“ย้อนรอยวิกฤตพลังงานโลก สู่ “มาตรการเชิงรุก” สู้ศึกภูมิรัฐศาสตร์

efinAI
ในวันที่ ‘พลังงาน’ ถูกใช้เป็นอาวุธบนกระดานภูมิรัฐศาสตร์โลก ตั้งแต่สมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน มาจนถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลาง บทเรียนจากหลายประเทศทั่วโลกได้พิสูจน์แล้วว่า การรอให้วิกฤตมาถึงตัวคือความเสี่ยงที่ไม่อาจแบกรับได้
ย้อนไปในอดีต หลังเกิดครามรัสเซีย-ยูเครน ตั้งแต่ปี 2565 สร้างวิกฤตพลังงานและอาหาร ทำให้หลายประเทศทั่วโลก ต้องงัดทุกมาตรการ “ประหยัด” มาใช้ สะท้อนถึงการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด บทความนี้ จะพาไปถอดรหัสกลยุทธ์ประหยัดพลังงานจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งมาตรการภาคสมัครใจ จนถึงมาตรการภาคบังคับขั้นเด็ดขาด เพื่อการเตรียมรับจากสงครามตะวันออกกกลางในปัจจุบัน ในยุคที่ต้นทุนพลังงานไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
ส่องโมเดลโลก: เมื่อวิกฤตบีบให้ต้อง ‘เปลี่ยน’
ย้อนกลับไปในช่วงปี 2565 วิกฤตการณ์รัสเซีย-ยูเครนได้สร้างบทเรียนราคาแพงให้แก่หลายประเทศ จนเกิดเป็นมาตรการที่น่าสนใจ ดังนี้:

ฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสประกาศแผน “การประหยัดพลังงาน” ห้ามร้านค้าเปิดประตูทิ้งไว้ในขณะที่เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความร้อนกำลังทำงาน ห้ามโฆษณาที่มีแสงสว่างในทุกเมืองระหว่างเวลา 01.00 น. ถึง 06.00 น.
ส่วน Leclerc ห้างค้าปลีกอาหารรายใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส ลดชั่วโมงการเปิดบริการตามสาขาต่าง ๆ และคาร์ฟูร์ กลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตข้ามชาติ มีสำนักงานใหญ่ในประเทศฝรั่งเศส ลดการใช้ไฟฟ้าตามสาขาต่าง ๆ ในช่วงที่มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าสูง
สเปน
สเปนใช้วิธีการที่รุนแรงกว่าประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรป โดย ออกพระราชกฤษฎีกาสั่งให้ธุรกิจต่างๆ ลดการใช้เครื่องปรับอากาศไว้ที่ 27 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน และเครื่องทำความร้อนไว้ที่ 19 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว
รัฐบาลยังสั่งให้ร้านค้าติดตั้งล็อคอัตโนมัติเพื่อป้องกันไม่ให้ประตูเปิดทิ้งไว้ขณะที่ระบบทำความร้อนทำงาน และให้แน่ใจว่าหน้าร้านมืดสนิทตั้งแต่เวลา 22.00 น.
มาตรการนี้ได้ถูกนำมาใช้แล้วในอาคารสาธารณะ และเป็นทางเลือกสำหรับครัวเรือน
นายกรัฐมนตรีของประเทศสเปนในขณะนั้น เรียกร้องให้รัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ของรัฐ และพนักงานบริษัทเอกชนเลิกผูกเนกไทไปทำงานเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน
รณรงค์ให้บริษัทต่าง ๆ ปิดประตูเพื่อกันความร้อนจากอากาศด้านนอกเข้ามาภายในอาคาร ช่วยลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศ
เยอรมนี
ปิดไฟตามสถานที่สำคัญในเวลากลางคืน เช่น ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงเบอร์ลิน อนุสาวรีย์ ปิดน้ำพุ ห้ามใช้น้ำอุ่นในสระว่ายน้ำและโรงยิม และงดใช้เครื่องทำความร้อนภายในที่พักอาศัย
ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ดำเนินการมาตรการประหยัดพลังงานที่ “จะคืนทุนภายในสองปี” เพื่อสนับสนุนครัวเรือนในการประหยัดพลังงาน ยกเลิกข้อกำหนดให้ผู้เช่าต้องรักษาระดับอุณหภูมิขั้นต่ำในอพาร์ตเมนต์ด้วย
ออสเตรีย
ห้างค้าปลีกในประเทศออสเตรียประกาศลดชั่วโมงการเปิดไฟป้ายโฆษณาบริเวณด้านหน้าของสาขาต่าง ๆ มากกว่า 1,500 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานถึงปีละกว่า 1,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง


จีน
รณรงค์ให้ประชาชนในเมืองเฉิงตู ปิดไฟตกแต่งภูมิทัศน์นอกอาคาร โฆษณานอกอาคาร
บริษัทรถไฟฟ้าใต้ดินเมืองเฉิงตูจะปิดไฟโฆษณาและปรับเครื่องปรับอากาศในสถานีรถไฟต่างๆให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสมในระดับที่ประหยัด
ห้างสรรพสินค้าจํากัดเวลาเปิด-ปิดการให้บริการเหลือเพียงในช่วง เวลา 16.00 น. – 21.00 น. เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า
มณฑลเสฉวน สั่งปิดโรงงานส่วนใหญ่เพื่อประหยัดไฟฟ้านาน 6 วัน ปิดเครื่องปรับอากาศ ลิฟต์ และไฟใน สํานักงานและห้างสรรพสินค้าอีกด้วย
ระงับและจํากัดการจ่ายกระแสไฟฟ้าแก่โรงงานหลายพันแห่ง และให้ปันส่วนการใช้ไฟ ตามครัวเรือน
นครเซี่ยงไฮ้ปิดไฟประดับบนเคยบนอาคาร และทางเดินเลียบแม่น้ําหวงผู่ซึ่งเป็น แลนด์มาร์กสําคัญเพื่อประหยัดพลังงาน
จัดกิจกรรมออนไลน์ เช่น การบรรยายเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน การ เผยแพร่วิดีโอเกี่ยวกับวิถีชีวิตแบบคาร์บอนต่ํา และแอนิเมชันส่งเสริมความรู้ด้านการประหยัดพลังงาน
ญี่ปุ่น
ครัวเรือนและภาคธุรกิจญี่ปุ่นต้องเข้าสู่ช่วง เวลาประหยัดไฟฟ้านาน 3 เดือนนับจากวันที่ 1 ก.ค. 2565 เพื่อป้องกันการขาดแคลนไฟฟ้าในช่วงอากาศร้อนจัด โดยไม่กระทบต่อชีวิตประจําวันและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
รัฐบาลไม่ได้ กําหนดเป้าหมายของปริมาณการประยัดพลังงาน แต่แนะนําให้ประหยัดการใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลา 17.0 -20.00 น.
สิงคโปร์
เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED อัจฉริยะและพลังงานแสงอาทิตย์ในเมือง HDB ที่มีอยู่เดิม
มาตรการการติดตั้งระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์ (CCS)
ผลักดันโครงการฉลากพลังงานบังคับ (MELS) เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้พลังงานของสินค้า
การประกาศใช้มาตรฐานประสิทธิภาพ พลังงานชั้นต่ำ (MEPS)
เวียดนาม
ลดการสูญเสียพลังงานในกระบวนการอุตสาหกรรมให้ต่ำกว่า 6.5% ,ลดอัตรา การใช้พลังงานเฉลี่ย
ส่งเสริมให้ 70% นิคมอุตสาหกรรมและ 50% ของกลุ่มอุตสาหกรรม สามารถเข้าถึงและใช้มาตรการประหยัดพลังงานได้
ใช้ระบบจัตการพลังงานในสถานประกอบการและผู้ประกอบการขนส่ง โดยใช้ โปรแกรมเพื่อเพิ่มพูนทักษะในการควบคุมยานพาหนะและการแก้ปัญหาทางเทคนิค เพื่อประหยัดพลังงาน
ผลักดันให้เมืองและจังหวัดร้อยละ 90 ต้องพัฒนาโครงการประหยัดพลังงานและ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
สถานการณ์ปัจจุบันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้รัฐบาลต้องบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมวางมาตรการรับมือ

แผนเชิงรุกประเทศไทย: จาก ‘ขอความร่วมมือ’ สู่ ‘มาตรการภาคบังคับ’
ระยะที่ 1: มาตรการขอความร่วมมือ (Quick Win)
ในสำนักงาน: รณรงค์ตั้งอุณหภูมิแอร์ 26-27°C, สวมเสื้อแขนสั้นงดสูทผูกไท, ใช้ระบบ Energy Saver ในคอมพิวเตอร์ และเน้นการประชุมออนไลน์หรือ Work from Home
ภาคการขนส่ง: ส่งเสริมระบบ Car Pool, ขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม และวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้น้ำมัน
ระยะที่ 2: มาตรการภาคบังคับ (หากสถานการณ์รุนแรง)
หากราคาพลังงานพุ่งสูงจนกระทบความมั่นคง รัฐบาลพร้อมเสนอมาตรการเข้มข้น เช่น
จำกัดไฟโฆษณา: ปิดป้ายโฆษณา ป้ายชื่อร้าน และโรงภาพยนตร์ หลังเวลา 22.00 น.
คุมเวลาสถานีบริการน้ำมัน: ปิดปั๊มน้ำมันหลังเวลา 22.00 น. (ยกเว้นเส้นทางหลักบนทางหลวง)
หากคนไทยลดการใช้พลังงานได้เพียง ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 3.3 แสนลิตร/เดือน และประหยัดไฟฟ้าได้กว่า 31 ล้านหน่วย/เดือน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล
วิเคราะห์แนวโน้มระยะข้างหน้า
สำหรับนักลงทุน: พลังงานสะอาดไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือทางรอด
การถอดบทเรียนทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า หุ้นในกลุ่มพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy), ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery), และบริษัทที่ทำเรื่อง Smart Grid หรือ Digital Energy Management จะได้รับอานิสงส์อย่างมากภายใต้แผน PDP 2024 ของไทย เพราะการประหยัดพลังงานในอนาคตจะไม่ได้มาจากการ “อดใช้” แต่จะมาจากการ “ใช้ให้มีประสิทธิภาพ” ผ่านเทคโนโลยี
สำหรับประชาชน: การลงทุนกับประสิทธิภาพคือการลดรายจ่าย
บทเรียนจากยุโรปและอาเซียนสอนให้รู้ว่า ต้นทุนพลังงานฟอสซิลจะมีความผันผวนสูงขึ้นเรื่อยๆ การปรับตัวด้วยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป หรือการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง (ฉลากเบอร์ 5 รุ่นใหม่) คือการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินในระยะยาว
บทสรุป: มาตรการประหยัดพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลกและในประเทศไทยวันนี้ คือสัญญาณเตือนให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัว สิ่งที่เราทำได้ไม่ใช่แค่การปิดไฟเมื่อไม่ใช้ แต่คือการร่วมสร้างโครงสร้างพื้นฐานและวัฒนธรรมการใช้พลังงานที่ยั่งยืน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามทุกวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ไปได้อย่างมั่นคง
“วิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนว่า มาตรการประหยัดพลังงาน และในมุมมองของคุณ คิดว่ามาตรการประหยัดพลังงานรูปแบบใดที่จะช่วยให้คนไทยก้าวผ่านวิกฤตราคาน้ำมันแพงครั้งนี้ไปได้ โดยที่ยังรักษาคุณภาพชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจไว้ได้อย่างสมดุลที่สุด?”
“
แท็กที่เกี่ยวข้อง
Editing by

จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย











