
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Bitcoin ไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ของนักลงทุนรายย่อยหรือสถาบันการเงินอีกต่อไป แต่เริ่มขยับเข้ามาอยู่ในระดับ “รัฐ” มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในประเทศขนาดเล็กที่มองหาเครื่องมือใหม่ในการสร้างรายได้ ดึงดูดเงินทุน หรือเพิ่มทางเลือกให้กับระบบเศรษฐกิจ
โดยในบทความนี้ได้ยกตัวอย่างที่ให้เห็นภาพชัดเจนอย่าง เอลซัลวาดอร์ และ ภูฏาน เพราะทั้งสองประเทศต่างมี Bitcoin อยู่ในระดับรัฐเหมือนกัน แต่เส้นทาง วิธีคิด และแรงกดดันที่กำลังเผชิญกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ฝั่งเอลซัลวาดอร์คือประเทศที่ประกาศตัวกับโลกอย่างเปิดเผยว่าเลือกเดินบนเส้นทาง Bitcoin โดยเริ่มจากการทำให้ Bitcoin เป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในปี 2021 พร้อมสร้างภาพจำว่าเป็น “รัฐ Bitcoin” แห่งแรกของโลก
ส่วนภูฏานกลับเป็นอีกโมเดลหนึ่งที่เรียกได้ว่ามาเงียบ ๆ แต่มานะ เพราะว่าไม่ได้เริ่มจากการประกาศนโยบายใหญ่โต แต่ใช้พลังงานน้ำของประเทศมาขุด Bitcoin ผ่านกองทุนรัฐอย่าง Druk Holding and Investments หรือ DHI มาหลายปี
และในวันนี้ ทั้งสองประเทศกำลังเข้าสู่บททดสอบใหม่ของ Bitcoin Reserve คนละแบบ เอลซัลวาดอร์ยังถือ Bitcoin ต่อ แม้ถูก IMF กดดันให้ลดบทบาท ส่วนภูฏาน แม้ปฏิเสธว่าไม่ได้ขาย แต่ข้อมูล on-chain กลับทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า Bitcoin ที่เคยขุดและสะสมไว้ กำลังถูกนำไปใช้ทำอะไร?
สำหรับเอลซัลวาดอร์ เส้นทาง Bitcoin เริ่มมาตั้งแต่ปี 2021 เมื่อรัฐบาลของประธานาธิบดี Nayib Bukele ผลักดันให้ประเทศกลายเป็นชาติแรกของโลกที่รับรอง Bitcoin เป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายควบคู่กับดอลลาร์สหรัฐ
โดยสภาของเอลซัลวาดอร์ได้อนุมัติกฎหมายดังกล่าวในเดือนมิถุนายน 2021 เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน
ก่อนกฎหมายมีผลเพียงหนึ่งวัน รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ได้เริ่มซื้อ Bitcoin ชุดแรก โดย Bukele เปิดเผยว่า ประเทศถือ Bitcoin แล้ว 400 BTC ในวันที่ 6 กันยายน 2021 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างคลัง Bitcoin ระดับรัฐอย่างเป็นทางการ
นับจากนั้น เอลซัลวาดอร์ไม่ได้ถือ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์เก็งกำไรเพียงอย่างเดียว แต่พยายามวาง Bitcoin ให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ประเทศ ทั้งในแง่การดึงดูดนักลงทุน การสร้างภาพลักษณ์ประเทศที่เปิดรับนวัตกรรมการเงิน และการผลักดันตัวเองให้เป็นศูนย์กลางด้านคริปโทในลาตินอเมริกา
อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ไม่ได้ราบรื่น เพราะ Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง และการนำมาเชื่อมกับนโยบายรัฐทำให้เอลซัลวาดอร์ถูกจับตาจากทั้งตลาดการเงิน สถาบันจัดอันดับเครดิต และ IMF โดยเฉพาะในประเด็นความเสี่ยงต่อฐานะการคลัง ความโปร่งใส และเสถียรภาพทางการเงิน
อีกทั้ง ในปี 2024 ก็มีผลสำรวจออกมา โดยชี้ว่า 92% ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่ได้ใช้ Bitcoin ในการทำธุรกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน แม้จะเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายก็ตาม
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนในประเทศไม่ได้สนใจกับการทีแม้เอลซัลวาดอร์จะสามารถสร้างภาพจำในระดับโลกว่าเป็น “ประเทศที่ยอมรับ Bitcoin ประเทศแรก ๆ” ได้สำเร็จ แต่ในระดับการใช้งานจริงของประชาชน Bitcoin ยังไม่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างที่รัฐบาลเคยคาดหวังไว้
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะเจอแรงกดดันต่อเนื่อง เอลซัลวาดอร์ก็ยังไม่ถอยจากเส้นทางนี้ทั้งหมด ปัจจุบันข้อมูลจาก BitcoinTreasuries ระบุว่า รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ถือ Bitcoin อยู่ราว 7,655 BTC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 589 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2026
อย่างไรก็ตาม แม้เอลซัลวาดอร์จะยังรักษาภาพของการเป็น “รัฐ Bitcoin” เอาไว้ได้ แต่เส้นทางนี้ก็เริ่มซับซ้อนมากขึ้น เมื่อประเทศต้องเจรจากับ IMF เพื่อขอรับเงินกู้ก้อนใหญ่ และ Bitcoin ก็กลายมาเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ถูกนำมาพิจารณา
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 IMF ได้อนุมัติเงินกู้แบบ Extended Fund Facility หรือ EFF ให้เอลซัลวาดอร์เป็นระยะเวลา 40 เดือน วงเงินรวมประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์ โดยเงินกู้ชุดนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้เอลซัลวาดอร์ปรับสมดุลเศรษฐกิจ เสริมความแข็งแกร่งด้านการคลัง ฟื้นฟูเงินสำรองระหว่างประเทศ เพิ่มเสถียรภาพของระบบการเงิน และยกระดับธรรมาภิบาลของภาครัฐ
พูดง่าย ๆ คือ ดีลนี้ไม่ได้เป็นแค่เงินกู้ธรรมดา แต่เป็นเหมือนกรอบปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของเอลซัลวาดอร์ในระยะหลายปีข้างหน้า โดย IMF ต้องการให้ประเทศลดความเสี่ยงเชิงระบบ และทำให้ฐานะการคลังกลับมาอยู่ในระดับที่น่าเชื่อถือมากขึ้น
หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือเรื่อง Bitcoin เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา IMF แสดงความกังวลต่อการที่เอลซัลวาดอร์นำ Bitcoin เข้ามาเชื่อมกับนโยบายรัฐ ทั้งในแง่ความผันผวนของราคา ความเสี่ยงต่อฐานะการคลัง ความโปร่งใสของการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล และความเสี่ยงต่อระบบการเงินโดยรวม
ภายใต้กรอบเงินกู้ดังกล่าว เอลซัลวาดอร์จึงต้องปรับนโยบาย Bitcoin หลายด้าน โดยเฉพาะการทำให้การรับ Bitcoin ของภาคเอกชนเป็นเรื่อง “สมัครใจ” ไม่ใช่ข้อบังคับเหมือนในช่วงแรก
นอกจากนี้ การชำระภาษีจะต้องทำเป็นดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น เพื่อลดความซับซ้อนและความเสี่ยงจากการใช้สินทรัพย์ที่มีราคาผันผวนสูงในระบบการคลังของรัฐ
อีกเงื่อนไขสำคัญคือ การจำกัดบทบาทของภาครัฐในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin ไม่ว่าจะเป็นธุรกรรม การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin รวมถึงการซื้อ Bitcoin เพิ่มเติมในระดับภาครัฐ
ขณะเดียวกัน IMF ยังต้องการให้รัฐบาลค่อย ๆ ถอนบทบาทออกจาก Chivo wallet ซึ่งเป็นกระเป๋าคริปโตของรัฐที่เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการผลักดันให้ประชาชนเข้าถึง Bitcoin
เป้าหมายของ IMF นั้นชัดเจนมาก คือการลดความเสี่ยงที่ Bitcoin อาจสร้างต่อเศรษฐกิจมหภาคของเอลซัลวาดอร์ เพราะเมื่อรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงมากเกินไป ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่แค่กำไรหรือขาดทุนจากราคา Bitcoin เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน เจ้าหนี้ระหว่างประเทศ ต้นทุนการกู้ยืม และเสถียรภาพทางการเงินของประเทศด้วย
แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่ทำให้กรณีของเอลซัลวาดอร์น่าสนใจ คือแม้จะยอมปรับนโยบายบางส่วนตามกรอบของ IMF แต่ประธานาธิบดี Nayib Bukele ก็ไม่ได้ถอยออกจาก Bitcoin อย่างสิ้นเชิง
เอลซัลวาดอร์ให้คำมั่นต่อ IMF ว่าจะยอมลดบทบาท Bitcoin ในเชิงกฎระเบียบและการใช้งานภายในประเทศ เพื่อให้ดีลเงินกู้เดินหน้าได้ แต่ในเชิงภาพลักษณ์ ประเทศยังคงพยายามรักษาสถานะของการเป็น “รัฐ Bitcoin” เอาไว้ โดยเฉพาะการถือ Bitcoin เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ
ตรงนี้คือความย้อนแย้งที่สำคัญมาก เพราะก่อนหน้านี้ IMF เคยกดดันให้เอลซัลวาดอร์จำกัดบทบาท Bitcoin เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางการเงิน แต่สุดท้ายเอลซัลวาดอร์ก็ยังสามารถได้ดีลเงินกู้จาก IMF และก็ไม่ได้เลิกซื้อ Bitcoin เช่นกัน
ปัจจุบัน เอลซัลวาดอร์ได้ผ่านแรงกดดันจาก IMF มาแล้ว และก็ยังรักษาแนวทางเดิมของตนเองที่จะซื้อ Bitcoin วันละหนึ่งเหรียญ ซึ่งล่าสุดถือ Bitcoin อยู่ราว 7,655 BTC มูลค่ากว่า 588 ล้านดอลลาร์ ทำให้เอลซัลวาดอร์ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ถือ Bitcoin มากที่สุดในโลก
กรณีของเอลซัลวาดอร์จึงไม่ได้สะท้อนแค่ว่าประเทศหนึ่ง “ยังถือ Bitcoin” หรือไม่ แต่สะท้อนคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า เมื่อ Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์ระดับรัฐ ประเทศจะสามารถถือมันต่อไปได้มากแค่ไหน ภายใต้แรงกดดันจากระบบการเงินโลกที่ยังยึดอยู่กับกรอบแบบเดิม
ภูฏานเรียกได้ว่าเป็นประเทศที่ “เน้นทำ ไม่เน้นพูด” เพราะในช่วงแรกแทบไม่มีใครรู้เลยว่า ประเทศเล็ก ๆ ในเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้มี Bitcoin อยู่ในมือจำนวนมาก
กว่าที่เรื่องนี้จะเริ่มเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง ก็ต้องรอจนถึงปี 2023 หลังมีรายงานเปิดเผยว่า ภูฏานขุด Bitcoin ผ่านกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศอย่าง Druk Holding and Investments หรือ DHI มาหลายปีแล้ว
สิ่งที่ทำให้ภูฏานแตกต่างจากเอลซัลวาดอร์คือ จุดเริ่มต้นของทั้งสองประเทศไม่เหมือนกัน เอลซัลวาดอร์เริ่มจากการประกาศนโยบายระดับประเทศและซื้อ Bitcoin เข้าคลังโดยตรง แต่ภูฏานเริ่มจากการใช้ทรัพยากรที่ตัวเองมีอยู่แล้ว นั่นคือ “พลังงานน้ำ” มาต่อยอดเป็นการขุด Bitcoin
ตามข้อมูลที่เปิดเผยมาในภายหลัง ภูฏานเริ่มเข้าสู่ธุรกิจขุด Bitcoin ตั้งแต่ราวปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคา Bitcoin อยู่ประมาณ 5,000 ดอลลาร์เท่านั้น ทำให้ภูฏานถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้ามาในตลาด Bitcoin ค่อนข้างเร็ว เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่เพิ่งเริ่มสนใจหลังราคา Bitcoin พุ่งขึ้นในรอบหลัง ๆ
เหตุผลที่ภูฏานสามารถทำแบบนี้ได้ เพราะประเทศมีแหล่งพลังงานน้ำจำนวนมากจากภูมิประเทศในเทือกเขาหิมาลัย ไฟฟ้าพลังน้ำถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจภูฏานอยู่แล้ว จึงทำให้การนำไฟฟ้าส่วนหนึ่งมาใช้กับเหมือง Bitcoin ถูกวางให้เป็นโมเดล “green mining” หรือการขุด Bitcoin ด้วยพลังงานสะอาด
พูดง่าย ๆ คือ ภูฏานไม่ได้มอง Bitcoin แค่ในฐานะสินทรัพย์การเงิน แต่ใช้ Bitcoin เป็นวิธีเปลี่ยน “พลังงาน” ให้กลายเป็น “สินทรัพย์ดิจิทัล” โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศต้องการกระจายแหล่งรายได้ ลดการพึ่งพาการท่องเที่ยว และมองหาเครื่องมือใหม่ในการสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจ
ต่อมาในปี 2023 แผน Bitcoin ของภูฏานเริ่มชัดเจนขึ้น หลัง DHI ประกาศความร่วมมือกับ Bitdeer บริษัทขุด Bitcoin ที่จดทะเบียนในตลาด Nasdaq เพื่อพัฒนาโครงการขุดคริปโตพลังงานสะอาดในภูฏาน โดยมีเป้าหมายระดมทุนราว 500 ล้านดอลลาร์สำหรับขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านเหมืองขุด
ความน่าสนใจคือ ภูฏานเคยถูกประเมินว่าเป็นหนึ่งในรัฐบาลที่ถือ Bitcoin มากที่สุดในโลก โดย Arkham เปิดเผยเมื่อเดือนกันยายน 2024 ว่า ภูฏานถือ Bitcoin อยู่ราว 13,000 เหรียญ มูลค่าราว 750 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 27.9% ของ GDP ปี 2023
ตัวเลขนี้สูงกว่าเอลซัลวาดอร์ในช่วงเวลาเดียวกันมากกว่า 2 เท่า ทั้งที่ภูฏานมีประชากรน้อยกว่ามาก สะท้อนว่า ภูฏานไม่ได้เป็นเพียงประเทศเล็กที่ทดลองขุด Bitcoin แต่เป็นหนึ่งในผู้เล่นระดับรัฐที่สะสม Bitcoin ไว้จำนวนมากอย่างเงียบ ๆ
ประเด็นร้อนล่าสุดคือ ข้อมูล on-chain จาก Arkham ที่ชี้ว่า wallet ที่เชื่อมโยงกับ DHI มี Bitcoin ไหลออกอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
โดยรายงานล่าสุดระบุว่า มูลค่าการไหลออกอาจสูงถึงราว 1,000 ล้านดอลลาร์ และการถือครองใน wallet ที่ Arkham ติดตามลดลงจากประมาณ 13,000 BTC ในเดือนตุลาคม 2024 เหลือเพียงราว 3,100 BTC ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การโอน Bitcoin ออกจาก wallet ที่ถูกเชื่อมโยงกับภูฏานครั้งนี้ ยังทำให้ตลาดตั้งคำถาม เพราะโดยทั่วไป การส่ง Bitcoin ไปยังกระดานเทรด, OTC desk หรือบริษัท trading มักถูกตีความว่าอาจเกี่ยวข้องกับการขาย หรือการนำสินทรัพย์ไปใช้ทำธุรกรรมบางอย่าง
แต่การติดตามข้อมูลบนบล็อกเชน ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ เพราะข้อมูล on-chain มองเห็นได้เพียง “การเคลื่อนย้าย” ของ Bitcoin เท่านั้น ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเมื่อเหรียญถูกส่งเข้าแพลตฟอร์มรวมศูนย์แล้ว มีการขายจริงหรือไม่ เพราะรายละเอียดอย่าง order book หรือธุรกรรมภายในแพลตฟอร์มไม่ได้แสดงอยู่บนบล็อกเชน
นั่นหมายความว่า เรายังไม่สามารถฟันธงได้ว่า ภูฏานขาย Bitcoin จริงทั้งหมดหรือไม่
เพราะฝั่ง DHI เองก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ขาย โดย Ujjwal Deep Dahal ซีอีโอของ DHI ระบุว่า “จำไม่ได้ว่าครั้งล่าสุดที่เราขาย Bitcoin คือเมื่อไหร่” แต่ขณะเดียวกัน DHI ก็ไม่ได้อธิบายรายละเอียดว่า Bitcoin ที่ไหลออกถูกโอนไปทำอะไร และไม่ได้เปิดเผยยอดถือครองล่าสุดอย่างชัดเจน
นี่คือจุดที่ทำให้เรื่องภูฏานน่าสนใจกว่าการสรุปสั้น ๆ ว่า “ขาย” หรือ “ไม่ขาย” เพราะความเป็นไปได้มีมากกว่านั้น Bitcoin ที่ถูกโอนออกอาจถูกใช้เพื่อ custody, lending, collateral, ดีล OTC หรือการจัดโครงสร้างสินทรัพย์บางอย่างที่ไม่ใช่การขาย spot โดยตรงก็ได้
อีกทั้ง แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับบริษัทเทรดที่ได้รับ Bitcoin จาก wallet ที่ Arkham เชื่อมโยงกับภูฏาน ยืนยันว่ายังไม่มีการขายเกิดขึ้นในช่วงล่าสุด แต่การไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนก็ยังทิ้งช่องว่างให้ตลาดตั้งคำถามต่อไป
อีกประเด็นที่ทำให้กรณีภูฏานยิ่งน่าจับตาคือ ในเดือนธันวาคม 2025 ภูฏานประกาศโครงการ Bitcoin Development Pledge โดยตั้งใจจะใช้ Bitcoin สูงสุด 10,000 BTC เพื่อสนับสนุนการพัฒนา Gelephu Mindfulness City เขตเศรษฐกิจใหม่ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งถูกวางให้เป็นโครงการเศรษฐกิจระยะยาวและเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ของภูฏานในฐานะประเทศที่เน้นความยั่งยืนและคุณภาพชีวิต
ในวันประกาศ Bitcoin จำนวน 10,000 BTC มีมูลค่าประมาณ 860 ล้านดอลลาร์ แต่หากข้อมูล on-chain ที่ Arkham ติดตามถูกต้อง และภูฏานเหลือ Bitcoin ใน wallet ที่เชื่อมโยงกับ DHI เพียงราว 3,100–3,300 BTC ก็จะเกิดคำถามทันทีว่า ประเทศยังมี Bitcoin เพียงพอต่อแผนดังกล่าวหรือไม่ หรือยังมี Bitcoin บางส่วนถูกซ่อนไว้ใน wallet อื่นอีก ที่ตลาดยังมองไม่เห็น
ตรงนี้สะท้อนภาพใหญ่ที่สำคัญมาก นั่นคือ Bitcoin Reserve ของรัฐอาจไม่ได้มีหน้าที่เพียง “ซื้อแล้วถือยาว” เหมือนที่นักลงทุนหลายคนเข้าใจ
แต่ในโลกของรัฐบาล Bitcoin อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งทุนสำรอง สินทรัพย์ค้ำประกัน แหล่งสภาพคล่อง เครื่องมือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือแม้แต่สินทรัพย์ที่นำไปเชื่อมกับโครงการเศรษฐกิจระยะยาว
เอลซัลวาดอร์จึงเป็นตัวอย่างของรัฐที่ยังพยายามรักษา Bitcoin narrative เอาไว้ แม้ต้องอยู่ภายใต้กรอบของ IMF
ส่วนภูฏานคือรัฐที่แสดงให้เห็นว่า Bitcoin ที่ได้มาจากการขุดด้วยทรัพยากรของประเทศ อาจกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ยืดหยุ่นกว่าการถือเฉย ๆ แต่ก็แลกมากับคำถามเรื่องความโปร่งใส
สิ่งที่เกิดขึ้นกับเอลซัลวาดอร์และภูฏานบอกเราว่า Bitcoin Reserve ของรัฐยังอยู่ในช่วงแรกเท่านั้น ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าประเทศควรซื้อ ถือ ขุด ใช้ หรือขายอย่างไร
เอลซัลวาดอร์เลือกเส้นทางที่เปิดเผยและเป็นการเรียกกระแสได้ดีมาก เพราะหลายคนก็รู้จักประเทศนี้ จากการสนับสนุนบิตคอยน์
แต่ประเด็นสำคัญที่ทำให้เชื่อว่า เอลซัลวาดอร์ไม่ได้เข้ามาถือบิตคอยน์เพียงเพื่อเกาะกระแสเท่านั้น เพราะประเทศนี้ถูก IMF กดดันให้ลดบทบาท Bitcoin เพื่อแลกกับเสถียรภาพทางการเงินและเงินกู้ระหว่างประเทศ แต่ก็ยังไม่ถอยจากภาพใหญ่ของการถือ Bitcoin เป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์
ด้านภูฏานเลือกเส้นทางที่เงียบกว่า เพราะใช้พลังงานน้ำเปลี่ยนเป็น Bitcoin ผ่านการขุด แต่เมื่อ Bitcoin มีมูลค่าสูงขึ้นและเริ่มถูกโยกย้ายออกจาก wallet ที่ตลาดติดตาม คำถามก็เปลี่ยนจาก “ภูฏานขุด Bitcoin ได้เท่าไร” ไปเป็น “ภูฏานกำลังใช้ Bitcoin เหล่านั้นอย่างไร”
สุดท้าย ประเด็นนี้อาจไม่ใช่แค่ข่าวว่าใครถือมากกว่า ใครขายหรือไม่ขาย แต่เป็นภาพสะท้อนของยุคใหม่ที่ Bitcoin เริ่มเข้ามาอยู่ในระดับนโยบายรัฐจริง ๆ
และเมื่อ Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์ของประเทศ สิ่งที่ตลาดต้องการอาจไม่ใช่แค่คำว่า “ยังถืออยู่” แต่คือความชัดเจนว่า รัฐบาลกำลังถือเพื่ออะไร ใช้อย่างไร และบริหารความเสี่ยงอย่างโปร่งใสแค่ไหน
อ้างอิง : bitcointreasuries arkham imf imf imf euronews forbes efin

Digital Asset Reporter, efinanceThai