ตลท.ใช้หลักธรรม ฟื้นฟูแก่นแท้ตลาดทุน วางรากฐานธุรกิจสู่ความยั่งยืน

efinAI
ตลาดหลักทรัพย์ฯ น้อมหลักธรรมะ” จากพระอาจารย์ชยสาโร ฟื้นฟูรากฐานตลาดทุนไทย แก่นแท้วางรากฐานแห่งความยั่งยืน สอดคล้องกรอบ ESG หลักบริหารจิตใจ สู่การตัดสินใจบนข้อมูล เหตุผล ผ่าน”สติ” วิเคราะห์การลงทุนเน้นคุณค่าที่แท้จริง
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงการสอดแทรกหลักธรรมะเข้ากับการพัฒนาตลาดทุนอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบ ESG ว่าเป็นสองสิ่งที่เชื่อมโยงกัน ความเข้มแข็งของตลาดทุนไม่ได้เกิดจากตัวเลขหรือกำไรเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต และจิตใจที่ดีของทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจดทะเบียน นักลงทุน หรือพนักงานทุกระดับ
“ที่ผ่านมาเกิดข่าวการทุจริตฉ้อฉลสร้างความเสียหายต่อระบบตลาดทุนมากมาย ซึ่งรากเหง้าของปัญหามักมาจากการขาดซึ่งจริยธรรมและธรรมาภิบาลในใจของผู้คน สอดคล้องกับหลักการ ESG”
การวางรากฐานหลักธรรมะ สอดคล้องกับหลักการESG ตั้งแต่มีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล บริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) สังคมรอบข้าง เมื่อนักลงทุน มีหลักธรรมวิเคราะห์การตัดสินใจเลือกลงทุนในธุรกิจที่มีคุณค่า ธุรกิจลดความเสี่ยง มีความโปร่งใส บริหารจัดการด้วยธรรมาภิบาล มีโอกาสเติบโต จึงมีความยั่งยืนในอนาคต
หลักธรรม กับการฟื้นฟูลงทุน
ด้วยเหตุนี้ หลักธรรมที่พระอาจารย์ได้เมตตาถ่ายทอดจึงมีคุณค่าอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหลักธรรม 3 ประการ ได้แก่ การทำความดี การใช้สติ และอุเบกขา ล้วนเกื้อหนุนกัน และขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้
การทำความดี คือรากฐานของทุกอย่าง หากบริษัทดำเนินธุรกิจด้วยความสุจริต ไม่มีการโกงกิน ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ นักลงทุนก็จะมีความเชื่อมั่น และตลาดทุนก็จะเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
สติ (Mindfulness) คือเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในโลกของการลงทุน เพราะโลกกำลังเผชิญกับภาวะความผันผวนที่ยากจะคาดเดา ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมัน หรือวิกฤตการณ์ที่คาดไม่ถึง นักลงทุนที่มีสติจะไม่ตื่นตระหนก ศึกษาข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ วิเคราะห์ก่อนตัดสินใจ ขณะที่ผู้บริหารบริษัทจะต้องบริหารจัดการธุรกิจด้วยสติ ป้องกันความเสี่ยง และรับมือกับปัญหาได้อย่างเป็นระบบ ไม่หวั่นไหวจนเกินเหตุ จึงนำพาองค์กรผ่านพ้นวิกฤตได้
อุเบกขา หรือความเป็นกลาง ถือเป็นตัวกำกับสูงสุด ที่คอยกลั่นกรองข้อมูลและอารมณ์ออกจากกัน ช่วยให้ตัดสินใจบนหลักการอย่างมีเหตุและผล ไม่ปะปนด้วยอารมณ์ อคติ ความโลภ หรือความกลัว
“แม้ว่าการนำหลักธรรมเข้ามาปฏิบัติในชีวิตของนักธุรกิจและนักลงทุนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดคือการตระหนักว่าสติและปัญญาเป็นสิ่งที่ฝึกได้ และเมื่อมีสติ ปัญญาก็จะเกิดขึ้น หากทุกคนในระบบตลาดทุนยึดมั่นในการทำความดี ฝึกสติในการรับข้อมูล และใช้อุเบกขาในการตัดสินใจ ตลาดทุนไทยจะไม่เพียงแข็งแกร่งในเชิงตัวเลข แต่จะเป็นตลาดทุนที่มีคุณธรรมเป็นรากฐาน จึงเกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง”
“การลงทุน” ผลลัพธ์จากตัวเลข ภาพสะท้อนจากจิตใจที่มั่นคง
พระอาจารย์ชยสาโร เทศนา ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าการลงทุนไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่ยังเกี่ยวข้องกับ “ใจ” โดยเปรียบการซื้อหุ้นเป็นการลงทุนที่ต้องบริหารจัดการ “เวลาที่เหมาะสมในการซื้อ” และ “เวลาที่เหมาะสมเมื่อไหร่ควรขาย” หลังจากถือหุ้นมาสักระยะ เกิดการยึดติด และมีคำถามเชิงอารมณ์กับตัวเอง อาจมีความรู้สึกเสียดายและความกลัวขึ้นมาในใจเมื่อต้องตัดสินใจวิเคราะห์ความคุ้มค่ากับการลงทุน
“เรากลัวว่า ถ้าขายตอนนี้ แล้วราคาหุ้นกลับมาดีขึ้น เราจะเสียใจ หรือถ้าตัดสินใจทิ้งไป ทั้งที่อดทนถือมานาน การลงทุนที่ผ่านมาจะเหมือนสูญเปล่า ความรู้สึกนี้เรียกว่า Sunk Cost Fallacy หรือ ‘กับดักต้นทุนจม’ ที่ต้องวิเคราะห์ปัจจัยนอกเหนือจากความคุ้มค่าที่แท้จริง แต่เพราะเราเสียดายสิ่งที่ลงทุนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา ความพยายาม หรือแม้แต่ความรู้สึก”
มนุษย์ กับการตัดสินใจ เมื่ออารมณ์มักชนะเหตุผล
กลไกการตัดสินใจของมนุษย์เป็นสิ่งที่ควรศึกษาและทำความเข้าใจ เพราะมนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลเป็นหลัก ทุกคนต่างได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ ความรู้สึก ความกลัว ความเสียดาย และความคิดของตัวเองอยู่ตลอดเวลา แม้แต่นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญก็ไม่สามารถแยก “วิชาการ” ออกจาก “ชีวิตส่วนตัว” ได้อย่างสมบูรณ์
ขั้นตอนสุดท้ายของการตัดสินใจไม่ได้เกิดจากข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากจิตใจที่ตีความข้อมูล สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การรู้สิ่งที่ผิดและถูก แต่อยู่ที่การมองให้ขาดถึงปัจจัยที่ช่วยให้การตัดสินใจเด็ดขาด ก้าวข้ามอุปสรรค และเข้าใจทั้งธุรกิจ ชีวิต และการทำงาน
“หลายครั้งสิ่งที่ฉุดเราไว้ให้ลังเล ไม่ใช่สถานการณ์ภายนอก แต่คือความกลัวและความเสียดายในใจเราเอง เราจึงต้องฝึกจิตภายในให้มีความเป็นกลาง พ้นจากความลำเอียงชั่วคราว ไม่โลภ รู้จักปล่อยวาง วางเฉยในช่วงที่ต้องขาย หรือมีสถานการณ์กดดัน หากไม่เคยภาวนา ก็ไม่เห็นความสำคัญของการฝึกจิต ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจในทุกเรื่อง”
อ่านจังหวะซื้อขาย ทางแยก ไปต่อหรือ ปล่อยวาง
สิ่งที่ส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างชัดเจน คือเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด อย่างเช่น “สงคราม” ที่การเดินหน้าต่อมักเกิดจากความรู้สึกว่า ถ้าหยุดตอนนี้ ความสูญเสียที่ผ่านมา เช่น การเสียชีวิตของทหารหรือพลเรือน จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมาย
“อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ทำให้ความเสียหายขยายตัวมากกว่าเดิม เพียงเพราะเราไม่กล้ายอมรับว่าสิ่งที่ผ่านมานั้นเป็นต้นทุนที่เรียกคืนไม่ได้แล้ว ดังนั้น คำถามสำคัญของชีวิตและการลงทุนคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเวลาไหนควรไปต่อ และเวลาไหนควรวาง?”
การตัดสินใจในการลงทุนจึงไม่เกี่ยวกับการยึดติดกับสิ่งที่ลงทุนไปแล้ว แต่คือการกล้ายอมรับความจริงในปัจจุบัน และเลือกทางที่เหมาะสมที่สุดเพื่อก้าวต่อไปสู่อนาคต ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่าอดีตถูกต้องหรือไม่ แต่เพื่อไม่ให้อดีตที่เกิดขึ้นแล้วกลายมาเป็นภาระที่ทำให้ตัดสินใจผิดพลาดซ้ำอีกครั้ง
ดับทุกข์จากความเข้าใจ
ชีวิตไม่ได้คือทุกข์ตลอดเวลา แต่ทุกข์เกิดขึ้นเมื่อเราขาดสติในการเผชิญกับสิ่งที่มากระทบ เหมือนการเผชิญหน้ากับงูพิษในป่า งูไม่ได้กัดทุกคน แต่ถ้าเราเหยียบหางมันหรือเข้าใกล้โดยไม่ระวัง ก็ย่อมเจ็บปวด สิ่งแวดล้อมรอบตัวก็เช่นกัน มันไม่ได้มีพิษในตัวเอง แต่กลายเป็นพิษได้เมื่อขาดความรู้เท่าทัน
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ปัญหากับทุกข์ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ปัญหาเรื่องเงินทอง ความสัมพันธ์ หรือเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนา คือเพียงความยุ่งยากในชีวิต แต่จะกลายเป็นทุกข์ที่แท้จริงก็ต่อเมื่อตัณหาเข้ามาผสมโรง หากจิตของเราไม่ร่วมมือกับสิ่งนั้น ความยุ่งยากก็ยังคงเป็นแค่ความยุ่งยาก ไม่บานปลายกลายเป็นทุกข์ฝังใจ
พรหมวิหาร หลักธรรม นำชีวิต
คำตอบที่เป็นเครื่องเตือนใจคือ ธรรมะ แต่ไม่ควรยึดเหนี่ยวคำสอนเพียงข้อใดข้อหนึ่งมาใช้อย่างโดดเดี่ยว จะต้องผสมผสานร่วมกัน อย่างเช่น พรหมวิหาร 4 ประกอบด้วย เมตตา (loving-kindness — ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข) กรุณา (compassion — ความสงสารและต้องการให้ผู้อื่นพ้นทุกข์) มุทิตา (sympathetic joy — ความยินดีและพลอยสุขใจเมื่อผู้อื่นได้ดี) และอุเบกขา (equanimity — ความวางเฉยเป็นกลาง ไม่หวั่นไหวต่อสุขหรือทุกข์) ทุกข้อต้องทำงานร่วมกัน โดยมีอุเบกขาเป็นตัวกำกับ เพราะอุเบกขาคือตัวแทนของปัญญา
“หากมีเพียงเมตตาอย่างเดียว มักมองแค่ระยะสั้น อยากให้คนที่รักหายทุกข์โดยเร็ว จนบางครั้งกลับสร้างความอ่อนแอให้เขา อย่างการเลี้ยงลูกที่ปกป้องมากเกินไปจนลูกไม่รู้จักแก้ปัญหาเอง อุเบกขาจึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้มองครบทั้งภาพระยะสั้นและระยะยาว ทั้งข้อดีและข้อเสีย อย่างละเอียดและเป็นกลาง”
ชำระกรรมเก่าด้วยสติ ไม่ใช่การหนี
เมื่อเกิดเหตุการณ์พลัดพรากหรือสูญเสีย จิตมักตอบสนองด้วยความเศร้าโศก วิตกกังวล หรือแม้แต่ความคิดที่รุนแรงขึ้นมาเอง สิ่งสำคัญไม่ใช่การห้ามไม่ให้ความคิดเหล่านั้นเกิด แต่คือเราจะรับมือกับมันอย่างไรเมื่อมันเกิดขึ้น
นี่คือหัวใจของการปฏิบัติธรรม เมื่อมีสติรู้ทันว่าความคิดหรืออารมณ์นั้นกำลังเกิดขึ้น แล้วถือไว้ด้วยความเป็นกลางโดยไม่หลงไหลตาม จากนั้นค่อยปล่อยวาง ทุกครั้งที่ทำเช่นนี้ได้ ความถี่และความรุนแรงของอารมณ์นั้นจะค่อยๆ เบาลง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “การชำระกรรมเก่า” ไม่ใช่การรอให้กรรมหมดเอง แต่คือการฝึกจิตซ้ำๆ จนกระทั่งสิ่งที่เคยทำให้เราพังทลาย กลายเป็นเพียงสิ่งที่เราผ่านไปได้อย่างมั่นคง
Related Topics
Reported by

Prakadao Baengsuntia
Digital Asset News Editor, efinanceThai

