| กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) พร้อมปรับลดประมาณการการเติบโตในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 3.1% เนื่องจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางซึ่งนำไปสู่วิกฤตราคาน้ำมัน ระบุมีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเสียหายหนัก รายงานดังกล่าวซึ่งเผยแพร่วานนี้ (14 เม.ย.) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศทั่วโลกคาดว่าจะขยายตัวที่ 3.1% ในปีนี้สำหรับกรณีฐาน ลดลงจากประมาณการเมื่อเดือนม.ค. ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 3.3% ภายใต้สมมติฐานว่าความขัดแย้งจะเกิดขึ้นชั่วคราวและยุติลงในไม่ช้า และราคาพลังงานปรับตัวในระดับปานกลางในปีนี้ ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด IMF ระบุว่า เศรษฐกิจโลกอาจเข้าใกล้ภาวะถดถอย (Recession) ซึ่งการเติบโตอาจต่ำกว่า 2% รายงานระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณทรุดตัวลงอย่างฉับพลันหลังสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้น ซึ่งก่อนเกิดสงคราม IMF เตรียมปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทั่วโลก เพื่อสะท้อนถึงแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ทั้งจากกระแสการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี ความตึงเครียดด้านนโยบายการค้าที่ผ่อนคลายลง การสนับสนุนทางการคลังในบางประเทศ และสภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวย กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่คาดการณ์ว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดย IMF ปรับลดประมาณการลงมาอยู่ที่ 3.9% ในปีนี้ จากที่เคยคาดการณ์ไว้ 4.2% ขณะที่ผลกระทบในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดว่าจะเป็นวาระสำคัญในการประชุมซึ่ง IMF และธนาคารโลกร่วมจัดขึ้น โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากหลายประเทศเดินทางมาร่วมประชุมที่กรุงวอชิงตันในสัปดาห์นี้ คาดการณ์เงินเฟ้อ สำหรับผลกระทบด้านเงินเฟ้อนั้น IMF ระบุว่ายังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากความหวังที่จะยุติความขัดแย้งยังมีความผันผวนรายวัน ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มมาตรการปิดล้อมทางทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันจันทร์ (13 เม.ย.) หลังจากที่การเจรจากับอิหร่านล้มเหลวในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังพิจารณากลับมาเจรจารอบใหม่ ซึ่งคาดว่าอาจเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ IMF คาดว่า ในฉากทัศน์แรก อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ 4.4% ในปีนี้ จากระดับ 4.1% ในปี 2025 ซึ่งสะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและอาหาร ก่อนลดลงสู่ระดับ 3.7% ในปี 2027 สำหรับฉากทัศน์ที่สอง ซึ่ง IMF เรียกว่าเป็นสภาวะที่ไม่พึงประสงค์นั้น คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 2.5% ในปีนี้ และอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 5.4% ปิแยร์-โอลิวิเยร์ กูแร็งชาส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF แถลงว่า ทุกวันที่ผ่านไปพร้อมกับการหยุดชะงักด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น กำลังทำให้เศรษฐกิจโลกขยับเข้าใกล้ฉากทัศน์ที่ไม่พึงประสงค์มากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด IMF คาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 110 ดอลลาร์ตลอดทั้งปี การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะต่ำกว่า 2% ซึ่งนับตั้งแต่ปี 1980 เคยเกิดขึ้นเพียง 4 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และวิกฤตการณ์การเงินโลกในปี 2008 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งแตะ 5.8% ในปี 2026 และพุ่งแตะ 6.1% ในปี 2027 คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.3% ในปีนี้ ลดลงเล็กน้อยจากประมาณการเดือนม.ค. ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 2.4% เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิจึงได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานน้อยกว่าประเทศอื่น ยุโรปคาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนในบรรดาเศรษฐกิจหลัก โดยเศรษฐกิจของเยอรมนีและสหราชอาณาจักรคาดว่าจะขยายตัวเพียง 0.8% ในปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะขยาย 1.1% ในฝั่งเยอรมนี และ 1.3% ในฝั่งสหราชอาณาจักร จีนคาดว่าจะขยายตัว 4.4% ลดลงเล็กน้อยจากคาดการณ์ที่ 4.5% ในเดือนม.ค. เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว ภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลางคาดว่าจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.9% จาก 3.6% ในปี 2025 โดยบาห์เรน อิรัก คูเวต และกาตาร์ จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจหดตัว ส่วนเศรษฐกิจอิหร่านคาดว่าจะหดตัวลง 6.1% ในปีนี้ เมื่อเทียบกับคาดการณ์เดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.1% ที่มา Bloomberg |