`กรุงไทย เอ็กซ์สปริง` มั่นใจหุ้นไทยยังเป็น Safe Haven มองดัชนี1,566 จุด พร้อม 5 หุ้นเด่นน่าเก็บ

รูป `กรุงไทย เอ็กซ์สปริง`  มั่นใจหุ้นไทยยังเป็น Safe Haven มองดัชนี1,566 จุด พร้อม 5 หุ้นเด่นน่าเก็บ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -27 มี.ค. 69 11:46 น.

 

"กรุงไทย เอ็กซ์สปริง" ชูตลาดหุ้นไทย คือ Safe Haven ของนักลงทุนในยามสงคราม ชี้พื้นฐานแข็งแกร่ง - มีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง - ทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง - หนี้ต่างประเทศต่ำ เป้าหมายดัชนี SET ที่ 1,566 จุด ให้ GULF, WHA, ADVANC, BBL, CPALL เป็นหุ้นเด่น

นายณัฐวุฒิ จันทนะจุลพงศ์ นักกลยุทธ์ลงทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) ประเมินสถานการณ์ราคาพลังงานขยับสูงขึ้นทั่วโลกส่งผลนโยบายการเงินปั่นป่วน เป็นโอกาสของตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย คือ Safe Haven พร้อมแนะนำหุ้นเด่นที่น่าสนใจ ดังนี้

- ผลพวงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก จะส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะไทย ถูกมองว่าเป็น Safe Haven เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ Global Deleveraging หรือการเร่งลดภาระหนี้สินในวงกว้างเนื่องมาจากต้นทุนทางการเงินที่พุ่งสูงขึ้นจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ

1. การปรับทิศทางนโยบายการเงินของญี่ปุ่น (Unwind Yen) เพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อจากการนำเข้าพลังงาน

2. ท่าทีที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Hawkish Fed) ซึ่งส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ภาคเอกชน (Credit Spread) ในกลุ่ม Private Credit พุ่งสูงขึ้น จนเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้

- สภาวะดังกล่าวบีบให้รัฐบาลสหรัฐฯ จำเป็นต้องลดระดับความตึงเครียดของภาวะสงครามลง เพื่อควบคุมราคาน้ำมันและรักษาเสถียรภาพทางการคลัง เนื่องจากสหรัฐฯ มีสัดส่วนการกู้เงินระยะสั้นในรูปแบบ T-Bills สูงถึงร้อยละ 25 ของหนี้ทั้งหมด ซึ่งหากเกิดภาวะ Refinancing Shock จากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง จะนำไปสู่ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สาธารณะ (Default) ในที่สุด

- ปัจจัยด้านสงครามเริ่มคลี่คลาย ยุทธศาสตร์การแก้หนี้ของสหรัฐฯ จะกลับไปสู่การใช้กลไกทางภาษีแบบ Bracket Creep ร่วมกับการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน การแต่งตั้งประธานเฟดคนใหม่ (Kevin Warsh) คาดหวังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นภาคการจ้างงานที่อ่อนแอลง จนนำไปสู่สภาวะอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ (Negative Real Rate) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดมูลค่าหนี้ที่แท้จริงเมื่อเทียบกับ GDP (Nominal GDP)

- ยุทธศาสตร์นี้จะส่งผลโดยตรงให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญ จนนำไปสู่การเสื่อมถอยของระบบ Petrodollar โดยกลุ่มผู้ค้าพลังงานมีแนวโน้มหันไปใช้เงินหยวนที่มีทองคำหนุนหลัง (Gold-backed Yuan) แทน ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำหลังสงครามคลี่คลายยังมีโอกาสพุ่งสู่เป้าหมายที่ 5,771 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์

- เมื่อดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะเสื่อมค่าลง จะผลักให้กระแสเงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ (US Outflow) แล้วมุ่งหน้าเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็น Safe Haven เนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงและเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ขณะที่มีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่ำ

- ไทยยังจะได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของกลุ่มทุนญี่ปุ่น (FDI) ที่เผชิญภาวะต้นทุนผลิตพุ่งสูง (ต้นทุนนำเข้า, ค่าจ้างแรงงาน และ ต้นทุนการเงิน) และเงินเยนที่มีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าในครึ่งหลังของปี 2026 (ดอลลาร์อ่อนค่า และ การถอน QE ของ BoJ) สถานการณ์นี้คล้ายกับยุค Plaza Accord ที่บีบให้บริษัทญี่ปุ่นต้องขยายการลงทุนออกมา ซึ่ง ไทย ที่เป็นฐานผลิตเดิมจึงโอกาสรองรับ FDI ไหลเข้าต่อเนื่องได้

- การไหลเข้าของเงินทุนทั้งในรูปแบบ Hot Money และ Smart Money จะผลักดันให้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าสู่ระดับ 30.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งผลให้ Market Risk Premium ปรับลดลงเหลือ 4.67% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยปลดล็อกมูลค่าหุ้นไทยจากภาวะ Valuation Trap (มูลค่าถูก แต่ไม่มี Growth) โดยมีเป้าหมายดัชนี SET ที่ 1,566 จุด

- แนะนำลงทุนหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินทุน ได้แก่ GULF, WHA, ADVANC, BBL และหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศอย่าง CPALL


Editing by

Surametee Maneesukho

Surametee Maneesukho

News Editor, efinanceThai