เจาะลึกสมรภูมิ “ช่องแคบฮอร์มุซ” สะเทือน 11 อุตสาหกรรมยักษ์ เผชิญวิกฤตต้นทุนพุ่ง

efinAI
หากคุณคิดว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะกระทบแค่ราคาน้ำมัน คุณกำลังคิดผิด! เพราะในโลกที่ทุกอย่างเชื่อมโยงกันด้วยเทคโนโลยี การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือที่แคบที่สุดในโลก กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ต้นทุนอาหารในจาน จนถึงอุปกรณ์มือถือในมือของคุณ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องของพลังงาน แต่
คือผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
บทความนี้จะพาคุณไป ‘ชำแหละ’ 11 อุตสาหกรรมหลัก ที่กำลังเผชิญวิกฤตต้นทุนพุ่ง (Cost-Push Inflation) อย่างรุนแรง ตั้งแต่ยักษ์ใหญ่พลังงาน โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ที่ขาดก๊าซฮีเลียม ไปจนถึงค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ต้องแบกต้นทุนแบตเตอรี่และโลหะอุตสาหกรรมมหาศาล ใครคือผู้รอดที่ยืนอยู่บนยอดเขาแห่งโอกาส และ รายต่อไปที่กำลังจะถูกฝังจากผลกระทบนี้
ความสำคัญเชิงภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ
ช่องแคบฮอร์มุซตั้งอยู่ระหว่าง อิหร่าน และ โอมาน เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ เป็นเส้นทางเดินเรือที่แคบมาก (จุดที่แคบที่สุดกว้างเพียงประมาณ 33 กิโลเมตร) แต่มีความสำคัญมหาศาล
เส้นเลือดใหญ่ทางพลังงาน: เป็นทางผ่านของน้ำมันดิบประมาณ 20-21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก
ก๊าซธรรมชาติ (LNG): ประมาณ 20% ของ LNG ทั่วโลก (ส่วนใหญ่จากกาตาร์และ UAE) ต้องผ่านช่องแคบนี้
สินค้าอื่นๆ: นอกจากพลังงานแล้ว ยังเป็นเส้นทางหลักของปุ๋ย (Urea) ประมาณ 1 ใน 3 ของโลก และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ส่งไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
สถานการณ์การขนส่ง
ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เป็นต้นมา การขนส่งผ่านช่องแคบนี้เผชิญกับภาวะ “หยุดชะงักอย่างรุนแรง” จากความขัดแย้งระหว่างประเทศ
การประกาศปิดช่องแคบ: ทางการอิหร่านได้ประกาศจำกัดการเดินเรือเพื่อตอบโต้การโจมตีจากภายนอก ส่งผลให้ปริมาณการเดินเรือลดลงกว่า 70%
ความเสี่ยงภัยสงคราม: บริษัทประกันภัยสั่งระงับการคุ้มครองความเสี่ยงภัยสงคราม (War Risk Insurance) สำหรับเรือที่จะผ่านช่องแคบนี้ ทำให้เจ้าของเรือส่วนใหญ่ไม่กล้าเสี่ยงนำเรือผ่าน
ผลกระทบต่อราคาสินค้า: ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้นเกิน $90 ต่อบาร์เรล และราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งสูงขึ้นกว่า 25-70% ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์
ผลกระทบต่อภูมิภาคต่างๆ
ภูมิภาคผลกระทบหลักเอเชีย (ไทย, จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น)ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากน้ำมันที่ผ่านช่องแคบนี้กว่า 80% มีปลายทางอยู่ที่เอเชีย ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้พึ่งพาน้ำมันจากเส้นทางนี้สูงถึง 75-95%
ยุโรปเผชิญกับวิกฤตราคาพลังงาน (ก๊าซ LNG) ที่อาจสูงขึ้น 2-3 เท่าหากการปิดช่องแคบยืดเยื้อ
อุตสาหกรรมเกษตรราคาปุ๋ยโลกพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากช่องแคบนี้เป็นจุดกระจายปุ๋ยเคมีรายใหญ่
ทางเลือกอื่น (Bypass Routes)
แม้จะมีท่อส่งน้ำมันที่ข้ามแผ่นดิน (เช่น ท่อ East-West ของซาอุดีอาระเบีย ไปยังทะเลแดง หรือท่อของ UAE ไปยังฟูไจราห์) แต่รองรับได้เพียงประมาณ 3.5 – 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เท่านั้น ซึ่งไม่สามารถทดแทนปริมาณมหาศาลที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ทั้งหมด

การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในระดับวิกฤตเศรษฐกิจโลก เพราะที่นี่ไม่ใช่แค่ทางผ่านของน้ำมัน แต่เป็น “หัวใจ” ของห่วงโซ่อุปทานหลายอุตสาหกรรม โดยตัวอย่างที่ได้รับผลกระทบ มีดังนี้
- กลุ่มพลังงาน (Energy) – ผลกระทบเฉียบพลัน
นี่คือกลุ่มที่เปราะบางที่สุด เพราะช่องแคบนี้เป็นจุดระบายพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก
น้ำมันดิบ (Crude Oil): ประมาณ 20-21 ล้านบาร์เรลต่อวัน (หรือ 1 ใน 4 ของการค้าทางทะเลโลก) จะหายไปจากตลาดทันที ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (พุ่งเกิน $100 – $120 ต่อบาร์เรล ในระยะสั้น)
ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG): ประมาณ 20% ของซัพพลายโลก (โดยเฉพาะจากกาตาร์) ต้องผ่านเส้นทางนี้ หากปิดช่องแคบ จะกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าในยุโรปและเอเชีย (รวมถึงไทยที่นำเข้า LNG มาผลิตไฟฟ้าด้วย)
น้ำมันสำเร็จรูปและก๊าซหุงต้ม (LPG): กระทบต่อต้นทุนขนส่งและค่าครองชีพโดยตรง
- กลุ่มเกษตรและอาหาร (Agriculture & Food Security)หลายคนอาจไม่ทราบว่ากลุ่มนี้ได้รับผลกระทบหนักไม่แพ้พลังงาน:
ปุ๋ยเคมี (Fertilizers): พื้นที่รอบอ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยยูเรียและฟอสเฟตรายใหญ่ของโลก (ประมาณ 1 ใน 3 ของการค้าทางทะเล) การปิดช่องแคบจะทำให้ราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงต้นทุนการปลูกข้าว ข้าวโพด และถั่วเหลืองทั่วโลก
สินค้าเกษตรส่งออก: ประเทศในแถบตะวันออกกลางนำเข้าอาหารและธัญพืชจำนวนมาก การปิดเส้นทางจะทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารในภูมิภาค และกระทบต่อผู้ส่งออกสินค้าเกษตร (รวมถึงผลไม้และข้าวจากไทย)
- กลุ่มอุตสาหกรรมและการผลิต (Manufacturing & Tech)ปิโตรเคมีและพลาสติก: วัตถุดิบต้นน้ำ (Feedstock) สำหรับผลิตพลาสติกและสารเคมีมาจากภูมิภาคนี้มหาศาล หากขาดแคลนจะกระทบโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก
เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors): ศูนย์กลางเทคโนโลยีในเอเชียอย่างไต้หวันและเกาหลีใต้ พึ่งพาพลังงานจากช่องแคบนี้สูงมาก หากไฟฟ้ามีปัญหาหรือต้นทุนพลังงานสูงเกินไป จะส่งผลให้การผลิตชิปทั่วโลกล่าช้าและแพงขึ้น
- กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Goods)การขนส่งตู้คอนเทนเนอร์: แม้ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านช่องแคบนี้จะไม่สูงเท่าช่องแคบมะละกา แต่สินค้าที่ส่งไปขายในกลุ่มประเทศ GCC (ซาอุฯ, UAE, คูเวต ฯลฯ) จะหยุดชะงัก ทำให้สินค้าค้างอยู่ในท่าเรือจำนวนมาก
แฟชั่นและสิ่งทอ: วัตถุดิบและเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ต้องขนส่งผ่านเส้นทางเชื่อมต่อจะเผชิญกับค่าระวางเรือที่แพงขึ้นและระยะเวลาขนส่งที่นานขึ้นจากการต้องอ้อมไปใช้เส้นทางอื่น (เช่น แหลมกู๊ดโฮป)
ฝ่ายวิจัย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ออกบทวิเคราะห์ ประเมินว่า เมื่อฮอร์มุซไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่กระทบถึง 11 กลุ่มอุตสาหกรรมที่กระทบจาก Supply Shock ในช่องแคบฮอร์มุซ ดังนี้
| สินค้า | สถานการณ์ | หุ้นที่ได้ประโยชน์ ▲ | หุ้นที่เสียหาย ▼ | |
| 1 | น้ำมันดิบ (Crude Oil) | •ช่องแคบนี้รองรับ ~20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลโลก IRGC เตือนราคาอาจถึง $200/บาร์เรล ตอนนี้ Brent อยู่แถว $100 จากก่อนสงคราม ~$70 แม้ IEA จะประกาศปล่อย reserve 400 ล้านบาร์เรลแล้ว | ExxonMobil (XOM), Chevron (CVX), ConocoPhillips (COP) — ผู้ผลิตสหรัฐ insulated จากฮอร์มุซ •EOG Resources (EOG), Pioneer Natural Resources — shale producers ที่ไม่พึ่งช่องแคบเลย •Saudi Aramco — ใช้ท่อ East-West Pipeline อ้อมได้บางส่วน •PTTEP (ไทย) | •สายการบิน: Delta (DAL), United (UAL), American Airlines (AAL), Thai Airways (THAI), Asia Aviation (AAV), Bangkok airways (BA) •Shipping: Maersk, Hapag-Lloyd — ต้นทุนประกันสงครามพุ่ง + เส้นทางยาวขึ้น •ธุรกิจการตลาด: OR, PTG — ผลกระทบราคาน้ำมันเพิ่มสร้างแรงกดดันต่อค่าการตลาด |
| 2 | LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว) | •~20% ของ LNG โลกผ่านช่องแคบ กาตาร์หยุดผลิตแล้ว restart ใช้เวลาหลายสัปดาห์ | •EOG Resources (EOG), Pioneer Natural Resources — shale producers ที่ไม่พึ่งช่องแคบเลย | •ผู้นำเข้า LNG เอเชีย: PTT , JERA (ญี่ปุ่น), KOGAS (เกาหลี) •โรงไฟฟ้าก๊าซ: BGRIM, GPSC (ต้นทุนก๊าซผลิตไฟฟ้าพุ่ง) •วัสดุก่อสร้าง: SCC, SCCC, DCC ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านต้นทุนถ่านหินที่เพิ่มขึ้นจากแหล่งเชื้อเพลิงทางเลือก และราคาก๊าซธรรมชาติที่นำไปใช้ในการเผากระเบื้อง •SCGP ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านต้นทุนถ่านหินที่เพิ่มขึ้นจากแหล่งเชื้อเพลิงทางเลือก Semiconductor: Samsung Electrics, SK Hynix, TSMC มีความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลน Helium (ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิต LNG ในกาตาร์) ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในกระบวนการผลิตชิปขั้นสูง นอกจากนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยัง KLA |
| 3 | เม็ดพลาสติก & ปิโตรเคมี (PE, PP, Naphtha, EG) | •PE จาก Middle East 84% ส่งออกผ่านช่องแคบ Naphtha ~80% ของ demand เอเชีย | •Saudi Aramco — ใช้ท่อ East-West Pipeline อ้อมได้บางส่วน | •SCG (SCC) — หยุดเดินเครื่องโรงงาน olefins ที่ระยอง (ROC) เนื่องจากหาวัตถุดิบ naphtha ไม่เพียงพอ และหากสถานการณ์ยังไม่จบภายในกลางเดือนเมษายน จะต้องปิดอีก 2 โรง (MOC และ LSP) •IVL — ผลิต PET/polyester ต้นทุน EG + naphtha และ PX พุ่ง •TOA Paint (TOA) — เหลือ inventory แค่ 20 วัน ผลงาน Q1 จะตก •STANLY – เม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตชุดโคมไฟรถยนต์ •LG Chem และ Lotte Chemical (เกาหลีใต้) ธุรกิจปิโตรเคมีเกาหลีเปราะบางต่อ naphtha cost กด margin ปิโตรเคมีโดยตรง |
| 4 | ปุ๋ยเคมี (Urea, Ammonia, Sulfur) | •ปุ๋ย ~33% ของการค้าโลกผ่านช่องแคบ urea พุ่งจาก $475 → $680/ตัน | •PTTEP (ไทย) | •บริษัทอาหาร: CPF, TU, GFPT (ไทย) — ต้นทุนอาหารสัตว์ (เช่น ข้าวโพด รำข้าว มันสำปะหลัง) พุ่ง •ไทยเซ็นทรัลเคมี (TCCC) (ต้นทุนวัตถุดิบแม่ปุ๋ยแพงขึ้น) |
| 5 | Helium | •กาตาร์ผลิต ~30-35% ของ supply โลก โรงงาน 3 แห่งหยุดหมด ไม่มีสารทดแทน | •Linde (LIN), Air Liquide (AI.PA) — ผู้จัดจำหน่าย helium รายใหญ่ มี pricing power •Iwatani (8088.JP) มี diversified sourcing และ stockpile ดีกว่าจะได้เปรียบชัดในภาวะฮีเลียมขาด •Exxon Mobil (XOM) ผู้ผลิตฮีเลียมนอกกาตาร์มีโอกาสได้ประโยชน์จาก supply gap ที่ยืดเยื้อ | •Samsung Electronics (005930.KS) — เกาหลีนำเข้า helium จากกาตาร์ 64.7% •SK Hynix (000660.KS) — มี stockpile อยู่ แต่ถ้ายืดเยื้อจะกระทบ •TSMC (TSM) — ผู้ผลิตชิปรายใหญ่สุดของโลก ต้องใช้ helium ใน lithography •Intel (INTC), Micron (MU) — fab ทุกแห่งต้องการ helium •กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ : KCE, DELTA, HANA ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลน Helium ซึ่งปกติจะใช้ในกระบวนการผลิต KCE (Laser Drilling ใช้ฮีเลี่ยมในการระบายความร้อน) และ DELTA, HANA จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการ ขาดแคลน Chip High-end ในธุรกิจ EV และ AI-related ซึ่งการผลิต Chip High-end ที่ต้องอาศัยก๊าซฮีเลี่ยมในการผลิต •ผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ (MRI): Siemens Healthineers, GE HealthCare (GEHC) |
| 6 | Methanol | •อิหร่านส่งออกรายใหญ่สุดโลก (9+ ล้านตัน/ปี) ช่องแคบรองรับ 35-45% ของ methanol ส่งออกทางทะเลทั่วโลก | •Methanex (MEOH) — เป็นผู้ผลิตนอก Middle East •Mitsubishi Gas Chemical (4182.JP) ผู้ผลิตเมทานอล/อนุพันธ์นอกตะวันออกกลางได้ประโยชน์จากตลาดที่ตึงขึ้น | •โรง MTO (Methanol-to-Olefins) ในจีน — ผลิต PE, PP, polyester จาก methanol จะต้องลดกำลัง •อุตสาหกรรม formaldehyde, กาว, ไม้อัด, วัสดุก่อสร้างในจีนและอาเซียน |
| 7 | อะลูมิเนียม | •ราคาพุ่ง ~8% อาจทะลุ $4,000/ตัน | •Alcoa (AA), Rio Tinto (RIO) — ผู้ผลิตนอก Middle East •Century Aluminum (CENX) ผู้ผลิตอะลูมิเนียมฝั่งตะวันตกได้ sentiment บวกจากความเสี่ยง supply ตะวันออกกลาง | •Samsung Electronics, LG Electronics — ใช้อะลูมิเนียมใน washing machine, ตู้เย็น •ผู้ผลิตรถยนต์: Toyota (TM), Honda, Tesla (TSLA) •อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ที่ใช้กระป๋อง CBG OSP HTC •อุตสาหกรรมก่อสร้าง: กระป๋อง (BJC), วัสดุตกแต่ง |
| 8 | อาหาร (น้ำมันถั่วเหลือง) | •น้ำมันถั่วเหลืองพุ่งตาม crude | •Archer-Daniels-Midland (ADM), Bunge (BG) — commodity traders | •บริษัทอาหาร CPF, TU, GFPT (ไทย) — หากราคากากถั่วเหลืองปรับตัวขึ้นตาม ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง •Nestlé (NESN) และ General Mills (GIS) ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปเจอแรงกดดันจากต้นทุน edible oil สูงขึ้น •ร้านอาหาร/QSR: McDonald’s (MCD), Starbucks (SBUX) |
| 9 | เสื้อผ้า & สิ่งทอ | •เส้นใยสิ่งทอ ~70% มาจากอนุพันธ์น้ำมัน | •Nike (NKE), Adidas, H&M, Inditex, Lululemon, TJX, Rost Stores — ต้นทุนวัตถุดิบ (Raw Material Cost) ที่เพิ่มขึ้นทันที เพราะสินค้าส่วนใหญ่เป็นเส้นใยสังเคราะห์ | |
| 10 | กำมะถัน & กรดกำมะถัน (Sulfur Sulfuric Acid) | •กำมะถัน ~92% ของโลกเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมัน/แปรรูปก๊าซ เมื่อโรงกลั่นอ่าวเปอร์เซียหยุด/ลดกำลัง กำมะถันผลิตน้อยลง ทำให้กรดกำมะถันขาด ส่งผลให้สกัดแร่ทองแดง+โคบอลต์ได้ยากขึ้น | •ผู้ผลิตกำมะถัน/กรดกำมะถันนอก Middle East — pricing power สูงขึ้น •Freeport-McMoRan (FCX), BHP (BHP) — ผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่ที่มี supply chain ครบวงจร ได้จากราคาทองแดงที่พุ่ง | •ผู้ผลิต EV: Tesla (TSLA), BYD, Rivian (RIVN) — ต้นทุนแบตเตอรี่พุ่ง •ผู้ผลิตแบตเตอรี่: CATL, LG Energy Solution (373220.KS), Panasonic, Samsung SDI •อุตสาหกรรมที่ใช้ทองแดง: ก่อสร้าง, data center, AI infrastructure, ระบบไฟฟ้า — ซ้ำเติม copper deficit |
| 11 | เดินเรือ & โลจิสติกส์ (Shipping & Logistics) | •เรือสินค้า 100+ ลำ/วันต้องเปลี่ยนเส้นทาง +14-20 วัน ทำให้จำนวนเรือในตลาดไม่พอ (Supply Tight) ~170 containerships (~450,000 TEU) •ต้นทุนที่เพิ่ม: ค่าระวาง, ค่าน้ำมันเรือ, ค่าประกันภัยสงคราม, ค่า demurrage ผลกระทบจะมาถึงใน 2-5 สัปดาห์เมื่อ container มาถึงพร้อมกันเป็นคลื่น | •RCL, PSL (ไทย), COSCO (1919.HK), ZIM (สหรัฐ) — ค่าระวางพุ่ง •Maersk (เดนมาร์ก), Hapag-Lloyd (เยอรมันนี), Nippon Yusen, Mitsui O.S.K. Lines (ผู้ประกอบการเรือญี่ปุ่น) – การrerouting และ surcharge หนุนรายได้ต่อเที่ยว แม้ operational risk จะสูงขึ้น | •สายการบิน — AAV, BA, THAI (ค่า jet fuel) | กลุ่มส่งออก margin ต่ำ (บริษัทอาหาร: รายได้ส่งออกตอ.กลางต่อรายได้รวม 3% สำหรับ TU, <1% สำหรับ ITC, <0.1% สำหรับ CPF & BTG) | ผู้นำเข้าทุกราย กลุ่มเครื่องดื่มที่มีรายได้ส่งออก CBG OSP •กลุ่มค้าปลีก – H&M, Inditex, Walmart& Costco & Target (ต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นและค่า Demurrage (ค่าเสียเวลาที่ท่าเรือ) จะกดดันอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ของสินค้าในไตรมาสถัดไป) •กลุ่มรถยนต์ – Tesla & BMW ค่ายรถยนต์ที่พึ่งพาระบบการผลิตแบบ Just-in-Time (JIT) จะเจอปัญหาส่วนประกอบ (Parts) เผชิญต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากค่าระวางเรือที่สูงขึ้น |
ที่มา : ฝ่ายวิจัย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์
วิเคราะห์แนวโน้มระยะข้างหน้า
- หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ถูกปิดล้อมบ่อยครั้ง จะกลายเป็นความเสี่ยงต่อ “น้ำมัน” และ “ค่าขนส่ง” อยู่ต่อไป
แนวโน้ม: เราจะเห็นการปรับฐานกำไร (Earnings Downgrade) ของบริษัทที่บริหารต้นทุนแบบเดิมๆ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีกที่พึ่งพาการนำเข้า
นักลงทุนจะย้ายเงินจากหุ้น “Growth” ที่เน้นการขยายตัว ไปยังหุ้น “Value” ที่มี Pricing Power สูงและสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้จริง
- วิกฤตครั้งนี้คือ “ยาเร่ง” ให้ยุโรปและเอเชีย (รวมถึงไทย) ต้องพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานมากขึ้น
แนวโน้ม: โครงการพลังงานหมุนเวียน (Renewable) และโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์จะถูกเร่งรัดให้เร็วขึ้นอย่างน้อย 3-5 ปี
การผลิตจะเปลี่ยนจาก Globalization (ผลิตที่ไหนก็ได้ที่ถูกสุด) มาเป็น Friend-shoring หรือ Near-shoring (ผลิตใกล้บ้านหรือในประเทศพันธมิตร) เพื่อลดความเสี่ยงจาก Chokepoint ทางทะเล
- เมื่อซัลเฟอร์และฮีเลียมขาดแคลน โลกจะตระหนักว่า “ความมั่นคงทางเทคโนโลยี” สำคัญพอๆ กับ “ความมั่นคงทางพลังงาน”
แนวโน้ม จีนและสหรัฐฯ จะยิ่งขับเคี่ยวกันในการแย่งชิงทรัพยากรนอกตะวันออกกลาง
ราคาโลหะอุตสาหกรรม (ทองแดง, ลิเธียม, อะลูมิเนียม) จะเข้าสู่ Supercycle รอบใหม่ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเป้าหมาย Net Zero ของค่ายรถยนต์ไฟฟ้า
“วิกฤตฮอร์มุซ ที่เส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมัน กำลังถูกกดดัน … ผู้ชนะไม่ใช่คนที่ถือหุ้นที่ “ดีที่สุด” แต่คือคนที่ถือหุ้นที่ ‘ “ปรับตัวได้เร็วที่สุด” ในยุคในปัจจุบัน แล้วคุณล่ะ… กำลังถือ ‘ทางรอด’ หรือ ‘ทางตัน’ ไว้ในมือ?
แท็กที่เกี่ยวข้อง
Editing by

จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย











