GGC ตั้งเป้าปีนี้ดัน EBITDA โต 10% ประเมินสงครามตะวันออกกลางดันดีมานด์ไบโอดีเซลไทยพุ่ง

รูป GGC ตั้งเป้าปีนี้ดัน EBITDA โต 10% ประเมินสงครามตะวันออกกลางดันดีมานด์ไบโอดีเซลไทยพุ่ง

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -4 มี.ค. 69 17:22 น.

 

GGC ตั้งเป้าปีนี้ ดัน EBITDA เติบโต 10% หวังแตะ 1,200 ลบ. ในปี 73 พร้อมจัดงบลงทุน 400 ลบ. เดินหน้า 3 แผนหลักทั้งลดต้นทุน - เพิ่มมูลค่าธุรกิจ - ยกระดับความยั่งยืน ประเมินสงครามตะวันออกกลาง เป็นโอกาสดีหนุนดีมานด์ไบโอดีเซลไทยควบคู่น้ำมัน



นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจว่า ในปี 69 ภายใต้แนวคิด “GGC Taking the Future” โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

 

- ตั้งเป้าปีนี้ผลักดัน EBITDA เติบโต 10% จากการยกระดับความสามารถ ในการแข่งขัน เพิ่มมูลค่าธุรกิจ พร้อมสร้างความยั่งยืนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ เพื่อผลักดันรายได้ 20%

 

- มีเป้าหมาย EBITDA แตะระดับ 1,200 ล้านบาท ภายในปี 73

 

 

- ตั้งเป้าลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง 150 ล้านบาท ผ่านการบริหารการใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดต้นทุนต่อหน่วยอย่างเป็นระบบ ด้วยการขับเคลื่อน Internal Transformation, Process Optimization และ Technology Shift เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเสริมความแข็งแกร่งเชิงการแข่งขัน

 

- มีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีแผนลงทุน ปี 69 จำนวน 400 ล้านบาท ซึ่งใช้เงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารความยืดหยุ่น (Financial Resilience) ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก

 

- ยังคงรักษาฐานะการเป็น “Debt-Free Company” ได้อย่างมั่นคง โดย ณ สิ้นปี 68 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมกว่า 10,332 ล้านบาท

 

- กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเกือบ 1,000 ล้านบาท บริษัทฯ ได้จัดสรรงบประมาณอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการลงทุน (CAPEX) เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว นอกจากนี้ยังมีการบริหารสภาพคล่องผ่านการลงทุนในเงินฝากระยะสั้น รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ

 

- ขยายกำลังการผลิต Fatty Alcohol อีก 10,000 ตัน เพื่อรองรับความต้องการตลาดและเสริมศักยภาพการแข่งขัน ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์เชิงพาณิชย์แบบ Data-Driven และการใช้โมเดลธุรกิจ Tolling / Trading เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและสร้างผลกำไรอย่างมีประสิทธิภาพ

 

- ตั้งเป้าผลักดันรายได้จากผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) เติบโต 20 % ผ่าน 4 แพลตฟอร์มหลัก กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ กลุ่มผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งานในอุตสาหกรรม

 

- ตั้งเป้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เกือบ 20% ภายในปี 2030 พัฒนาโครงการปลูกปาล์มคาร์บอนต่ำกว่า 5,000 ไร่ ผ่านโครงการ Carbon Credit Program จากสวนปาล์มต้น และเตรียมความพร้อมด้าน EUDR เพื่อสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ ( Traceability) ครบตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งในอนาคต Carbon Credit อาจกลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัท ที่ช่วยลดต้นทุน สร้างมูลค่าให้กับเกษตรกร

 

- ประเมินทิศทางพลังงานในประเทศภายหลังภาวะสงครามว่า การสู้รบจนต้องปิดช่องแคบฮอร์มุสส่งผลกระทบต่อการน้ำเข้าน้ำมันในไทย 50% จึงส่งผลกระทบต่อการสำรองน้ำมันไม่เกิน 30 วัน และราคาน้ำมันผันผวน แต่ในวิกฤติจะกลับมาเป็นโอกาส ที่ไบโอดีเซลในประเทศจะได้รับความนิยมมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงของผลกระทบ หากมีการเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล จาก 5% เพิ่มเป็น 10-20% สามารถลดการนำเข้าน้ำมันได้ถึงเริ่มต้น 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี หากผสมเพียง 10%

 

- กำลังผลิตไบโอดีเซลของไทยสูงกว่าการใช้จริง (Over Supply) มากถึง 70% หรือ 5 แสนตันต่อปี ขณะที่ เอทานอล ผลิตไดัมากถึง 3 ล้านลิตร หากรัฐบาลปรับนโยบายเพิ่มสัดส่วนการผสม เช่นเดียวกันกับ อินโดนีเซีย ที่มึสัดส่วนสูงถึง 35%

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

สุรเมธี มณีสุโข

สุรเมธี มณีสุโข

บรรรณาธิการข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย