เปิดตำราเอาตัวรอด “วิกฤตพลังงาน” ไขข้อข้องใจทำไมน้ำมันแพง?

รูป เปิดตำราเอาตัวรอด “วิกฤตพลังงาน” ไขข้อข้องใจทำไมน้ำมันแพง?

efinAI



เปิดคู่มือวิธีเอาตัวรอดวิกฤตพลังงาน เจาะลึกโครงสร้างราคาน้ำมันไทยปี 2569 สาเหตุทำไมถึงแพง? พร้อมแนวทางประหยัดน้ำมัน-พลังงาน ทำตามง่ายๆ เริ่มด้วยตัวเอง!


คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมราคาน้ำมันหน้าปั๊มถึงขึ้นเอาๆ? ทั้งที่บางช่วงราคาน้ำมันดิบโลกไม่ได้ขึ้นมากมายขนาดนั้น “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” จะพาคุณไปส่องโครงสร้างน้ำมัน เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าเงินที่เราจ่ายไปนั้น ไปอยู่ที่ไหนบ้าง? รวมถึงวิธีรับมือหากเกิดวิกฤตพลังงาน เอาตัวรอดอย่างไรดี และในอดีตเคยเกิดมาแล้วกี่ครั้ง สาเหตุคืออะไร สรุปครบจบในที่เดียว!

เจาะลึกโครงสร้างธุรกิจน้ำมัน

ธุรกิจน้ำมันแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก (Supply Chain) คือ

  • ต้นน้ำ (Upstream): การสำรวจและผลิต คือการหาแหล่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ แล้วขุดขึ้นมา
  • กลางน้ำ (Midstream): การขนส่งน้ำมันดิบผ่านท่อหรือเรือบรรทุกน้ำมัน เพื่อนำเข้าสู่โรงกลั่น
  • ปลายน้ำ (Downstream): การกลั่นน้ำมันดิบให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ และการตลาด (ปั๊มน้ำมัน)

กระบวนการในโรงกลั่น: น้ำมัน 1 ถัง กลายเป็นอะไรบ้าง?

น้ำมันดิบ ไม่สามารถนำมาใช้ได้ทันที ต้องผ่านกระบวนการ “กลั่นลำดับส่วน” (Fractional Distillation) โดยใช้ความร้อนแยกสารประกอบตามจุดเดือดที่ต่างกัน ดังนี้

  • ก๊าซหุงต้ม (LPG): สารที่มีจุดเดือดต่ำสุด อยู่ส่วนบนของหอกลั่น
  • น้ำมันเบนซิน (Gasoline): ใช้ในรถยนต์ส่วนบุคคล
  • น้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) & น้ำมันก๊าด: สำหรับเครื่องบินและการอุตสาหกรรม
  • น้ำมันดีเซล (Diesel): หัวใจหลักของการขนส่งและเครื่องจักรหนัก
  • น้ำมันเตา & ยางมะตอย: ส่วนที่เหลือจากการกลั่นที่มีความหนืดสูง

ส่วนประกอบของราคาน้ำมัน (ทำไมน้ำมันไทยถึงราคานี้?)


หลายคนเข้าใจผิดว่ากำไรทั้งหมดตกเป็นของปั๊มน้ำมัน แต่ในความเป็นจริง ราคาน้ำมัน 1 ลิตร ประกอบด้วย

  • ราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่น: อ้างอิงตามตลาดกลาง
  • ภาษีต่างๆ: ภาษีสรรพสามิต, ภาษีเทศบาล และ VAT 7%
  • เงินเข้ากองทุน: กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ใช้พยุงราคายามวิกฤต) และกองทุนอนุรักษ์พลังงาน
  • ค่าการตลาด (Marketing Margin): คือส่วนแบ่งที่บริษัทน้ำมันและเจ้าของปั๊มได้รับ (ซึ่งต้องหักค่าบริหารจัดการ ปั๊มน้ำมัน และพนักงานออกไปอีก)

เครดิตรูปจาก : สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

สาเหตุทำไมน้ำมันถึงแพง?
  • ภูมิรัฐศาสตร์: สงครามหรือความขัดแย้งในกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน เช่น รัสเซีย-ยูเครน หรือตะวันออกกลาง ส่งผลต่ออุปทาน (Supply) โดยตรง
  • ค่าเงินบาท: เนื่องจากเรานำเข้าน้ำมันดิบเป็นสกุลเงินดอลลาร์ หากเงินบาทอ่อนค่า ราคาน้ำมันในไทยจะแพงขึ้นทันที
  • Demand & Supply: หลังยุคโควิด กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาพุ่งสูงขึ้น แต่กำลังการผลิตยังฟื้นตัวไม่ทัน
  • นโยบายพลังงานสะอาด: การลดการลงทุนในพลังงานฟอสซิลเพื่อมุ่งสู่ Net Zero ทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองลดน้อยลง
เงิน 100 บาทที่เราจ่ายค่าน้ำมัน หายไปกับค่าอะไรบ้าง?
  • โครงสร้างราคา ส่วนแบ่งรายได้ในน้ำมัน 1 ลิตร

1.ราคาเนื้อน้ำมัน คิดเป็นประมาณ 60-70% ของราคาหน้าปั๊ม ซึ่งผันผวนตามราคาน้ำมันดิบโลก

2.ภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีที่จัดเก็บเพื่อนำไปพัฒนาประเทศ อัตราจะต่างกันตามชนิดน้ำมัน เช่น เบนซินจะถูกเก็บสูงกว่าดีเซลเพื่อจูงใจภาคขนส่ง

3.ภาษีเทศบาล จัดเก็บเพิ่มอีก 10% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อส่งต่อให้กระทรวงมหาดไทยนำไปพัฒนาท้องถิ่น

4.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หัวใจสำคัญของการพยุงราคา ใช้กลไก “เก็บจากกลุ่มหนึ่ง ไปช่วยอีกกลุ่มหนึ่ง” หรือเก็บสะสมไว้ใช้ตอนราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง

5.กองทุนอนุรักษ์พลังงาน จัดเก็บประมาณ 0.05 – 0.10 บาทต่อลิตร เพื่อส่งเสริมพลังงานทดแทน

6.ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เก็บ 2 รอบ แบ่งเป็น รอบแรกเก็บจากราคาขายส่ง และรอบสองเก็บจากค่าการตลาด (รวม 7%)

7.ค่าการตลาด ส่วนของบริษัทน้ำมันและปั๊มน้ำมัน ประมาณ 1.50 – 2.50 บาท ซึ่งต้องรวมค่าขนส่ง พนักงาน และค่าเช่าที่ดิน
ราคาน้ำมันเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยากเพราะผูกติดกับตลาดโลก แต่ถ้าหากการเข้าใจ โครงสร้างราคาน้ำมัน จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของเศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้น การติดตามนโยบายของ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการบริหารจัดการ ค่าเงินบาท จึงเป็นกุญแจสำคัญที่รัฐบาลใช้ในการประคองปากท้องประชาชน


ในช่วงต้นปี
2569 นี้ แม้สถานการณ์โลกจะตึงเครียด แต่ไทยสามารถบริหารจัดการให้ราคาน้ำมันเสถียรกว่าหลายประเทศ เนื่องจาก “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” เริ่มมีสถานะทางการเงินที่ดีขึ้น ทำให้มีกระสุนในการพยุงราคาได้มากกว่าปีที่ผ่านๆ มา แม้ล่าสุดจะเริ่มกลับมาติดลบอีกครั้ง จนเกิดความเสี่ยงวิกฤตพลังงานไทย

ย้อนรอยวิกฤตพลังงานไทย ผ่านอะไรมาบ้าง?

ในอดีต ประเทศไทยเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่มาแล้วประมาณ 4 ครั้งสำคัญ ดังนี้

  • ปี 2516 (ครั้งที่ 1): สาเหตุสงครามอาหรับ-อิสราเอล (OPEC ลดกำลังการผลิต) กระทบราคาน้ำมันโลกพุ่ง 4 เท่า ภายในไม่กี่เดือน โดยขณะนั้นรัฐออกกฎหมาย “แก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน” และรณรงค์ประหยัดพลังงานครั้งแรก
  • ปี 2522 (ครั้งที่ 2): สาเหตุการปฏิวัติในอิหร่าน ผลกระทบเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก เงินเฟ้อพุ่งสูง โดยในปีนั้นได้กำเนิด “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” และก่อตั้ง ปตท. เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
  • ปี 2551 (ครั้งที่ 3): สาเหตุวิกฤตเศรษฐกิจโลก (Subprime) และความต้องการใช้เพิ่มสูง ผลกระทบ คือ ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งเกิน 44 บาทต่อลิตร เป็นสถิติสูงสุดในยุคนั้น ในตอนนั้นรัฐบาลใช้นโยบายลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และอุดหนุนราคาผ่านกองทุนน้ำมันอย่างหนัก
  • ปี 2565-2569 (จนปัจจุบัน): สาเหตุจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อิสราเอล อิหร่าน และสหรัฐ ทำให้กระทบราคาพลังงานผันผวนรุนแรง ค่าไฟและราคาน้ำมันพุ่งสูง โดยรัฐใช้กลไกกองทุนน้ำมันพยุงราคาดีเซล และเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
วิธีที่ไทยใช้ “รอด” ในทุกวิกฤต

1.การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: เป็น “กันชน” (Buffer) ที่สำคัญที่สุด โดยการเก็บเงินสะสมในช่วงน้ำมันถูก มาจ่ายชดเชยในช่วงน้ำมันแพง เพื่อไม่ให้ราคาหน้าปั๊มพุ่งสูงจนประชาชนรับไม่ไหว

2.การกระจายแหล่งพลังงาน: จากเดิมที่พึ่งพาน้ำมันอย่างเดียว ไทยเริ่มหันมาใช้ ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย มาผลิตไฟฟ้า และผสม พลังงานชีวภาพ (เอทานอล/ไบโอดีเซล) เพื่อลดการนำเข้า

3.มาตรการทางภาษี: รัฐบาลมักจะปรับลด “ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน” ชั่วคราวในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงเกินไปเพื่อประคองค่าครองชีพ

4.ความมั่นคงทางพลังงาน: ไทยมีกฎหมายบังคับให้ผู้ค้าน้ำมันต้องมีการสำรองน้ำมัน เพื่อให้มั่นใจว่าหากเกิดสงครามและนำเข้าไม่ได้ชั่วคราว ก็ยังมีน้ำมันใช้เพียงพอ
ความผันผวนของ “ราคาน้ำมัน” ไม่ได้กระทบแค่เงินในกระเป๋าเวลาเติมน้ำมันเท่านั้น แต่นักลงทุนต่างผวา เพราะอาจส่งผลต่อตลาดหุ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานค่อนข้างสูง



ผลกระทบต่อตลาดหุ้น เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ตลาดหุ้นจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งชัดเจน คือ “ผู้ได้ประโยชน์” และ “ผู้เสียประโยชน์”


กลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ ได้แก่

  • กลุ่มพลังงานต้นน้ำ: กำไรจะแปรผันตรงตามราคาน้ำมันดิบโลก ยิ่งแพงยิ่งกำไรดี
  • กลุ่มโรงกลั่น: มักได้ประโยชน์จาก Stock Gain (มูลค่าน้ำมันในสต็อกเพิ่มขึ้น) และค่าการกลั่นที่อาจปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการตลาด
  • กลุ่มพลังงานทดแทน: เมื่อน้ำมันแพง พลังงานทางเลือกอย่าง โซลาร์เซลล์ หรือ EV จะถูกมองว่าเป็นทางคุ้มค่ามากขึ้น ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ ได้แก่

  • กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์: สายการบิน, รถบรรทุก และไปรษณีย์เอกชน จะมีต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นทันที ซึ่งกดดันอัตรากำไร (Margin)
  • กลุ่มวัสดุก่อสร้างและปิโตรเคมี: เนื่องจากน้ำมันและก๊าซเป็นวัตถุดิบหลัก (Feedstock) และเป็นต้นทุนในการขนส่งสินค้าหนัก
  • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค: เมื่อน้ำมันแพง ค่าขนส่งสินค้าไปห้างสรรพสินค้าก็แพงขึ้น ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงเพราะต้องเอาเงินไปเติมน้ำมัน

หากราคาน้ำมันพุ่งสูงหรือเกิดภาวะขาดแคลนในระดับวิกฤต การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยลดผลกระทบต่อทั้ง “เงินในกระเป๋า” และ “การใช้ชีวิต” โดยได้รวบรวมวิธีรับมือที่ทำได้ทุกคน ทั้งประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชน


ตัวอย่างวิธีลดใช้พลังงาน
  • การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26-27 องศาเซลเซียส
  • ใส่เสื้อแขนสั้น ระบายอากาศได้ดี
  • การลดการใช้ไฟฟ้า เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
  • การใช้ระบบ Energy Saver หรือโหมดประหยัดพลังงานสำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน
  • การลดการใช้ลิฟต์ ส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้
  • ส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร
  • การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work From Home หรือทำงานจากที่บ้าน

คำแนะนำวิธีประหยัดน้ำมันรถ เช่น
  • การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ
  • การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม
  • การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool
  • การวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน


วิกฤตในอดีตสอนให้เรารู้ว่า
 “การประหยัด” เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว แต่ “การมีโครงสร้างพลังงานที่หลากหลาย” และ “กองทุนน้ำมันฯที่แข็งแกร่ง” คือทางรอดที่ยั่งยืน ซึ่งการเอาตัวรอดจากวิกฤตพลังงานเริ่มได้จากตัวเรา “ร่วมด้วยช่วยกัน”!

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย