ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลดลงในวันศุกร์ (13 มี.ค.) โดยตลอดทั้งสัปดาห์ปิดในแดนลบ ท่ามกลางการซื้อขายที่เป็นไปอย่างผันผวนเนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่แกว่งแรง ขณะที่นักลงทุนประเมินผลกระทบจากสงครามในอิหร่านต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 46,558.47 จุด ลดลง 119.38 จุด (-0.26%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,632.19 จุด ลดลง 40.43 จุด (-0.61%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 22,105.36 จุด ลดลง 206.62 จุด (-0.93%) ราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวผันผวนก่อนจะปรับตัวขึ้น แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันของรัสเซียชั่วคราว เพื่อบรรเทาความกังวลด้านอุปทานก็ตาม สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ปิดที่ 98.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.11% ในวันเดียวกัน ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้น 2.67% ปิดที่ 103.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ปิดเหนือระดับ 100 ดอลลาร์นับตั้งแต่เดือนส.ค.2022 พอล โนลต์ ที่ปรึกษาด้านการบริการความมั่งคั่งและนักกลยุทธ์ตลาดจาก Murphy & Sylvest ให้ความเห็นว่า “ตลาดพลังงานช่วงนี้ผันผวนรุนแรงเทียบได้กับช่วงสองสัปดาห์ที่ผันผวนที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโทเคอร์เรนซี จึงยากที่จะบอกได้ว่า ความเคลื่อนไหวของราคามาจากปัจจัยพื้นฐาน ตลาดตอนนี้ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์เป็นหลัก จึงแทบไม่มีเหตุผลที่จะพยายามซื้อขาย หรือแม้แต่ลงทุนในตลาดช่วงนี้ สิ่งที่ควรทำคือรอดูสถานการณ์ให้คลี่คลายและนิ่งลง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกประมาณสองสัปดาห์” คำประกาศของทรัมป์ที่ระบุว่า จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักในสัปดาห์หน้า ประกอบกับรายงานว่าความขัดแย้งได้ลุกลามไปยังเลบานอน, คูเวต, อิรัก, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บาห์เรน และโอมาน ทำให้ความหวังต่อการลดระดับความตึงเครียดและการยุติความขัดแย้งในเร็ว ๆ นี้ลดน้อยลง ถ้อยแถลงของทรัมป์ยังทำให้อิหร่านเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันคิดเป็นหนึ่งในห้าของปริมาณการค้าทั่วโลก โดยเมื่อวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่าสงครามครั้งนี้จะก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันดิบโลกมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4 /2025 (ประมาณการครั้งที่ 2) ขยายตัวเพียง 0.7% เมื่อคำนวณในอัตรารายปี ลดลงจากประมาณการครั้งแรกที่คาดว่าจะขยายตัว 1.4% เนื่องจากการปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลที่ยาวนานเป็นประวัติการณ์ ซึ่งกดดันการใช้จ่ายของภาครัฐ และส่งผลให้ GDP ของสหรัฐฯ ลดลง หลังจากขยายตัวในอัตรา 4.4% ในไตรมาสที่ 3 แม้ข้อมูลเศรษฐกิจจะอ่อนแอ แต่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมนโยบายการเงินสัปดาห์นี้ ขณะที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ โอกาสที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้จึงยิ่งลดน้อยลง ปีเตอร์ คาร์ดิลโล หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ตลาดของ Spartan Capital Securities กล่าวว่า “เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และหากราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้นส่งผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มที่จะคงดอกเบี้ยไว้นานขึ้น” ภาพรวมหุ้นรายตัว - หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีลดลงมากที่สุดในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 ขณะที่หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นมากที่สุด - หุ้นกลุ่มการเงินในดัชนี ดัชนี S&P 500 ลดลง 3.4% ในรอบสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นในด้านคุณภาพสินเชื่อ - หุ้น Adobe ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ออกแบบ ร่วงลง 7.6% หลังมีการประกาศว่า ชานตานู นาราเยน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่ดำรงตำแหน่งมายาวนานจะลาออกเมื่อมีการแต่งตั้งซีอีโอคนใหม่ ทำให้ความกังวลเรื่องผลกระทบจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลับมาอีกครั้ง - หุ้น Meta Platforms ลดลง 3.8% หลังมีรายงานว่า บริษัทเลื่อนเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ “อะโวคาโด” ออกไปอย่างน้อยจนถึงเดือนพ.ค. ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายโดยรวมในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 18,120 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลอด 20 วัน ซึ่งอยู่ที่ 19,840 ล้านหุ้น - ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 1.9 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหลักทรัพย์ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ 71 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 185 ตัว - ตลาดหลักทรัพย์แนสแดค มีหุ้นบวก 1,714 ตัว และหุ้นลบ 2,966 ตัว คิดเป็นสัดส่วนหุ้นลบต่อหุ้นบวก ที่ 1.73 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 13 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 11 ตัว ส่วนดัชนีแนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 33 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 193 ตัว ที่มา Reuters |