TIDLOR เผยปี 68 กวาดกำไรสุทธิ 4,932.83 ล้านบาท พุ่งขึ้น 17.41% รับแรงหนุนหลักจากรายได้ดอกเบี้ยและธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่พอร์ตสินเชื่อคงค้างทะยานแตะ 1.09 แสนล้านบาท ด้านคุณภาพสินเชื่อยังแกร่ง หลัง NPL ลดลงเหลือ 1.5% บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิในปี 2568 อยู่ที่ 4,932.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.41% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4,201.32 ล้านบาท จากการเติบโตของรายได้ทั้งจากธุรกิจสินเชื่อและธุรกิจนายหน้าประกันภัย ควบคู่กับการบริหารคุณภาพสินเชื่อและต้นทุนอย่างรอบคอบ 
-บริษัทมีรายได้ทั้งปี 23,533.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยรับตามการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการจากธุรกิจนายหน้าประกันภัย ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญ -ค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 17,201.6 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 1.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร สอดคล้องกับการขยายตัวของฐานลูกค้าและธุรกิจ ต้นทุนทางการเงินอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า -ณ สิ้นปี 2568 กลุ่มบริษัทมีพอร์ตสินเชื่อคงค้างรวม 109,585.6 ล้านบาท เติบโต 5.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 2.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยการขยายตัวยังคงมาจากสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันเป็นหลัก ขณะที่พอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อปรับลดลงตามแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบ -คุณภาพสินเชื่อ โดยอัตราสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ลดลงมาอยู่ที่ 1.5% จาก 1.8% ในปีก่อนหน้า ขณะที่อัตราผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อ สำหรับทั้งปีอยู่ที่ 2.8% ปรับลดลงจากปีก่อนหน้า เป็นผลจากระดับการตัดจำหน่ายหนี้สูญสุทธิที่ลดลง -ธุรกิจนายหน้าประกันยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมีเบี้ยประกันวินาศภัยรวม 11,247.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตของ 3 แบรนด์หลัก คือ ประกันติดโล่ ,อารีเกเตอร์ และ เฮ้กู๊ดดี้ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากช่องทางการขายที่ครอบคลุม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นต้น -ไตรมาส 4/2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,038.5 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการตั้งสำรองเพิ่มเติมของ management overlay เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ และปัจจัยภายนอกต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต 
|