ส่องเทรนด์ประกันชีวิตปี 69 .. เลือก “แผนคุ้มครอง – หุ้นประกัน” แบบไหนคุ้มค่าสุด

รูป ส่องเทรนด์ประกันชีวิตปี 69 .. เลือก “แผนคุ้มครอง – หุ้นประกัน” แบบไหนคุ้มค่าสุด

efinAI


ธุรกิจประกันชีวิต ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่นักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์จับตามองมาโดยตลอด เพราะมีความเชื่อมโยงกับโครงสร้างประชากร การออมของครัวเรือน และ เสถียรภาพของระบบการเงิน โดยเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้ธุรกิจนี้ถูกจับตา เนื่องจากสะท้อนพฤติกรรมการออมของคนในประเทศ ซึ่งประกันชีวิตไม่ได้เป็นแค่การคุ้มครองความเสี่ยง แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือออมเงินระยะยาว ทำให้ยอดขายกรมธรรม์ใหม่ (New Business) มักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดกำลังซื้อ และ ความมั่นใจทางการเงินของประชาชน

นอกจากนี้ ยังเกี่ยวข้องกับโครงสร้างสังคมสูงวัย โดยหลายประเทศรวมถึงไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และ ประกันบำนาญจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญ “ประกัน” เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในตลาดการเงิน ซึ่งบริษัทประกันชีวิตมีเบี้ยประกันที่ต้องนำไปบริหารลงทุนระยะยาว จึงเป็นหนึ่งใน Institutional Investor รายสำคัญในตลาดพันธบัตร หุ้น และ สินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ แต่กลับมีความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและภาวะเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยมีผลต่อผลตอบแทนการลงทุนของบริษัทประกัน และ ยังส่งผลต่อการออกผลิตภัณฑ์ใหม่

ตลอดจนการแข่งขันและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันบริษัทประกันกำลังแข่งขันกันทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การขายผ่านดิจิทัล และ การร่วมมือกับธนาคาร หรือ แพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้โครงสร้างธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

***ประเมินตลาดปี 69 โต 2.5-3.5% รับค่ารักษาพุ่ง

สมาคมประกันชีวิตไทย ประเมินทิศทางและแนวโน้มธุรกิจประกันชีวิต ปี 69 ยังคงมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินอัตราการเติบโตอยู่ในช่วง 2.50-3.50% จากปัจจัยสนับสนุนที่ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation)
ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีเฉลี่ยปี 8–10% โดยในปี 69 จะสูงถึง 10.8% (ข้อมูลจาก WTW) ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นความกังวลนี้จึงทำให้ประชาชนเริ่มมองหาความคุ้มครองทางการเงินที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคตมากขึ้น

นอกจากนี้ การขยายช่วงอายุการรับประกันสุขภาพออกไปจนถึง 80 ปี ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนให้สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพและโรคร้ายแรงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลเชื่อมโยงไปยังผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตอื่น โดยเฉพาะประกันชีวิตแบบตลอดชีพซึ่งเป็นสัญญาหลัก ขณะเดียวกันการเข้าใกล้สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ในปี 2572 ของประเทศไทยยิ่งกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการวางแผนความมั่นคงของรายได้หลังเกษียณมากขึ้นส่งผลให้ผลิตภัณฑ์บำนาญมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น และ ในภาพรวมธุรกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการจากภาครัฐ ส่งเสริมภาคธุรกิจผ่านโครงการนวัตกรรมต่างๆ

รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันชีวิตแบบบำนาญควบคู่กับการนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Big Data, AI และ Data Analytics มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และ การปรับปรุงช่องทางการจำหน่ายและบริการหลังการขายเพื่อยกระดับประสบการณ์และความพึงพอใจของผู้เอาประกันภัย จะนำไปสู่การขยายฐานลูกค้าในระยะยาว

***คปภ. ยกระดับระบบประกันให้มีความเข้มแข็ง-โปร่งใส-รองรับความเสี่ยงในยุคดิจิทัล

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) เปิดเผยว่า ปี 69 จะเป็นปีแรกของการขับเคลื่อนการกำกับและพัฒนาระบบประกันภัยอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เพื่อให้ระบบประกันภัยไทยสามารถรองรับความเสี่ยงในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ มีบทบาทสนับสนุนเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว โดยการดำเนินงานทั้งหมดจะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2569-2573) ที่จัดทำขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์ “ระบบประกันภัยเป็นกลไกผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจและการจัดการความเสี่ยงภัยของประเทศ” เพื่อตอบโจทย์บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี สังคมผู้สูงอายุ และ ความถี่-ความรุนแรงของภัยพิบัติ

ทั้งนี้ ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานระยะ 5 ปี ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย

ยุทธศาสตร์ที่ 1 “อึด” (Stability) มุ่งสร้างความมั่นคงของระบบประกันภัย ผ่านมาตรฐานเงินกองทุนที่เข้มแข็ง การกำกับดูแลแบบรวมกลุ่มธุรกิจ และ การบูรณาการหลัก ESG เป็นแกนกลาง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลและลดต้นทุนความเสี่ยงของภาคธุรกิจ

ยุทธศาสตร์ที่ 2 “รับ” (Resilience) ยกระดับการบริหารความเสี่ยงจากการตั้งรับภัยพิบัติ ไปสู่การใช้แบบจำลองความเสี่ยงขั้นสูง (Advanced Risk Modelling) เพื่อคาดการณ์ ป้องกัน และ รองรับความเสียหายจากภัยขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยุทธศาสตร์ที่ 3 “ทั่ว” (Inclusion) มุ่งผลักดันให้การประกันภัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกกลุ่ม สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นแรงงานอิสระ เกษตรกร หรือ กลุ่มเปราะบาง

ยุทธศาสตร์ที่ 4 “ล้ำ” (Technology & Data-Driven) ขับเคลื่อนนโยบาย Open Insurance ส่งเสริมการใช้ e-Policy และ เทคโนโลยีดิจิทัลในการกำกับดูแล เพื่อยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพของระบบประกันภัยไทยในระยะยาว

ด้านเสถียรภาพระบบ คปภ.เดินหน้าปรับปรุงระบบเงินกองทุนตามความเสี่ยง (Risk-Based Capital) อย่างเป็นขั้นตอน ผ่านการตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อปรับเกณฑ์ให้สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริง ล่าสุด ได้ปรับค่าความเสี่ยงการลงทุนในหุ้นจากประมาณ 25% เหลือราว 18% หลังวิเคราะห์ข้อมูลสถิติย้อนหลังร่วมกับตลาดทุน

พร้อมทั้งเข้มงวดการบริหารประกันภัยต่อ และ การจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติของบริษัทประกันภัย เพื่อให้พร้อมรับเหตุฉุกเฉิน โดยจากประสบการณ์เหตุแผ่นดินไหว และ อุทกภัยที่ผ่านมา คปภ.สามารถตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่รับประกันได้ภายในวันเดียว และ ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีโดยไม่แบ่งแยกว่ามีประกันหรือไม่

“แนวคิดการตั้งกองทุนภัยพิบัติและความเสี่ยงภัยแห่งชาติ แนวคิดคงไม่ได้แตกต่างจากเมื่อก่อน แต่จะครอบคลุมทุกประเด็น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างแนวคิดเบื้องต้น (First Draft) เพื่อเสนอต่อคลัง โดยคอนเซ็ปต์หลัก คือ การสร้างกลไกที่ครอบคลุมและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ว่า ภาครัฐจะมีบทบาทในการสนับสนุนเงินตั้งต้นหรือไม่ ภาคธุรกิจจะร่วมกันอย่างไร หรือ จำเป็นต้องตั้งนิติบุคคลหรือโครงสร้างใหม่หรือไม่”

นอกจากนี้ คปภ.ได้พัฒนาระบบ Early Warning และ Risk Monitoring ปรับปรุงแดชบอร์ด วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ใช้ Data Analytics และเทคโนโลยี AI เพื่อตรวจจับสัญญาณความเสี่ยงล่วงหน้า และ ทำงานร่วมกับภาคธุรกิจในลักษณะการกำกับเชิงป้องกัน เพื่อแก้ปัญหาก่อนลุกลามกระทบประชาชน และ เสถียรภาพระบบ

ปัจจุบันภาคธุรกิจประกันภัยมีสินทรัพย์ลงทุนรวมประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสำคัญของจีดีพี และ เป็นหนึ่งในกลไกหลักในการขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศ การยกระดับระบบกำกับดูแลให้มั่นคง โปร่งใส และ ทันสมัย จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาธุรกิจประกันภัย แต่ คือ การเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจ และ สังคมไทยในระยะยาว

***โบรกฯ คาดเบี้ยประกันชีวิตปี 69 แตะ 7 แสนลบ.

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ธุรกิจประกัน ปี 69 เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะเบี้ยประกันชีวิตที่คาดว่าจะเติบโต 2.5-3.5% แตะ 7 แสนล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนมาจากสังคมสูงวัย(Aging Society) ที่มีความต้องการประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงเพิ่มสูงขึ้น และ ค่ารักษาพยาบาล(Medical Inflation) ที่อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ความต้องการประกันภัยที่ครอบคลุมมากขึ้นตามไปด้วย ตลอดจนผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้น ประกันที่ให้ความคุ้มครองสูง และ ตอบโจทย์การวางแผนการเงิน แต่อัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) เป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา โดยที่แนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการที่ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น

***บริษัทยักษ์ใหญ่ปรับกลยุทธ์ มุ่งเน้นความคุ้มครอง พร้อมนำ AI วิเคราะห์ความเสี่ยง

ปี 69 เริ่มเห็นบริษัทใหญ่ๆ เริ่มวางหมากเพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาด ไม่ว่าจเป็นการเน้นความคุ้มครองมากกว่าการออมเงิน โดยจะลดสัดส่วนประกันออมทรัพย์ที่กำไรต่ำ แล้วไปเน้น Protection & Health ที่มี Margin สูง และ ปรับราคาเบี้ยให้สอดรับกับค่ารักษาพยาบาล (Medical Inflation) ที่พุ่งสูงขึ้น

Life Care Partner เน้นกลยุทธ์เป็นมากกว่าประกัน โดยเชื่อมโยงกับ Ecosystem ของโรงพยาบาลและบริการ Telemedicine เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม

Data-Driven Underwriting การนำ AI มาใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงเฉพาะบุคคล ทำให้สามารถออกกรมธรรม์แบบ Customized ที่ราคาเบี้ยเหมาะกับพฤติกรรมลูกค้าแต่ละรายได้แม่นยำขึ้น

Embedded Insurance การนำประกันไปฝังอยู่ในแอปพลิเคชันไลฟ์สไตล์ (เช่น แอปซื้อของออนไลน์ หรือ แอปท่องเที่ยว) เพื่อเพิ่มยอดขายแบบ Seamless ในกลุ่มคนรุ่นใหม่

ยกตัวอย่างจาก 5 บริษัทประกัน

1.AIA(เอไอเอ)-ผู้นำตลาดประกันยูนิต ลิงค์

กลยุทธ์ 2569 : เปิดตัวผลิตภัณฑ์ AIA ELITE INCOME PRESTIGE เป็นนวัตกรรมใหม่ที่สร้างความแตกต่างให้กับตลาด โดยมุ่งเน้นที่การนำความสำเร็จของลูกค้ามาต่อยอด เพื่อให้เงินเก็บของลูกค้าได้มีโอกาสสร้างรายได้ที่มากขึ้น ซึ่งมีจุดเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่ สร้างโอกาสรับรายได้ระยะยาวตั้งแต่ปีแรก , เข้าถึงง่าย ไม่ต้องกังวลหากมีปัญหาสุขภาพ , ลงทุนได้อย่างเต็มที่เพื่อการสร้างรายได้ที่มากขึ้น , จ่ายเบี้ยเพียง 5 ปี คุ้มครองตลอดชีพถึงอายุ 99 ปี และ รับประกันภัยตั้งแต่อายุ 15 วัน-70 ปี เบี้ยประกันภัยเริ่มต้น 500,000 บาท , คุ้มค่าระยะยาวด้วยโบนัสสำหรับการเติบโตหน่วยลงทุน (Performance Bonus)รับ Performance Bonus 0.25% ของมูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนของเบี้ยประกันภัยหลัก ตั้งแต่ปีที่ 10 เป็นต้นไป

2.Muang Thai Life(เมืองไทยประกันชีวิต)-Go Healthier with MTL

กลยุทธ์ 2569 : “Go Healthier with MTL” สุขภาพดีขึ้นไปกว่าเดิม…กับเมืองไทยประกันชีวิต มุ่งดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการขาย นวัตกรรม พาร์ทเนอร์ และ Health Ecosystem ที่มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในทุกช่วงชีวิตได้อย่างตรงจุด พร้อมอยู่เคียงข้างตั้งแต่การวางแผนดูแลเชิงป้องกัน เพื่อสุขภาพดีในระยะยาว (Wellness and Prevention) ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการดูแลสุขภาพ ตลอดจนการดูแลเมื่อเจ็บป่วย ผ่านความคุ้มครองที่เลือกได้ตามใจ บริการต่าง ๆ และพาร์ทเนอร์ที่ครอบคลุมอย่างครบวงจร รวมถึงการดูแลต่อเนื่องหลังการรักษาหรือพักฟื้น รวมไปถึงการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง ผ่านพาร์ทเนอร์ผู้เชี่ยวชาญ

3.TLI(ไทยประกันชีวิต)-ยกระดับโซลูชันด้านการเงินและประกันชีวิต

กลยุทธ์ 2569 : ต่อสัญญาความร่วมมือกับธนาคารกรุงศรีอยุธยาเป็นระยะเวลา 10 ปี เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตผ่านช่องทางธนาคาร หรือ Bancassurance สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับโซลูชันด้านการเงินและประกันชีวิต และ เป็นกลไกสำคัญในการขยายฐานลูกค้าและเสริมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมพัฒนาช่องทางการขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต โดยยกระดับตัวแทนฯ สู่การเป็น Life Advisor ที่ปรึกษาวางแผนดูแลชีวิต ภายใต้แนวคิด การดูแลด้วยหัวใจ พร้อมกับการติดอาวุธตัวแทนฯ ด้วยเครื่องมือดิจิทัล แอปพลิเคชัน TL SMART รวมถึงเปิดตัวฟีเจอร์ต่างๆ บนแอปพลิเคชัน เช่น บริการ Live Chat ล่าสุด เปิดตัวบริการ “ไทยประกันชีวิต AI Chat” รองรับการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

4.FWD(เอฟดับบลิวดี)-มุ่งเน้นการเป็นผู้นำด้านการวางแผนการเงินเชิงรุก

กลยุทธ์ 2569 : มุ่งเน้นการเป็นผู้นำด้านการวางแผนการเงินเชิงรุก รับมือกับค่าใช้จ่ายสุขภาพที่จะเพิ่มสูงขึ้นในเอเชียแปซิฟิก โดยเน้น “5 How-To” หลัก ได้แก่ ดีไซน์ชีวิต (Design Your Life) เริ่มต้นจากการออกแบบเป้าหมายชีวิตที่อยากมี แล้วใช้ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือ (Back-up Plan) เสริมความมั่นคง เช่น ประกันตลอดชีพ , บริหารสุขภาพเป็นสินทรัพย์ (Health as an Asset) เตรียมความพร้อมต่อค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น โดยแนะนำให้บริหารสุขภาพเชิงป้องกัน และ เลือกประกันสุขภาพที่เหมาะสม , สร้างความมั่งคั่งด้วยสมดุล (Balance Wealth) ใช้ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-linked) เช่น FWD Ultra Linked 99/99 หรือ FWD Future Linked 99/9 เพื่อเติบโตทางการเงินคู่ความคุ้มครอง , ใช้ประโยชน์ทางภาษี (Tax Optimization) ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการทำประกันชีวิต เพื่อการบริหารการเงินที่ระบบ , ออมเพื่อเกษียณอย่างมีวินัย (Disciplined Retirement Saving) แนะนำแบบประกันสะสมทรัพย์ เช่น FWD Life Saving 30/15 หรือ แผนบำนาญ เช่น Smart E-Retire 85/60 เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในอนาคต

5.BLA (กรุงเทพประกันชีวิต)-งสร้างความแตกต่างในด้านความใส่ใจ

กลยุทธ์ 2569 : มุ่งสร้างความแตกต่างในด้านความใส่ใจ ด้วยการยกระดับตัวแทนทุกคนให้เป็น “ตัวแทนของความใส่ใจ Life Care Partner” ซึ่งหมายถึงความใส่ใจในลูกค้าให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีรอบด้านทุกช่วงชีวิตตั้งแต่วันนี้และตลอดไป ด้วยความมุ่งมั่นในการสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ และ การสร้างทัศนคติที่ดีให้กับตัวแทนประกันชีวิต และ ที่ปรึกษาการเงินทุกท่านในการเป็นตัวแทนของความใส่ใจผ่านการอบรมหลักสูตร Life Care Partner พร้อมเสริมทักษะและศักยภาพด้านต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมและรองรับกับสภาวการณ์ปัจจุบันและในอนาคตที่กำลังจะมาถึง

***แนะซื้อประกันตามความเสี่ยง-อายุ

ในมุมผู้บริโภคถือว่า ปี 69 เป็นปีทองของการเลือก เพราะอำนาจต่อรองอยู่ที่เราสูงมาก จากการแข่งกันดุเดือดของบริษัทประกัน

ซึ่ง วิธีรับมือ “อย่ารีบซื้อตามคำชวน แต่ซื้อตามความเสี่ยง”

โดยควรตรวจสอบสวัสดิการเดิมก่อนซื้อประกันสุขภาพใหม่ พร้อมดูว่า สวัสดิการบริษัท หรือ ประกันสังคมที่มีอยู่ขาดตรงไหน โดยส่วนใหญ่จะขาดค่าห้อง และ ค่าหมอที่แพงขึ้น แล้วค่อยซื้อแบบ Deductible(มีความรับผิดส่วนแรก) เพื่อให้ได้วงเงินคุ้มครองสูง แต่จ่ายเบี้ยถูกลง 30-50%

และ เน้นประกันแบบ Modular หรือ เลือกแบบที่ ถอดเข้า-ถอดออก ได้ตามช่วงชีวิต เช่น ตอนโสดเน้นสุขภาพ พอมีลูกค่อยพ่วงความคุ้มครองชีวิต ไม่จำเป็นต้องซื้อแพ็กเกจใหญ่ชุดเดียวตลอดไป

และ ถ้าถามว่า ซื้อแบบไหนคุ้มค่าที่สุดในปี 69 จะพบว่า ประกันสุขภาพเหมาจ่าย (New Standard Health) คุ้มที่สุด คือ แบบที่ครอบคลุมการรักษาแบบไม่ต้องนอนโรงพยาบาล(Day Case) และ การรักษาโรคมะเร็งแบบ Targeted Therapy เพราะเทรนด์การแพทย์ ปี 69 จะเน้นรักษาแล้วกลับบ้านทันที

และ ประกันบำนาญ(Annuity) หากคุณอายุมากกว่า 35 ปี ประกันบำนาญคุ้มกว่าออมทรัพย์ เพราะนอกจากลดหย่อนภาษีได้เยอะกว่าแล้ว ยังการันตีเงินคืนในยุคที่สังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ

สุดท้าย Unit-Linked(ประกันควบการลงทุน) คุ้มสำหรับคนเข้าใจเรื่องกองทุน เพราะสามารถหยุดพักชำระเบี้ยได้(Premium Holiday) ในปีที่เงินขาดมือ แต่ความคุ้มครองสุขภาพยังเดินต่อ

สำหรับประโยชน์ที่จะได้จากแผนการตลาด ปี 69 นั้น การที่บริษัทประกันสู้กันด้วย Ecosystem จะได้ผลประโยชน์แฝง เช่น

ส่วนลดจากพฤติกรรม โดยใช้แอปฯ ของบริษัทประกันให้เป็นประโยชน์ เช่น เดินครบหมื่นก้าว หรือ ตรวจสุขภาพตามนัด เพื่อรับส่วนลดเบี้ยประกันปีต่ออายุ

บริการเสริมฟรี ซึ่งหลายค่ายจะแจกบริการหาหมอออนไลน์ , ความเห็นที่สองจากหมอต่างประเทศ แม้แต่รถพยาบาลฉุกเฉินฟรี ซึ่งผู้บริโภคควรเช็กสิทธิ์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อประกัน

สงครามดอกเบี้ยประกันออมทรัพย์ในช่วงปลายปี เพราะเป็นช่วงการลดหย่อนภาษี โดยแต่ละบริษัทจะออกผลิตภัณฑ์ “Flash Sale” ที่ให้ผลตอบแทน(IRR) สูงกว่าปกติ

***เปิด 5 ข้อก่อนตัดสินใจเล่นหุ้นประกัน

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการทำกำไรจากหุ้นกลุ่มประกันในปี 69 หัวใจสำคัญ คือ การมองไปที่ความสามารถในการทำกำไรระยะยาว ไม่ใช่แค่ยอดขายเบี้ยประกันเพียงอย่างเดียว โดย 5 ข้อที่ต้องดู ประกอบด้วย

1.Embedded Value(EV)&VNB Margin(มูลค่าที่แท้จริง) หุ้นประกันไม่ได้ดูแค่กำไรสุทธิเหมือนหุ้นทั่วไป แต่ต้องดู EV หรือ มูลค่าตามบัญชีบวกด้วยมูลค่ากำไรที่จะเกิดจากกรมธรรม์ที่ถืออยู่ในมือทั้งหมด ถ้าราคาหุ้น หรือ Market Cap ต่ำกว่า EV มากๆ แสดงว่า หุ้นถูก และ VNB Margin หรือ อัตรากำไรของกรมธรรม์ใหม่ ปี 69 โบรกเกอร์จะเชียร์หุ้นที่ขายประกันสุขภาพเยอะๆ เพราะมี VNB Margin สูงกว่าประกันออมทรัพย์

2.ทิศทางอัตราดอกเบี้ย(Bond Yield) บริษัทประกัน คือ การนำเงินเบี้ยไปลงทุนต่อในพันธบัตร ซึ่งถ้าดอกเบี้ยขาขึ้น หุ้นประกันจะวิ่งแรง เพราะนำเงินไปลงทุนได้ผลตอบแทน(ROI) ที่สูงขึ้น และ ภาระสำรองประกันภัยจะลดลง โดยหากดอกเบี้ยนิ่งในระดับสูง หุ้น BLA และ TLI จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการบริหารพอร์ตลงทุน

3.Combined Ratio(ประสิทธิภาพการคุมต้นทุน) โดยเฉพาะหุ้นประกันวินาศภัย เช่น TIPH , TCAP ที่มีลูกเป็นประกัน ซึ่งต้องดูค่าสินไหมทดแทน รวมกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อเบี้ยประกัน ต้องต่ำกว่า 100% โดยยิ่งต่ำยิ่งดี เพราะหมายถึงบริษัทได้กำไรจากการขายประกันจริงๆ ไม่ใช่รอแต่กำไรจากการลงทุนเพียงอย่างเดียว

4.Loss Ratio(อัตราการเคลม) โดบปี 69 ต้องจับตาประกันสุขภาพเป็นพิเศษ หากค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูงจนคุมไม่อยู่ จะทำให้ Loss Ratio สูงขึ้น และ กำไรหดตัว ซึ่งนักลงทุนควรเลือกบริษัทที่มีอำนาจต่อรองกับโรงพยาบาลสูง หรือ มีการปรับเบี้ยประกันได้สะท้อนความจริง

5.CAR Ratio(ความแข็งแกร่งของเงินกองทุน) ที่ถือว่าเป็นตัวบอกว่า บริษัทล้มละลายยากแค่ไหนตามเกณฑ์ คปภ. ที่กำหนดว่า บริษัทที่แข็งแกร่งควรมี CAR Ratio เกิน 200-300%(เกณฑ์ขั้นต่ำ คือ 140%) โดยหุ้นที่มี CAR Ratio สูง จะมีโอกาสจ่ายปันผลหนักๆได้ในปี 69 เนื่องจากไม่ต้องสำรองเงินไว้เยอะ

***ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิต ปี 68

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตของปี 68 ระหว่าง มกราคม – ธันวาคม มีเบี้ยประกันภัยรับรวม(Total Premium) อยู่ที่ 676,505 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3.45% เมื่อเทียบกับปี 2567 จำแนกเป็น เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) 190,886 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นะ 3.60% และ เบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป(Renewal Premium) 485,619 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3.40% คิดเป็นอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม 82%

สำหรับเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ ประกอบด้วย

1.เบี้ยประกันภัยรับปีแรก(First Year Premium) 127,172 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 5.36%

2.เบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว(Single Premium) 63,714 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 0.25%

โดยจำแนกเบี้ยประกันภัยรับรวมแยกตามช่องทางการจำหน่าย ดังนี้

1.การขายผ่านช่องทางตัวแทนประกันชีวิต(Agency) อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 1.54% เมื่อเทียบกับปี 67 คิดเป็นสัดส่วน 52.05%

2.การขายผ่านช่องทางธนาคาร(Bancassurance) อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 4.61% เมื่อเทียบกับปี 67 คิดเป็นสัดส่วน 37.96%

3.การขายผ่านช่องทางนายหน้าประกันชีวิต(Broker) อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 7.07% เมื่อเทียบกับปี 67 คิดเป็นสัดส่วน 5.46%

4.การขายผ่านช่องทางดิจิทัล(Digital) อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 72.45% เมื่อเทียบกับปี 67 คิดเป็นสัดส่วน 0.63%

5.การขายผ่านช่องทางอื่น(Others) เช่น การขาย Worksite , Walkin การขายผ่านการออกบูธ การขายผ่านร้านค้าสะดวกซื้อ ไปรษณีย์ โทรศัพท์ อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 6.81% เมื่อเทียบกับปี 67 คิดเป็นสัดส่วน 3.90%

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ธุรกิจประกันชีวิตเติบโตมาจากประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพส่งผลให้สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพ(Health) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 11.70% คิดเป็นสัดส่วน 17.16% และ สัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรง (CI) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 4.59% คิดเป็นสัดส่วน 3.22% และ ยังช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ(Whole Life Insurance) และ ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ซึ่งเป็นสัญญาหลักเติบโตขึ้นตามไปด้วย โดยแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 5.64% หรือ คิดเป็นสัดส่วน 17.30% ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์(Endowment Insurance) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 0.10% หรือ คิดเป็นสัดส่วน 41.77%

ขณะเดียวกันประชาชนให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินระยะยาวเพื่อรองรับรายได้หลังเกษียณผ่านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 9.14% หรือ คิดเป็นสัดส่วน 3.18% นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Investment Link) ก็มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 15.75% หรือ คิดเป็นสัดส่วน 6.12% เนื่องจากนักลงทุนมองหาช่องทางการลงทุนใหม่ ที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้นภายใต้ระดับความเสี่ยงที่พอรับได้ รวมถึงได้รับความคุ้มครองจากการประกันชีวิตรวมอยู่ด้วย

ส่องเทรนด์ประกันชีวิตปี 69 จึงไม่ใช่เพียงการมองหา “ความคุ้มครอง” ที่ตอบโจทย์ชีวิตเท่านั้น แต่ยังสะท้อนมิติของ “โอกาสการลงทุน” ที่ซ่อนอยู่ในธุรกิจนี้ด้วย ทั้งในรูปแบบของแผนประกันที่ออกแบบให้ยืดหยุ่นมากขึ้น รองรับความเสี่ยงของชีวิตยุคใหม่ ไปจนถึงหุ้นกลุ่มประกันที่ยังมีศักยภาพเติบโตตามโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมการออมที่เปลี่ยนไป

ท้ายที่สุดแล้ว คำตอบว่า “แบบไหนคุ้มที่สุด” อาจไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว เพราะสำหรับผู้บริโภค ความคุ้มค่าอาจหมายถึงการได้รับความคุ้มครองที่เหมาะกับช่วงชีวิต ขณะที่สำหรับนักลงทุน ความคุ้มค่าอาจอยู่ที่ศักยภาพการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ดังนั้น การเลือกทั้ง “แผนคุ้มครอง” หรือ “หุ้นประกัน” จึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ในปี 2569 ธุรกิจประกันชีวิตยังคงเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ไม่ควรถูกมองข้าม ทั้งในฐานะเครื่องมือบริหารความเสี่ยงของชีวิต และ โอกาสสร้างผลตอบแทนในพอร์ตการลงทุน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

กรณัช พลอยสวาท

กรณัช พลอยสวาท

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย