ตลท.พร้อมชง TISA ให้รัฐบาลใหม่พิจารณา จ่อปรับเวลาเทรดหุ้นช่วงบ่ายตามเดิม หวัง IPO คึกคักกว่าปีก่อน

รูป ตลท.พร้อมชง TISA ให้รัฐบาลใหม่พิจารณา จ่อปรับเวลาเทรดหุ้นช่วงบ่ายตามเดิม หวัง IPO คึกคักกว่าปีก่อน

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -9 ก.พ. 69 10:50 น.

 

ตลท. เล็งทบทวนปรับเวลาซื้อขายหุ้นช่วงบ่ายกลับไป 14.30 น.ตามเดิม ช่วยโบรกฯ ลดภาระด้านปฏิบัติการ เล็งปรับกฎเกณฑ์ IPO จูงใจบจ.มากขึ้น พร้อมชงโครงการ TISA ต่อรัฐบาลชุดใหม่ คาดฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลกลับต่อเนื่อง หากเลือกตั้งมีความชัดเจน ตั้งเป้าจำนวน IPO ปีนี้มากกว่าปีก่อน พร้อมหุ้นไทยยังน่าสนใจ เหตุ P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย - อานิสงส์นโยบายรัฐบาลชุดใหม่

 

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่าปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางปรับเวลาเปิดทำการซื้อขายหุ้น โดยเฉพาะช่วงภาคบ่าย จากเดิมที่เคยเปิดเวลา 14.30 น. เป็น 14.00 น. ซึ่งเริ่มใช้มานานเกือบ 2 ปี อาจมีความเป็นไปได้ที่จะปรับกลับไปใช้เวลาเดิม หลังได้รับข้อร้องเรียนจากบริษัทหลักทรัพย์ว่าการขยายเวลาซื้อขายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาระต้นทุนด้านปฏิบัติการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ทั้งนี้มองว่าแม้ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน (วอลุ่ม) ของตลาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 30,000 ล้านบาท มาอยู่ที่ราว 47,000 ล้านบาทในปัจจุบัน แต่ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งชั่วโมงดังกล่าว ยังอาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้น ขณะที่จากการรับฟังความเห็นเบื้องต้นจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ส่วนใหญ่ยังมองว่าไม่คุ้มค่าและอาจต้องรอให้สภาพคล่องของตลาดหุ้นไทยกลับมาอยู่ในระดับสูงเหมือนในอดีตก่อน การขยายเวลาซื้อขายจึงจะมีความน่าสนใจมากขึ้น

 

"การพิจารณาปรับเวลาเทรดจะไม่ดูเพียงปัจจัยเดียว แต่จะประเมินภาพรวมทั้งหมด เนื่องจากยังมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องบางส่วนที่ต้องการขยายเวลาซื้อขายโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์อ้างอิงในต่างประเทศ ดังนั้นตลาดหลักทรัพย์ฯจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้รูปแบบเวลาเดิมกับรูปแบบใหม่อย่างรอบคอบ โดยความเห็นส่วนตัวหากอิงจากคอมเมนต์ของโบรกเกอร์จำนวนมาก การกลับไปใช้เวลาเดิมอาจเหมาะสมกว่า" นายอัสสเดช กล่าว

 

 

สำหรับกรณีกระแสข่าวบริษัทไทยถูกดึงดูดไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศนั้น ยอมรับว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ซึ่งปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังเร่งปรับปรุงกฎเกณฑ์และโครงสร้างหลายด้าน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้บริษัทเหล่านี้พิจารณาจดทะเบียนในประเทศมากขึ้น ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจไทยมองหาตลาดต่างชาติ ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องการประเมินมูลค่าหุ้นและสภาพคล่องของตลาด

 

ด้านแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ฯในตอนนี้คือ การปรับกฎเกณฑ์ต่างๆ โดยทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อลดขั้นตอนให้กระชับขึ้นและช่วยให้บริษัทเข้าตลาดได้เร็ว เช่น ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่และหันไปเน้นการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากลมากขึ้น พร้อมทั้งนำเกณฑ์ของไทยไปเทียบกับตลาดคู่แข่งอย่างฮ่องกงและสิงคโปร์ เพื่ออุดช่องโหว่และยกระดับความสามารถในการแข่งขัน

 

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือโครงการ BOI to IPO ที่ตั้งเป้าหมายดึงดูดธุรกิจใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าสู่ตลาดทุนไทยเพื่อเพิ่มความหลากหลายและสภาพคล่อง ซึงหากย้อนดูโครงสร้างดัชนี SET50 ในช่วงกว่า 30 ปี จะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อย ต่างจากตลาดสหรัฐที่มีบริษัทใหม่หมุนเวียนเข้ามาเกือบ 90% โครงการนี้จึงหวังดึงบริษัทศักยภาพสูงจากต่างประเทศให้ใช้ตลาดไทยเป็นแหล่งระดมทุน พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงธุรกิจรูปแบบใหม่

 

