เจาะการลงทุนโลกกลุ่ม Quality และ High Dividend

รูป เจาะการลงทุนโลกกลุ่ม Quality และ High Dividend

efinAI



เมื่อเดือนที่แล้ว หนึ่งในแนวทางการลงทุนที่ผมแนะนำคือกลุ่ม Global Dividend หรือหุ้นโลกที่เน้นจ่ายปันผล รวมถึงหุ้นที่เป็นแนวคุณภาพ หรือ Quality stock บทความนี้ จะมาลงลึกกันมากยิ่งขึ้น ดังนี้


คำถามแรกก่อน อะไรคือ หุ้นแบบที่มี Quality โดยนิยามของคำว่า Quality ในบริบทการลงทุนนี้ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่


1. วัดโดย ROE นั่นคือ อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้การวิเคราะห์แบบ Dupont นั่นคือ จากสมการ  ROE หรือ earnings/equity  =  earnings/sales x sales/assets x assets/equity นั่นคือ เมื่อ ROE มีค่าต่ำเกินไป  สามารถที่จะแก้ไขให้มีค่า ROE สูงขึ้น ด้วยการทำให้ 1. Profit Margin ซึ่งเท่ากับ earnings/sales ให้สูงขึ้น หรือ 2. Asset Turnover ซึ่งเท่ากับ sales/assets ให้สูงขึ้น หรือ 3. asset/equity ซึ่งคล้ายกับ Leverage Ratio ให้สูงขึ้น ทั้งนี้ อาจสังเกตุได้ว่า ในปัจจัยที่ 3 หรือ Leverage Ratio นั้น แม้ว่าจะทำให้ ROE สูงขึ้น ทว่าก็เหมือนทำให้มีการกู้ยืมสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้ Quality Stock ของ ETF อย่าง iShares MSCI USA Quality Factor หรือ QUAL ซึ่งมีค่า P/E ที่ 26 เท่าของกำไรปี 2025 ไม่ได้ดูเฉพาะค่า ROE ที่สูงเท่านั้น แต่ยังต้องมีค่า Leverage Ratio ที่ต่ำ รวมถึงกำไรที่มีค่าสูงนั้นต้องมีเสถียรภาพด้วย 


2. ยังมีกองทุน Quality ประเภทอื่นๆ อาทิ Invesco S&P 500 Quality ETF หรือ SPHQ ซึ่งทำการ track และเลือกหุ้นที่มี ROE, Leverage Ratio รวมถึงสิ่งที่เรียกว่า accruals ratio หรือกำไรที่นับจากมูลค่าทางบัญชีไม่ใช่มูลค่าเงินสด ซึ่งนับกำไรเมื่อได้ผลิตสิ่งของหรือสร้างบริการให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว โดยจากงานวิจัยที่ผ่านมา พบว่า accruals ratio สามารถสะท้อนผลตอบแทนของหุ้นนั้นได้ดีมาก ตัวอย่าง คือ Fidelity Quality Factor ETF หรือ FQAL ซึ่งให้น้ำหนักของทั้ง 3 ปัจจัยไว้เท่าๆกัน 
นอกจากนี้ ยังมีกองทุน JPMorgan U.S. Quality Factor ETF หรือ JQUA ที่เน้นอัตราส่วนกำไร คุณภาพกำไร และ สภาพคล่อง


3. การใช้ free cash flow เป็นตัวสกรีนระดับ Quality โดยงานวิจัยส่วนใหญ่ในระยะหลังให้ความสำคัญต่อ free cash flow หรือ เงินสดที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในตอนนั้น ซึ่งไม่ได้เท่ากับกำไร ทว่าต้องนำมาปรับโดยการนำค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ใช้เงินสดมารวมด้วย และหักออกด้วยค่าใช้จ่าย Capital Expenditure หรือ Capex และการเพิ่มขึ้นของ Working Capital หรือส่วนต่างระหว่างสินทรัพย์กับหนี้สินระยะสั้น


อาทิ เช่นเมื่อบริษัท AI แนว hyperscalar ลงทุนใน Data Center $5 หมื่นล้าน บริษัทไม่ได้หักเงินทั้งก้อนนั้นออกจากรายได้ทันที ทว่าจะหักแบบเป็นระยะเวลา 5-10 ปี โดยเรียกส่วนนี้ว่า Capital Expenditure


โดยมักใช้อัตราส่วน free cash flow หารด้วย enterprise value ของบริษัท ซึ่งหมายถึงต้นทุนทั้งหมดที่จะซื้อหุ้นทั้งหมดและจ่ายหนี้ทั้งหมดของบริษัท ที่เรียกว่า Free cash flow yield ในการเป็นสัญญาณในการบ่งบอก Quality ของหุ้นนั้นๆ


