวมยังโตต่อ โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมจะอยู่ที่ 34.5 ล้านคน (+5% YoY) โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่คาดว่าจะโตถึง +12% ฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season): กำลังเข้าสู่ช่วงที่นักท่องเที่ยวจะเร่งตัวขึ้นรายสัปดาห์ไปจนถึงช่วงตรุษจีน ปัจจัยลบ ผลกระทบทางจิตวิทยา (Sentiment): สร้างความกังวลระยะสั้นต่อกลุ่มท่องเที่ยวและการเดินทาง หากมีการพบผู้ติดเชื้อนอกประเทศอินเดีย ความรุนแรงของโรค: ไวรัสนิปาห์มีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก (40-75%) ซึ่งอาจสร้างความตระหนกหากสถานการณ์บานปลาย ความสำคัญของตลาดอินเดีย: นักท่องเที่ยวอินเดียเป็นกลุ่มใหญ่เป็นอันดับ 3 ของไทย (ประมาณ 2.5-2.6 ล้านคน) หากมีมาตรการจำกัดการเดินทางจะกระทบต่อรายได้ภาคการท่องเที่ยวทันที โดยหุ้นที่ได้รับผลกระทบ ผลกระทบจะเรียงตามสัดส่วนรายได้ที่อิงกับนักท่องเที่ยวอินเดียและกลุ่มบริการ ดังนี้: กลุ่มการบิน: AAV (รับผลกระทบมากสุดเนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากเที่ยวบินอินเดียสูงถึง 11%) และ AOT กลุ่มโรงแรม: ERW: สัดส่วนรายได้จากอินเดีย 7% CENTEL: สัดส่วนรายได้จากอินเดีย 5% AWC: สัดส่วนรายได้จากอินเดีย 4% SHR: สัดส่วนรายได้จากอินเดีย 3% กลุ่มอื่นๆ (ผลกระทบเชิงจิตวิทยา): กลุ่มค้าปลีก (CPALL) และกลุ่มโรงพยาบาล (BCH, BDMS) สำหรับโอกาสที่มองเห็นจากประเด็นนี้ จังหวะการสะสมหุ้นพื้นฐานดี: นักวิเคราะห์มองว่าหากราคาหุ้นผันผวนจากข่าวนี้ เป็นโอกาสในการ "ทยอยสะสม" เพราะพื้นฐานการฟื้นตัวของท่องเที่ยวยังแข็งแกร่ง หุ้น Top Pick ที่น่าสนใจ: CENTEL: ได้ประโยชน์จากการเปิด Terminal ใหม่ที่มัลดีฟส์ (รายได้มัลดีฟส์ 15%) และกำไร Q4 มีแนวโน้มโตเด่น ERW: กำไรผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนสูง (13%) ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะโตมากในปีหน้า การสลับกลุ่มลงทุน (Sector Rotation): ในช่วงที่มีแรงกดดันต่อหุ้นท่องเที่ยว นักลงทุนอาจย้ายเงินไปเก็งกำไรในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่ได้อานิสงส์จาก Fund Flow เช่น PTT, PTTEP, TOP, SPRC, IVL การฟื้นตัวจากฐานต่ำ: ภาพรวมปี 2026 ถูกมองว่าจะเป็นปีแห่งการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากปี 2025 ที่ฐานยังต่ำอยู่ 
|