นายอัสสเดช กล่าวต่อว่าตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังเตรียมนำข้อเสนอสำคัญต่อรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโครงการ Thailand Individual Saving Account (TISA) ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นบัญชีออมเพื่อการลงทุนระยะยาวแบบถาวร โดยมีเป้าหมายคือหลีกเลี่ยงปัญหาแรงขายที่เคยเกิดขึ้นกับกองทุน LTF เมื่อครบกำหนด พร้อมช่วยให้ประชาชนวางแผนการออมได้อย่างต่อเนื่องและเสริมเสถียรภาพให้ตลาดทุนในระยะยาว รวมถึงยังมีแนวคิดผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้สำนักงาน ก.ล.ต. สามารถบังคับใช้กฎหมายและดำเนินการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งถูกมองว่าจะช่วยยกระดับความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

 

ส่วนกระแสฟันด์โฟลว์ต่างชาติ จากข้อมูลโบรกเกอร์ที่ดูแลลูกค้าต่างประเทศระบุว่าเม็ดเงินที่ไหลกลับเข้ามาในช่วงนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนระยะยาว สะท้อนความเชื่อมั่นว่าตลาดทุนไทยยังมีศักยภาพดึงดูดนักลงทุนได้ โดยความต่อเนื่องของฟันด์โฟลว์ยังขึ้นอยู่กับหลายตัวแปรทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองภายในประเทศ ซึ่งหากพิจารณาระยะสั้นเม็ดเงินที่ไหลเข้าประมาณ 10,000 ล้านบาทในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนเริ่มชะลอลงและในช่วงไม่กี่วันทำการล่าสุดมีทั้งเงินเข้าและออกมากขึ้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายการซื้อขายเชิงเก็งกำไรมากกว่าการถือครองระยะยาว

 

อย่างไรก็ตามหากภาพการเมืองหลังเลือกตั้งมีความชัดเจนและไม่มีแรงกระเพื่อมจากต่างประเทศ คาดว่าทิศทางฟันด์โฟลว์อาจกลับมาได้ต่อเนื่อง แต่ยังต้องจับตาความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากเงินบาทอาจแข็งค่าเกินพื้นฐานเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติใช้ประกอบการตัดสินใจ

 

ส่วนกรณีน้ำหนักหุ้นไทยในดัชนี MSCI ปรับตัวลง โดยเฉพาะใน MSCI Emerging Markets ที่ลดลงต่อเนื่อง จากการศึกษาพบว่าหนึ่งในปัจจัยหลักคือข้อจำกัดการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่ได้รับความสนใจสูง ซึ่งนักลงทุนจำนวนไม่น้อยต้องการถือหุ้นโดยมีสิทธิออกเสียงมากกว่าการลงทุนผ่าน NVDR จึงทำให้จำเป็นต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะสามารถปรับหลักเกณฑ์หรือสร้างทางเลือกใหม่ได้หรือไม่

 

"เกณฑ์ของ MSCI ยังพิจารณาจากมูลค่ามาร์เก็ตแคปและสภาพคล่องของหุ้น ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการเติบโตของ บจ. ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงเดินหน้าโครงการ Jump+ เพื่อกระตุ้นให้บริษัทกลับมาลงทุนและต่อยอดธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว เนื่องจากนักลงทุนมักให้น้ำหนักกับองค์กรที่มีเส้นทางการเติบโตชัดเจนในอนาคต" นายอัสสเดช กล่าว

 

นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่าคาดว่าจำนวนบริษัทที่เข้า IPO ปีนี้จะมากกว่าปีก่อนที่มีจำนวน 17 บริษัท หลังปัจจุบันมีบริษัทที่ยื่นแบบไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต. แล้วรวม 7 บริษัท โดยแบ่งเป็นบริษัทได้รับอนุญาตแบบคำขอให้เสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่แล้ว (Approved) จำนวน 5 บริษัท และอีก 2 บริษัท อยู่ระหว่างรอการ Approved

 

ขณะที่ความคืบหน้าการดึงดูดธุรกิจใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ได้รับสิทธิ BOI เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยนั้น ปัจจุบันกำลังพูดคุยและส่งหนังสือให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พิจารณา โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเร็วๆนี้ รวมถึงการปรับกฎเกณฑ์ต่างๆของหุ้น IPO กำลังหารือกับ ก.ล.ต. ซึ่งในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯคาดว่าจะมีความชัดเจนภานในไตรมาส 1/69

 

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่าภาพรวมภาวะการลงทุนทั้งโลกสิ่งที่คนกลัวที่สุดคือ ราคาสินทรัพย์ที่พุ่งไปสูงแล้ว เช่น หุ้นเทคฯ, ฟองสบู่ AI, ทองคำ, Bitcoin เป็นต้น แต่หุ้นไทยด้วยพื้นฐานที่ค่อยๆพัฒนา จึงทำให้ราคาหุ้นไทยที่ไม่สูงมากและยังน่าสนใจ โดยปัจจุบันอัตรา Forward PE ที่ 14.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ระดับ 15.9 เท่า นอกจากนี้หุ้นไทยยังมีจุดขายคือเป็นที่พักพิงปลอดภัย รวมถึงมี Story ของภาครัฐจากรัฐบาลชุดใหม่ที่เพิ่มเข้ามา จึงทำให้นักลงทุนก็ไม่ต้องกังวลเรื่องฟองสบู่

 

นอกจากนี้ดัชนีฯปรับเพิ่มขึ้น 7% ตั้งแต่ต้นปี ด้วยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท โดยผู้ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2 เดือนติดต่อกัน (รวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี

 

 

 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ปริวัฒน์ หินพลอย

ปริวัฒน์ หินพลอย