โดยงานวิจัยหลายฉบับ ได้ชี้ว่าหุ้นที่มี Free cash flow yield ที่สูง จะสามารถทำอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยได้ประมาณ 15-16% นับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนของ S&P 500 ราว 5% กระนั้นก็ดี ในบางช่วงเวลาหุ้นที่เน้น Free cash flow yield ก็ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าหุ้นทั่วไป เนื่องจากในช่วงนั้น หุ้น Value ให้ผลตอบแทนสู้หุ้นแนว Growth ไม่ได้มีกองทุนที่เน้น Free cash flow yield ได้แก่ Pacer U.S. Cash Cows 100 ETF หรือ CowZ ที่เพิ่งมีอายุครบรอบ 10 ปี เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา แม้ว่านับจากช่วงเริ่มก่อตั้งกองทุนจนถึงต้นไตรมาส 4 ปีที่แล้ว จะให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาด ทว่าราคายังถูก โดยมีค่า P/E เพียง 15 เท่า ณ ปลายปีที่แล้ว 


ทว่านับตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ขึ้นมากว่า 11% รวมถึงดัชนีที่ CowZ ใช้ ยังให้ผลตอบแทนที่ดีในกรอบระยะเวลา 30 ปี ในกลุ่มนี้ยังมี VictoryShares Free Cash Flow ETF หรือ VFLO ซึ่งเพิ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน และสามารถให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า S&P500 หากพิจารณาถึง ณ ปลายปีที่แล้ว โดยนอกจากพิจารณา Free cash flow yield ยังพิจารณาการเติบโตของยอดขายและกำไรอีกด้วย 


ท้ายสุด กองที่เน้นดูระดับ Free Cash Flow ที่สูงในช่วงเวลานั้นๆ ได้แก่ Virtus Terranova U.S. Quality Momentum ETF หรือ JOET


ในส่วนที่สอง หันมามองด้านการลงทุนสายเงินปันผล โดยผมขอพิจารณาฝั่งยุโรปน่าจะดีกว่าเพราะคนไม่ค่อยพูดถึง รวมถึงมีหุ้นแนวเน้นปันผลอยู่ไม่น้อย แถมส่วนใหญ่ให้ยิลด์ปันผลสูงกว่าฝั่งสหรัฐเสียอีก


เริ่มจากมาทำความรู้จักสไตล์การจ่ายเงินปันผลของฝั่งยุโรปที่เน้น Flexibility หรือการขึ้นๆลงของอัตราส่วนจ่ายเงินปันผลต่อกำไร หรือ Payout Ratio ยกตัวอย่างเช่น หุ้น Stellantis ที่เมื่อปี 2024 จ่ายเงินปันผล $1.65 และลดลงมาเหลือ $0.77 ในปี 2025 ก่อนที่จะไม่จ่ายในปี 2026 ในขณะที่นักลงทุนในสหรัฐคาดหวังให้จ่ายเงินปันผลในอัตราที่สม่ำเสมอ


กระนั้นก็ดี มีกลุ่มหุ้นยุโรปที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่น่าดึงดูดเทียบเท่ากับหุ้นสหรัฐที่เรียกกันว่า European dividend aristocrats แม้ความเข้มของเกณฑ์จะหลวมกว่าของสหรัฐซึ่งต้องมีการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องของ Payout Ratio ตลอด 25 ปี ในขณะที่ของยุโรปเพียงแค่ 10 ปีก็ตาม ทว่าหากพิจารณาว่าหุ้น 40 ตัวของยุโรปที่เน้นจ่ายปันผลสูงสุด ซึ่งรวมถึง บริษัทยา Sanofi และ บริษัทขนส่ง Deutsche Post รวมถึงบริษัทจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ Brentag นั้น มียิลด์ปันผลเกือบ 4% ทว่าหุ้น 70 ตัวของสหรัฐที่เน้นจ่ายปันผลสูงสุด มียิลด์ปันผลราว 2.3%


ซึ่งในแง่ของความเหลือเฟื้อของกำไรที่จะมาเป็นเงินปันผลในอนาคต หุ้นยุโรปแม้ยิลด์จะสูงก็ยังปลอดภัยกว่า โดยยุโรปมี Payout ratio เฉลี่ยที่ราว 40% ในขณะที่หุ้นสหรัฐที่จ่ายยิลด์ปันผลต่ำกว่า มี Payout ratio เฉลี่ยเกือบ 60% ตัวอย่างการลงทุนดังกล่าวในฝั่งยุโรป อาทิ SPDR S&P Euro Dividend Aristocrats Ucits ETF


สำหรับผู้ที่สนใจหุ้นทั่วโลกที่จ่ายเงินปันผลงาม ก็มีให้เลือกหลายกอง อาทิ  ETF อย่าง State Street SPDR S&P Global Dividend ETF ซึ่งถือหุ้นทั่วโลก รวมถึงสหรัฐ โดยปัจจุบันมียิลด์ราว 5% นออกจากนี้ ยังมี ETF อย่าง iShares International Select Dividend ETF และ Vanguard International High Dividend Yield ETF ที่มีหุ้นนอกสหรัฐมากถึง 1,500 ตัว โดย ETF ทั้งสามตัวนี้ ถือหุ้นกลุ่ม European dividend aristocrats อีกด้วย
 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

สุรเมธี มณีสุโข

สุรเมธี มณีสุโข

บรรรณาธิการข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย