ส่องผลกระทบ สงครามตะวันออกกลาง 69 เขย่าเศรษฐกิจ-หุ้นไทยแค่ไหน?

รูป ส่องผลกระทบ สงครามตะวันออกกลาง 69 เขย่าเศรษฐกิจ-หุ้นไทยแค่ไหน?

efinAI


วิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลางระลอกใหม่ สงครามอิสราเอล-อิหร่าน 2569 สั่นสะเทือนทั่วโลก สรุปมาตรการประเทศไทยต้องรับมือ พร้อมเปิดโผหุ้นไทยใครได้-ใครเสีย

วิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอล และ อิหร่าน ความตึงเครียดได้ยกระดับสู่จุดวิกฤติ โดยเฉพาะหลังจากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ และเหตุการณ์โจมตีโรงกลั่นในภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงเป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน

ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางในครั้งนี้ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เพิ่มความเสี่ยงเกิดวิกฤติน้ำมันในประเทศ เพราะส่วนใหญ่ต้องนำเข้า หากต้องยืดเยื้ออาจขาดแคลน ถ้าภาครัฐไม่หาช่องทางอื่นเข้ามาทดแทน


*ฉากทัศน์ผลสงคราม*

“สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” จะพามาเจาะลึกผลกระทบ เปิดมาตรการรับมือ และแนวทางการลงทุน เพื่อให้นักลงทุนไทย พร้อมรับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จากบทวิเคราะห์ของ “อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ได้ประเมิน 3 ฉากทัศน์ความขัดแย้งและราคาน้ำมัน ดังนี้

  • ฉากทัศน์ที่ 1 ตึงเครียดจำกัดวง: มีการตอบโต้ประปรายแต่ไม่กระทบการขนส่งน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นที่ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสงบลงใน 1 เดือน ตลาดทุนผันผวนระยะสั้น
  • ฉากทัศน์ที่ 2 ปิดช่องแคบฮอร์มุซ: กระทบการส่งออกน้ำมันและ LNG 1 ใน 5 ของโลก ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนขนส่งในเอเชียพุ่งสูงทันที
  • ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามยืดเยื้อ: สหรัฐฯ-อิสราเอล ปะทะอิหร่านโดยมีรัสเซียสนับสนุน สงครามทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ Risk-off

จีดีพีทรุด-เงินเฟ้อพุ่ง

พิษสงครามตะวันออกกลาง ไม่ได้มีผลกระทบเพียงแค่พลังงาน หรือราคาน้ำมัน เท่านั้น แต่ยังลุกลามสู่ความผันผวนด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และแน่นอนเป็นตัวกดดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!

มุมมองจาก “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประเมินความขัดแย้งตะวันออกกลาง ต้องค่อยประเมินดูสถานการณ์ ซึ่งตลาดเงินทั่วโลกฝุ่นตลบ มีความผันผวน ซึ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันขึ้นแรงต่อเนื่อง

ถ้าราคาน้ำมันขึ้น 10 เหรียญต่อบาร์เรล จะทำให้กระทบต่อเศรษฐกิจ หรือส่งมีผลต่อจีดีพี 0.10-0.15% มีผลโดยตรงจำกัด และมีผลต่อเงินเฟ้อ เพราะราคาน้ำมันนั้นอยู่ในตะกร้าคำนวณเงินเฟ้อ 13% ถ้าขึ้น 10 เหรียญเฉลี่ยทั้งปี จะทำให้เงินเฟ้อขึ้น 0.4-0.5%

ขณะที่ “ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินผลกระทบต่อจีดีพีไทยปี 69 อาจลดลงเหลือ 1.3-1.6% จากกรณีฐาน 2% เนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น สงครามกระจายภูมิภาคตะวันออกกลาง สิ้นสุดใน 1 เดือน อาจมีเรื่องขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซ ราคาน้ำมันจะเพิ่มอยู่ที่ 95-105 เหรียญต่อบาร์เรล

แต่ถ้ายืดเยื้อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนขนส่งไม่ได้ กรณีนี้จะกระทบกับซัพพลายเชนทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกเพิ่มขึ้น 115-125 เหรียญต่อบาร์เรล และอาจทำให้จีดีพีเหลือเพียง 1.3%

เปิดมาตรการรับมือ

จากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายด้าน ทำให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เรียกประชุมด้านความมั่นคง และด้านเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน หาแนวทางรับมือและแก้ไขปัญหา พร้อมกับใช้ทุกวิถีทางสร้างโอกาสให้ประเทศไทย

เปิดมาตรการรับมือสงครามตะวันออกกลาง ดังนี้

  • ด้านพลังงาน: ใช้กลไกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตรึงราคาน้ำมันในประเทศ, น้ำมันสำรองเพียงพอเกือบ 60 วัน และระหว่างนี้มีเวลาเพียงพอหาตลาดใหม่
  • ด้านการค้า: กระทรวงพาณิชย์หารือกับภาคเอกชน หาทางรับมือค่าระวางเรือที่อาจเพิ่มขึ้น ผลกระทบการขนส่ง
  • ด้านการท่องเที่ยว: เป็นโอกาสระยะยาวในเรื่องการเป็นศูนย์กลางการบินที่มีโอกาสย้ายจากตะวันออกกลางมาในภูมิภาคอาเซียน
  • ด้านสินทรัพย์ปลอดภัย: เงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยไปทองคำ, ทุนสำรองระหว่างประเทศ 3 แสนล้านดอลลาร์, การเงินฐานะแข็งแกร่งมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงมาก
  • ด้านการลงทุน: คว้าโอกาสการลงทุนให้เข้ามาในเอเชีย อาเซียน และไทย เรื่องการท่องเที่ยว การแพทย์ อาหาร และบทบาทประเทศไทยวางตัวเป็นกลางให้เหมาะสม และคว้าโอกาสเชิงเศรษฐกิจได้

สรุป 6 แนวทางพาณิชย์

สรุปมาตรการเชิงรุก 6 แนวทาง ของกระทรวงพาณิชย์

1.การบริหารจัดการราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาส กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ป้องกันการกักตุนหรือปรับขึ้นราคาเกินสมควร พร้อมติดตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงานสู่ราคาสินค้า

2.การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง ประสานผู้นำเข้าสำรวจสต็อกและกระจายความเสี่ยงไปยังแหล่งนำเข้านอกพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสนับสนุนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น

3.การสนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ ร่วมกับภาคเอกชนประเมินผลกระทบค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น ให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการบริหารต้นทุน การปรับเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า และการกระจายตลาดเพื่อลดความเสี่ยง

4.การประสานงานใกล้ชิดกับสายเรือและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ติดตามสถานการณ์เส้นทางเดินเรือ ความแออัดของท่าเรือ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อประเมินผลต่อโครงสร้างต้นทุนการส่งออก

5.การขับเคลื่อนบทบาทเชิงรุกของทูตพาณิชย์ มอบหมายให้รายงานสถานการณ์การค้า ความเชื่อมั่นผู้นำเข้า และมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมให้คำแนะนำผู้ประกอบการไทยในการบริหารความเสี่ยง

6.การวิเคราะห์ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและเสถียรภาพราคา ประเมินผลจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างต้นทุนและมูลค่าการส่งออก เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างตรงจุดและทันท่วงที

อ่านข่าวเพิ่มเติม : นายกฯ ชี้ผลกระทบตะวันออกกลางยังจำกัดสศช.คาดกดจีดีพีเหลือโต 1.3-1.6%

แนวทางการรับมือภาคเอกชน

  • บริหารสภาพคล่อง: สำรองเงินสดรับมือต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่อาจพุ่งขึ้น 20-30%
  • ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน: ผู้นำเข้าควรทำ Hedging ป้องกันบาทอ่อนค่าทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์
  • ชะลอการก่อหนี้: ภาคครัวเรือนและเอสเอ็มอี ต้องระมัดระวังการสร้างหนี้ใหม่เพื่อรักษาสถานะทางการเงินในภาวะเศรษฐกิจซบเซา

ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางไม่เพียงแต่จะสร้างความปั่นป่วนให้พลังงานโลกเท่านั้น แต่ยังฉุดให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนอย่างหนัก ร่วงลงลึกกว่า 8% เมื่อวันที่ 4 มี.ค.69 ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศหยุดพักซื้อขายหุ้นชั่วคราว (Circuit Breaker)

ส่องโผหุ้นไทย

จากมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ได้มีการคัดกรองหุ้นที่ได้รับผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบจากสถานการณ์ความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน ไว้ดังนี้

บล.บัวหลวง (BLS): เน้นการมองเกมระยะสั้นและประเมินว่าสถานการณ์มีโอกาส “จบเร็ว” หากมีการเจรจาหลังการเปลี่ยนผ่านผู้นำในอิหร่าน

  • หุ้นได้ประโยชน์: กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP, PTT, TOP, BCP รวมถึงหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีที่มีลุ้นการฟื้นตัวของส่วนต่างราคาสินค้าอย่าง IVL, PTTGC, IRPC
  • หุ้นเสียประโยชน์: กลุ่มโรงไฟฟ้าอย่าง GPSC, EGCO (ต้นทุนก๊าซสูงขึ้น) และกลุ่มสายการบิน/ท่องเที่ยวอย่าง THAI, AAV, BA, MINT (ต้นทุนน้ำมันและการปรับเส้นทางบิน)

บล.กสิกรไทย (KS) / บลจ. กสิกรไทย (KAsset) มองว่าผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมีลักษณะ “จำกัด” หากไม่เกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร โดยให้กรอบแนวรับสำคัญของ SET Index ไว้ที่บริเวณ 1,480 – 1,500 จุด

  • หุ้นได้ประโยชน์: เน้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ PTTEP เป็นหลักเนื่องจาก Correlation สูงกับราคาน้ำมันดิบ และแนะนำให้มี ทองคำ ติดพอร์ต 5-10% เพื่อกระจายความเสี่ยง
  • หุ้นเสียประโยชน์: กลุ่มที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศที่อาจโดนกดดันจากเงินเฟ้อ และกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงหลัก

บล.ไทยพาณิชย์ (SCB CIO / SCBAM) ประเมิน 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) โดยให้น้ำหนัก 65% ว่าจะเป็นการปะทะรุนแรงระยะสั้นแล้วจบด้วยการเจรจา

  • หุ้นได้ประโยชน์: สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันและทองคำ จะปรับตัวขึ้นเด่นชัดในช่วงนี้ และยังแนะนำหุ้นกลุ่ม Technology & AI สำหรับการลงทุนระยะกลางเพื่อหลบความเสี่ยงจากวงจรเศรษฐกิจแบบเก่า
  • หุ้นเสียประโยชน์: ตราสารหนี้ (เนื่องจากเงินเฟ้อพุ่ง) และหุ้นกลุ่ม Growth ที่ไวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย หากราคาน้ำมันดันให้เงินเฟ้อทรงตัวอยู่ในระดับสูงนานขึ้น

อ่านข่าวเพิ่มเติม: SCB CIO ชี้สงครามอิหร่านไม่ลามวงกว้าง
แนะสะสมหุ้นแกร่ง

บอนด์สหรัฐฯ

ถือทองคำพอเหมาะ

ไม่ไล่ราคา


สุดท้ายความขัดแย้งตะวันออกกลางในครั้งนี้จะจบอย่างไร จะยาวนานแค่ไหน จะยืดเยื้อจนทำให้ไทยเกิดภาวะ “
Stagflation” คือ เงินเฟ้อสูง และเศรษฐกิจชะลอไปพร้อมกันหรือไม่ คงต้องเกาะติดสถานการณ์ หาแนวทางรับมือ เพื่อให้ผลกระทบน้อยลงมากที่สุด และปรับตัวก้าวไปสู่โลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอนในอนาคต

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย