ตลาดบอนด์กำลังประเมินสงครามอิหร่านต่ำไป – ไม่ใช่แค่เงินเฟ้อ แต่อาจเป็น Growth Shock

รูป ตลาดบอนด์กำลังประเมินสงครามอิหร่านต่ำไป – ไม่ใช่แค่เงินเฟ้อ แต่อาจเป็น Growth Shock

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -30 มี.ค. 69 17:17 น.

ผู้จัดการกองทุนพันธบัตรรายใหญ่ในวอลล์สตรีทบางส่วนมองว่า ตลาดการเงินกำลังประเมินความเสี่ยงที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะทำให้เศรษฐกิจซบเซาลงต่ำเกินไป ท่ามกลางราคาน้ำมันที่สูงกว่า 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ความขัดแย้งยังไม่มีแนวโน้มว่าจะสิ้นสุดลง เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัสไปที่ “Inflation shock ซึ่งทำให้ราคาพันธบัตรของสหรัฐฯ ร่วงลงรายเดือนลึกที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2024 เนื่องจากนักลงทุนเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีนี้

ขณะที่ผู้จัดการกองทุนบางแห่ง รวมถึง Pacific Investment Management Co., JPMorgan Chase & Co. และ Columbia Threadneedle Investments มองในทิศทางตรงกันข้าม และกำลังเตรียมพร้อมรับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่จะนำไปสู่การฟื้นตัวของตลาดพันธบัตรและกดผลตอบแทนหรือบอนด์ยีลด์ให้ต่ำลง

เคลซีย์ เบอร์โร ผู้จัดการการลงทุนตราสารหนี้ของ JPMorgan Asset Management กล่าวว่า “ทุกวันที่ความขัดแย้งยังยืดเยื้อ ยิ่งทำให้ตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับผลกระทบเชิงลบต่อการเติบโตมากขึ้น ซึ่งจะกดให้บอนด์ยีลด์ลดต่ำลงในที่สุด”

บรรดานักเศรษฐศาสตร์เริ่มปรับลดคาดการณ์การเติบโต และเพิ่มโอกาสที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานและต้นทุนการกู้ยืมที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การร่วงลงในตลาดหุ้นเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภค โดย Goldman Sachs กล่าวว่า โอกาสที่จะเกิดภาวะถดถอยในอีก 12 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 30% ในขณะที่ Pimco มองว่ามีโอกาสมากกว่าหนึ่งในสาม

แม้มุมมองเชิงลบดังกล่าวจะส่งผลดีต่อพันธบัตร เพราะเพิ่มความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่ก็ยังไม่ใช่ในเวลานี้ ซึ่งเทรดเดอร์คาดว่า การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันจะทำให้ธนาคารกลางไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้เพราะยังต้องรับมือกับเงินเฟ้อที่ยังสูงเกินเป้าหมาย

ผลที่ตามมาคือ การเทขายพันธบัตรอย่างรุนแรง ซึ่งทำให้ผลตอบแทนพุ่งสูงขึ้น โดยบอนด์ยีลด์ อายุ 2 ปี และ 5 ปี เพิ่มขึ้นมากกว่า 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นในเดือนที่แล้ว ขณะที่บอนด์ยีลด์ อายุ 30 ปี เพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 5% ใกล้เคียงกับจุดพีคเมื่อปี 2023 หลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี

ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนคาดการณ์ว่า ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงจะผลักดันให้ต้นทุนสินค้าและบริการทุกประเภทปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้น 4.2% ในปีนี้ และในทางกลับกัน นั่นทำให้นักลงทุนคาดหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น เพื่อชดเชยมูลค่าผลตอบแทนที่ลดลงจากเงินเฟ้อ

ที่มา Bloomberg


Related Topics

Reporting & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju