จากสงครามอ่าวเปอร์เซีย สู่ศึกตะวันออกกลาง 2026 โลกเสี่ยงช็อกพลังงาน

รูป จากสงครามอ่าวเปอร์เซีย สู่ศึกตะวันออกกลาง 2026 โลกเสี่ยงช็อกพลังงาน

efinAI


 

ผ่านมาแล้วกว่า 30 ปี จากสงครามอ่าวเปอร์เซีย ตอนนี้โลกของเรากำลังหวนกลับมายืนอยู่ที่จุดเสี่ยงเดิม และเป็นบริบทที่อันตรายกว่าเดิมมาก เพราะหากสงครามอ่าวฯ ครั้งแรกเริ่มจากการที่อิรัก ภายใต้ซัดดัม ฮุสเซน บุกคูเวตเมื่อ 2 สิงหาคม 1990 ด้วยแรงผลักดันหลายด้านทั้งปัญหาหนี้สงคราม ความต้องการน้ำมัน และความต้องการเข้าครอบครองในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์


สำหรับวิกฤตในรอบปัจจุบันที่เริ่มเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา เป็นการเกิดขึ้นในโลกที่ระบบเศรษฐกิจเชื่อมโยงกันหนาแน่นกว่าเดิม ห่วงโซ่อุปทานยาวกว่าเดิม ตลาดการเงินเคลื่อนย้ายเงินเร็วกว่าเดิม และพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียยังคงเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเอเชีย

เพราะฉะนั้นต้นตอของสงครามปี ค.ศ. 1990 กับสงครามการสู้รบในปัจจุบันจึงแทบไม่ต่างกัน เพราะไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบันก็ผูกพันกับน้ำมัน อำนาจ และภูมิรัฐศาสตร์ ระหว่างปี 1990-1991 อิรักต้องการรายได้ และอำนาจต่อรองหลังสงครามอิหร่าน-อิรัก จึงกล่าวหาคูเวตทั้งเรื่องผลิตน้ำมันมากเกินไป กดราคาน้ำมัน และดูดน้ำมันจากแหล่งรูไมลา (Rumaila) ก่อนจะบุกยึดคูเวต นั่นคือสงครามแบบรัฐต่อรัฐที่มีจุดเริ่มต้นชัด และเป้าหมายเชิงดินแดนชัดเจน แต่ปี 2026 มีลักษณะต่างออกไป เพราะเป็นการปะทะที่เชื่อมโยงอิหร่าน สหรัฐฯ อิสราเอล และรัฐอ่าวหรือกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC – Gulf Cooperation Council) ได้แก่ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้าด้วยกัน พร้อมกับความเสี่ยงที่กระจายไปยังเส้นทางเดินเรือ ฐานทัพ พลังงาน การขนส่ง และตลาดการเงินในเวลาเดียวกัน




ในขณะที่ความแตกต่างของสงครามในอดีต กับปัจจุบัน ที่สำคัญที่สุดคือปี 1990 โลกยังไม่ได้เชื่อมโยงเท่ากับวันนี้ เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันโลกเพิ่งผ่านยุคเงินเฟ้อสูงหลังช่วงโควิดและสงครามยูเครน อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากกำแพงภาษี และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เดิมอยู่แล้วก่อนหน้า โดยองค์กรการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เพิ่งประเมินก่อนเกิดการสู้รบว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้ จะเติบโต 3.3% ส่วนธนาคารโลก หรือ เวิลด์แบงก์ คาดเติบโต 2.6% ซึ่งหมายความว่า เศรษฐกิจโลกเปราะบางเกินกว่าจะรับภาวะช็อกรุนแรงใหม่ๆ ได้ง่ายนัก แต่กำลังอยู่ในภาวะโตพอประคองตัว แถมยังอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน และความเชื่อมั่นที่ถดถอยมากกว่าปกติ และแน่นอนว่าวิกฤติจากสงครามครั้งนี้ เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกหนักกว่าเดิม เพราะไม่ได้กระทบแค่น้ำมัน แต่กระทบทั้งระบบโลจิสติกส์โลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ที่ถือเป็นหนึ่งในคอขวดพลังงานสำคัญที่สุดของโลกได้ปิดตัวลงแม้จะยังไม่ถาวรก็ตาม 

จากข้อมูลของ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ระบุว่าในปี 2025 มีน้ำมันดิบราว 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 34% ของการค้าทางทะเลของน้ำมันดิบโลกผ่านช่องแคบนี้ และ LNG จากกาตาร์กับ UAE ส่วนใหญ่ก็มุ่งสู่เอเชียเกือบ 90% หากเส้นทางนี้ติดขัด ผลไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันขึ้น แต่จะลามไปถึงก๊าซธรรมชาติ ค่าไฟฟ้า ต้นทุนปิโตรเคมี ปุ๋ย วัตถุดิบอุตสาหกรรม และต้นทุนขนส่งทั่วโลก


เปรียบเทียบ สงครามอ่าว 1990 VS สงครามตะวันออกกลาง 2026

ประเด็นเปรียบเทียบ สงครามอ่าวเปอร์เซีย 1991 วิกฤตอ่าวเปอร์เซีย 2026
จุดเริ่มความขัดแย้ง อิรักภายใต้ซัดดัม ฮุสเซน บุกคูเวต ความตึงเครียดระหว่าง อิหร่าน–อิสราเอล–สหรัฐ ลุกลามในภูมิภาค
คู่ขัดแย้งหลัก อิรัก vs กองกำลังผสมที่นำโดยสหรัฐ หลายประเทศ หลายแนวรบ และตัวแสดงหลากหลาย
เป้าหมายหลักของสงคราม ยึดคูเวตและเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาดน้ำมัน อำนาจภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคง และการควบคุมเส้นทางพลังงาน
ลักษณะของสงคราม สงครามรัฐต่อรัฐ มีเส้นแบ่งคู่ขัดแย้งชัดเจน ความขัดแย้งหลายชั้น ทั้งรัฐ ตัวแทนสงคราม และภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ
บริบทเศรษฐกิจโลก ห่วงโซ่อุปทานโลกยังไม่ซับซ้อน เศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันสูง ห่วงโซ่อุปทานกระจายทั่วโลก
ผลกระทบด้านพลังงาน ราคาน้ำมันพุ่งจากความเสี่ยงด้านอุปทาน กระทบทั้งน้ำมัน ก๊าซ LNG และเส้นทางพลังงานโลก
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ส่งผลต่อตลาดพลังงานและการเงินในระดับหนึ่ง กระทบหลายมิติ เช่น เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย การค้า ค่าเงิน และตลาดการเงิน
ตลาดที่รับแรงกระแทก ตลาดพลังงาน การเงิน และการค้าในระดับภูมิภาค กระทบระบบเศรษฐกิจโลก เนื่องจากโลกเชื่อมโยงกันมากขึ้น

 

ประเมิน 4 มิติผลกระทบ จากสงครามตะวันออกกลาง

 

ทั้งนี้สัญญาณจากตลาดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเริ่มบอกแล้วว่าโลกกำลังถูกช็อกด้านอุปทานอย่างจริงจัง ราคาน้ำมันพุ่งแรงจนแตะระดับสูงสุดนับจากปี 2022 หลังสงครามขยายวง ขณะอุปทานจากอิรัก คูเวต และการส่งออก LNG ของกาตาร์ได้รับผลกระทบ ส่วนการเดินเรือผ่านฮอร์มุซชะงักอย่างหนัก และบริษัทประกันทะเลปรับเบี้ยเสี่ยงสงครามขึ้นทันที นี่คือรูปแบบคลาสสิกของ “cost-push shock” ที่ไม่ได้เกิดจากดีมานด์ฟื้นตัว แต่เกิดจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์บีบต้นทุนขึ้นทั้งระบบ โดยสามารถประเมินผลกระทบครั้งนี้ได้เป็น 4 มิติ


1.มิติแรก เงินเฟ้อโลกอาจกลับมาร้อนอีกครั้งในจังหวะที่หลายประเทศหวังลดดอกเบี้ย IMF เตือนว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10% และยืนอยู่ระดับนั้นนาน 1 ปี จะดันเงินเฟ้อโลกขึ้นราว 0.4 % และกดการเติบโตลง 0.1-0.2 % ปัญหาคือในโลกจริงราคาพลังงานมักไม่ได้กระทบเฉพาะน้ำมันดิบ แต่ส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง ค่าไฟ ต้นทุนอาหาร และราคาสินค้าอุตสาหกรรมด้วย ดังนั้นผลเชิงจิตวิทยาต่อเงินเฟ้อคาดการณ์อาจรุนแรงกว่าตัวเลขแบบจำลอง


2.มิติที่สอง ธนาคารกลางใหญ่ทั่วโลกจะตัดสินใจยากขึ้น ก่อนหน้าสงครามจะเริ่มขึ้น คาดการณ์กันว่าในปี 2026 นี้ จะเป็นปีที่ตลาดคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น หลังจากเงินเฟ้อเริ่มลดลง แต่เมื่อราคาน้ำมันกลับขึ้นมาแรงอีกครั้ง แน่นอนว่าจะทำให้ธนาคารกลางอาจต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรืออย่างน้อยก็ส่งสัญญาณระวังมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนทั่วโลกต้องแบกรับต้นทุนการเงินสูงนานกว่าที่คิด ทำให้เศรษฐกิจโลกอาจถูกบีบจากสองด้านพร้อมกัน คือ พลังงานแพง และ ดอกเบี้ยสูง

3.มิติที่สาม การค้าโลกจะชะลอลงจากต้นทุนขนส่ง และประกันภัยที่พุ่งขึ้น ความเสี่ยงในอ่าวเปอร์เซียไม่ได้หยุดที่เรือบรรทุกน้ำมัน เพราะเมื่อเบี้ยประกันสงครามสูงขึ้น เรือพาณิชย์จำนวนมากจะชะลอการเดินเรือ เปลี่ยนเส้นทาง หรือคิดค่าระวางแพงขึ้น สินค้าที่ใช้วัตถุดิบจากพลังงาน เช่น เคมีภัณฑ์ พลาสติก เส้นใยสังเคราะห์ ปุ๋ย เหล็ก และอาหารแปรรูป จะได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ ขณะที่สายการบินก็ต้องหลีกเลี่ยงน่านฟ้าหลายแห่ง ทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงและเวลาเดินทางสูงขึ้น

4.มิติที่สี่ ตลาดการเงินจะเข้าสู่ภาวะเสี่ยง และกดดันเศรษฐกิจเกิดใหม่มากเป็นพิเศษ นักวิเคราะห์ที่ Reuters ประเมินว่าประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย รวมถึงไทย มีความเสี่ยงจากราคาน้ำมันแพง ทั้งในด้านดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าเงิน และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย เนื่องจากประเทศเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ดังนั้นเมื่อราคาพลังงานขึ้น ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าก็เพิ่มขึ้น ผลักดันให้ค่าเงินอ่อนค่า ต้นทุนกู้ยืมเพิ่มขึ้น



ดังนั้นเมื่อพิจารณาจาก 4 มิติดังกล่าว จึงทำให้ประเทศที่ดูเหมือนอยู่ห่างไกลสงคราม อาจจะกลายเป็นประเทศที่ได้รับกระทบหนักกว่า เพราะความเสี่ยงคือการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เอเชียคือปลายทางหลักของทั้งน้ำมัน และ LNG ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยข้อมูลของ IEA ระบุว่าจีนและอินเดียรวมกัน รับน้ำมันจากเส้นทางนี้ถึง 44% ของปริมาณส่งออกทั้งหมด ขณะที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้พึ่งพาสูงมากเช่นกัน เพราะฉะนั้นเมื่อเอเชียเป็นโรงงานของโลก ราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนผลิตของโลกแพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วิกฤตรอบนี้จึงไม่ใช่เรื่องตะวันออกกลางอย่างเดียว แต่คือสงคราม ที่โลกทั้งใบอาจต้องร่วมกันจ่าย

3 Scenario หากสงครามลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 

ส่วนคำถามใหญ่ที่หลายคนกังวล ว่า สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ อาจจะลุกลามไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่นั้น เพราะสถานการณ์ในขณะนี้ ยังเป็นการจำกัดวงพื้นที่ระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน โดยมีกลุ่มประเทศ GCC ที่มีฐานทัพของสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจากคู่ขัดแย้งดังกล่าว โดยที่ยังไม่มีประเทศมหาอำนาจ อื่นๆ เข้าร่วมวงด้วย ไม่ว่าจะเป็น จีน รัสเซีย รวมถึงกลุ่มประเทศยูโร

แต่อย่างไรก็ดีการจะกลายเป็นสงครามโลกเต็มรูปแบบ ก็ต่อเมื่อประเทศที่กล่าวมาข้างต้นเข้าร่วมเป็นคู่ขัดแย้งด้วย หรือการปะทะโดยตรงระหว่างมหาอำนาจหลายฝ่ายในหลายสมรภูมิพร้อมกัน ตลอดจนการยกระดับทางทหารจนเกินการควบคุม รวมไปถึงจุดแตกหักทางการทูต ซึ่งปัจจุบันนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น เพราะหลายๆ ประเทศต่างวางตัวเป็นกลาง และพยายามให้เกิดการเจรจา และหยุดโจมตีโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้สามารถประเมินออกมาได้เป็น 3 Scenario เบื้องต้น ประกอบด้วย

Scenario 1 จำกัดวงและคุมได้ การสู้รบยืดเยื้อไม่กี่สัปดาห์ ช่องแคบฮอร์มุซไม่ปิดยาว ราคาน้ำมันขึ้นแรง แล้วค่อยปรับลง เศรษฐกิจโลกชะลอบ้างแต่ไม่ถดถอย ธนาคารกลางชะลอลดดอกเบี้ยแต่ไม่กลับมาขึ้นดอกเบี้ยใหม่

Scenario 2 สงครามยืดเยื้อกินเวลาหลายเดือน พลังงานทรงตัวในระดับสูงยาวนาน จากเส้นทางขนส่งถูกคุกคามต่อเนื่อง การช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิด อุปทานน้ำมันและ LNG ตึงตัว ค่าขนส่งและประกันภัยสูงต่อเนื่อง เงินเฟ้อโลกเด้งกลับ ฉุดให้การค้าโลกและการผลิตอุตสาหกรรมชะลอ เริ่มกระทบกำไรบริษัท เสถียรภาพค่าเงิน ส่งผลให้ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้นมาก

Scenario 3 สงครามยืดเยื้อและลุกลามเป็นวิกฤตหลายสมรภูมิ เกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานวงกว้าง มีการดึงประเทศมหาอำนาจเข้าเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง ช่องแคบฮอร์มุซปิดถาวร ตลาดจะไม่มองแค่เรื่องน้ำมันอีกต่อไป แต่จะมองความเสี่ยงต่อระบบการเงิน การค้า และความมั่นคงโลกพร้อมกัน ซึ่ง Scenario นี้คือสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับคำว่า เสี่ยงเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3


ทางออกประเทศไทย กับสถานการณ์สงครามปัจจุบัน


สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจะมาเร็วที่สุดผ่าน 4 ช่องทาง คือ น้ำมัน-ก๊าซ ค่าไฟ ค่าขนส่ง และค่าเงินบาท ไทยนำเข้าน้ำมันดิบและคอนเดนเสทจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดยข้อมูลล่าสุดจาก S&P Global ระบุว่าในปี 2025 ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางเฉลี่ยราว 491,500 บาร์เรลต่อวัน และต้นปี 2026 สัดส่วนดังกล่าวคิดเป็นมากกว่า 51% ของการนำเข้าทั้งหมด ขณะฝั่ง LNG ไทยมีการพึ่งพากาตาร์และโอมานอยู่พอสมควรเช่นกัน จึงหลีกเลี่ยงผลกระทบทางราคายากมาก

ส่วนปริมาณสำรองนั้น แม้ไทยยังพอมีสำรองอยู่ แต่ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย กระทรวงพลังงานไทย ระบุเมื่อ 5 มีนาคม 2026 ว่า ประเทศสามารถจัดหาน้ำมันสำรองได้ถึง 95 วัน และก่อนหน้านั้นรายงาน ณ 1 มีนาคม ระบุว่าน้ำมันคงเหลือรวมที่ใช้ได้ราว 60 วันขึ้นไป ประเด็นจึงไม่ใช่เพียงมีของพอไหม แต่คือ ต้นทุนจะพุ่งแค่ไหน เพราะเมื่อประเทศต้องซื้อน้ำมันและก๊าซแพงขึ้น ก็จะกระทบไปยังราคาขายปลีก ค่าไฟฟ้า ภาคขนส่ง ต้นทุนผู้ประกอบการ และกำลังซื้อประชาชนในที่สุด

ด้านรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็มีบทเรียนตรงจากสงครามยูเครนว่าเงินเฟ้อไทยไวต่อพลังงานโลก โดยเอกสารของ ธปท. ชี้ว่าเงินเฟ้อไทยเคยพุ่งถึง 7.9% ในเดือนสิงหาคม 2022 จากราคาพลังงานและปัจจัยด้านอุปทานโลก ดังนั้นหากวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ ไทยย่อมเสี่ยงเห็นเงินเฟ้อพุ่งขึ้นอีกครั้งผ่านราคาน้ำมันและค่าไฟ ซึ่งป็นโจทย์ยากทั้งต่อรัฐบาลและ ธปท. เพราะเศรษฐกิจไทยยังต้องการแรงส่ง

เพราะสิ่งที่ไทยควรทำจึงไม่ใช่รอให้วิกฤตคลี่คลาย แต่ต้องบริหารความเสี่ยงเชิงรุกทันที

 

  • ระยะสั้น รัฐอาจต้องสำรองพลังงานให้เพียงพอ จัดลำดับความสำคัญการใช้ให้ชัด ล่าสุดเริ่มให้เข้าราชการกลับมา WFH เต็มรูปแบบ กระจายแหล่งนำเข้า เร่งทำสัญญาระยะกลาง-ยาว ด้าน LNG และประสานผู้ค้าน้ำมัน การไฟฟ้า เพื่อคุมเสถียรภาพ
  • ระยะกลาง ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และระบบขนส่งที่ใช้น้ำมันให้น้อยลง เพราะทุกวิกฤตตะวันออกกลางตอกย้ำบทเรียนเดียวกันว่า ประเทศที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าสูง ย่อมได้รับผลกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์มากเป็นพิเศษ


ในเชิงเศรษฐกิจ ไทยควรเตรียมการป้องกัน ดูแลราคาพลังงานไม่ให้เกิดวิกฤตเงินเฟ้อลามไปทั้งระบบ ดูแลค่าเงินบาทและต้นทุนนำเข้าไม่ให้กดดันภาคธุรกิจมากเกินไป และช่วยดูแลภาคส่งออกและโลจิสติกส์ ให้มีการบริหารต้นทุนประกันภัย-ค่าระวาง เพราะเมื่อเส้นทางการค้าโลกสะดุด ประเทศที่ปรับตัวเรื่องต้นทุนได้ช้าจะเสียความสามารถแข่งขันเร็วมาก


ดังนั้นบทสรุปสำคัญ จากวิกฤตอ่าวเปอร์เซีย หรือ สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ จึงเป็นสงครามที่สั่นคลอนโลกแทบจะทุกด้าน ทั้งพลังงาน การค้า การเงิน การลงทุน และนโยบายเศรษฐกิจไปพร้อมกัน เพราะวันนี้โลกกำลังเผชิญกับสงครามที่น่ากลัว เป็นทั้งสงครามเชื้อชาติ ศาสนา สงครามพลังงาน สงครามที่ต่อสู้ด้วยเทคโนโลยี อาวุธขั้นสูง โดยมีอ่าวเปอร์เซียเป็นจุดศูนย์กลาง และที่กลับมาเขย่าโลกอีกครั้ง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย