กับดักหนี้คน Gen Z : วิกฤตการณ์หนี้ที่ซ่อนตัวในความสะดวกสบายยุคดิจิทัล

รูป กับดักหนี้คน Gen Z : วิกฤตการณ์หนี้ที่ซ่อนตัวในความสะดวกสบายยุคดิจิทัล

efinAI


ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย เบื้องหลังความสะดวกสบายของนวัตกรรมทางการเงินอย่างบริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” (Buy Now, Pay Later – BNPL)
ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด กลับซ่อนวิกฤตการณ์หนี้ที่กำลังคุกคามอนาคตของคนรุ่นใหม่ (Millennials และ Gen Z) อย่างเงียบเชียบ พวกเขากำลังเผชิญกับกับดักทางการเงินที่ค่อย ๆ สร้างขึ้นจากความง่ายดายของเทคโนโลยี แรงผลักดันทางวัฒนธรรม และช่องว่างในการกำกับดูแลที่ยังตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง

บทความชิ้นนี้จะเจาะลึกถึงรากเหง้าของปัญหา ตั้งแต่กลไกของ BNPL ที่สร้าง “หนี้เงา” ไปจนถึงวัฒนธรรม “ของมันต้องมี” ที่ถูกขับเคลื่อนโดยโลกออนไลน์ พร้อมทั้งสำรวจผลกระทบที่รุนแรงต่อชีวิตและความฝันของเยาวชน และท้ายที่สุด จะนำเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่จำเป็นอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันและแก้ไขวิกฤตนี้อย่างยั่งยืน

การทำความเข้าใจพลวัตของหนี้สินในยุคดิจิทัล ต้องเริ่มต้นจากการมองให้ลึกลงไปในกลไกสำคัญที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนทั้งรุ่น นั่นคือการเติบโตของบริการ BNPL

ดาบสองคมของ BNPL : การเติบโตของหนี้สินที่ “ง่ายดาย” และ “มองไม่เห็น”

การทำความเข้าใจบริการ BNPL ไม่ใช่เป็นเพียงการศึกษาเครื่องมือใหม่ ๆ ทางการเงิน แต่คือการวิเคราะห์กลไกสำคัญที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าพฤติกรรมการก่อหนี้ของคนรุ่นใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง

บริการนี้คือรูปแบบสินเชื่อที่อนุญาตให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าได้ทันทีและแบ่งจ่ายเป็นงวดในภายหลัง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามด้วยคุณสมบัติที่เข้าถึงง่าย รวดเร็ว ผ่อนชำระปลอดดอกเบี้ยในระยะสั้น และมักมาพร้อมโปรโมชันจูงใจ ประกอบกับอัตราการอนุมัติที่สูงถึงประมาณ 80% ยิ่งกระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้เกินตัว

ความน่าดึงดูดใจนี้ได้ผลักดันให้ตลาด BNPL เติบโตอย่างมหาศาล ข้อมูลเชิงสถิติสะท้อนภาพที่น่าตกใจ

  • ประเทศไทย: มูลค่าตลาด BNPL คาดว่าจะเติบโตจากประมาณ 30,000 ล้านบาท ในปี 2564 พุ่งทะยานสู่ระดับ 550,000 ล้านบาท ภายในปี 2571 ซึ่งคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยสูงถึงปีละ 44.8%

  • สหรัฐอเมริกา: จำนวนสินเชื่อ BNPL เติบโตจาก 16.8 ล้านรายการในปี 2019 เป็น 180 ล้านรายการ ในปี 2021 หรือเพิ่มขึ้นถึง 970%

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้กำลังสร้างระเบิดเวลาทางการเงิน ผ่านการก่อตัวของ “หนี้เงา” (Shadow Debt) ซึ่งเป็นภาระหนี้สินที่ไม่ได้ถูกบันทึกในระบบข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) อย่างครอบคลุม ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบที่ซับซ้อน

  1. การประเมินความเสี่ยงที่คลาดเคลื่อน: สถาบันการเงินไม่สามารถประเมินภาระหนี้ที่แท้จริงของผู้กู้ได้ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะอนุมัติสินเชื่อซ้ำซ้อนให้กับผู้ที่มีหนี้สินเกินตัวอยู่แล้ว

  2. อัตราการผิดนัดชำระที่พุ่งสูงจนน่ากังวล: ข้อมูลจากสหรัฐฯ พบว่า 41% ของผู้ใช้เคยชำระล่าช้า ขณะที่ในไทย สัดส่วนการผิดนัดชำระในบัญชี BNPL อยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้อายุ 18-29 ปี ซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอนและขาดประสบการณ์ในการบริหารจัดการหนี้

  3. ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน: การบริโภคเกินตัวและการสะสมหนี้เงาในระบบที่ขาดการกำกับดูแลอย่างเต็มรูปแบบ อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบการเงินของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือทางการเงินที่ไร้แรงเสียดทานนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการ เพราะมันทำงานร่วมกับแรงขับเคลื่อนทางวัฒนธรรมและสังคมที่ทรงพลัง ซึ่งกำลังผลักดันให้คนรุ่นใหม่ก้าวเข้าสู่วงจรหนี้เร็วขึ้นและลึกขึ้นกว่าเดิม

วัฒนธรรม “ของมันต้องมี” และการตลาดดิจิทัลที่ทรงอิทธิพล

เทคโนโลยีดิจิทัลและโซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการสื่อสาร แต่ได้กลายเป็นระบบนิเวศที่สร้างและเร่งปฏิกิริยาของวัฒนธรรมการบริโภคสมัยใหม่ แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram และ TikTok คือเครื่องมือที่นักการตลาดดิจิทัลใช้สร้าง “แบบจำลองลูกค้า” (Customer Persona) ของคนรุ่นใหม่ ก่อนจะใช้กลไกอย่าง “กรวยการตลาด” (Marketing Funnel) และสื่อโฆษณา (Paid Media) เพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ชีวิตที่ดูดี หรูหรา และเต็มไปด้วยประสบการณ์น่าอิจฉาอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้ได้บ่มเพาะปรากฏการณ์ “ของมันต้องมี” (Requirement) และค่านิยม “การซื้อความสุข”
ให้ฝังรากลึกในความคิดของคนรุ่นใหม่

สำหรับคน Gen Z การใช้จ่ายนี้ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยไร้เหตุผล แต่เป็นการลงทุนที่มีความหมาย งานวิจัยชี้ว่ามันคือความพยายามที่จะสร้าง “อัตลักษณ์ที่ทันสมัย” ให้เข้ากับกระแสสังคม และเป็นการ “ลงทุนเพื่อความสุขทางใจ”
ในโลกที่ไม่แน่นอน กล่าวคือ คนรุ่นใหม่จำนวนมากยอมเป็นหนี้เพื่อสร้างภาพลักษณ์และสถานะทางสังคมบนโลกออนไลน์ ซึ่งพฤติกรรมนี้ถูกกระตุ้นโดยตรงจากความง่ายดายของบริการ BNPL ที่กลายเป็นพาหนะสมบูรณ์แบบในการตอบสนองความปรารถนาที่ถูกสร้างขึ้นอย่างฉับพลัน

การบริโภคตามกระแสที่ถูกขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ดิจิทัลนี้ ส่งผลโดยตรงให้เยาวชนเริ่มเป็นหนี้เร็วขึ้น และเผชิญกับความเปราะบางทางการเงินตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งยังไม่นับรวมหนี้ครัวเรือนที่เป็นต้นทุนชีวิตที่เด็ก ๆ ต้องแบกรับ

ต้นทุนที่เยาวชนต้องจ่าย: เมื่อหนี้สินบั่นทอนความฝันและอนาคต

ผลกระทบของหนี้ครัวเรือนไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจมหภาค แต่คือต้นทุนชีวิตจริงที่เด็กและเยาวชนไทยกำลังแบกรับอย่างหนักหน่วง ตามรายงานโดย ‘คิด for คิดส์’ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ 101 Public Policy Think Tank (101 PUB) เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า มีเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 25 ปี จำนวนกว่า 6.2 ล้านคน (ราว 61%) อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีหนี้ และครัวเรือนเหล่านี้ต้องใช้รายได้ถึง 20%
ในแต่ละเดือนไปกับการผ่อนชำระ

สถานการณ์นี้ได้ผลักดันให้เยาวชนจำนวนมากตกอยู่ในภาวะ “เกือบจน” โดยเมื่อหักค่าผ่อนหนี้ออกจากรายได้แล้ว สัดส่วนเยาวชนที่อยู่ใต้เส้นความยากจนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 7% เป็น 13% แต่ผลกระทบที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือต้นทุนเชิงจิตวิทยาและสังคมที่ประเมินค่าไม่ได้

  • การบั่นทอน “ทุนทางจิตวิทยา”: การเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่แบกรับภาระหนี้สิน ทำให้เยาวชนจำนวนมาก “ไม่กล้าที่จะมีความฝัน” เพราะชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและแรงกดดันทางการเงินที่ปิดกั้นจินตนาการถึงอนาคตที่สดใส

  • ภาระหนี้ข้ามรุ่น: ความฝันถึงอนาคตที่ดีกว่ากำลังถูกปิดประตูก่อนที่มันจะเริ่มต้นด้วยซ้ำ เมื่อถามว่าหากได้เงินหนึ่งล้านบาทจะทำอะไร เยาวชนที่มีหนี้กว่า 40% เลือกที่จะไม่นำเงินไปลงทุนเพื่อการศึกษาหรือสร้างกิจการของตนเอง แต่เลือกที่จะ “นำไปใช้หนี้ให้ครอบครัว” เป็นอันดับแรก ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนของภาระข้ามรุ่นอันหนักอึ้ง

  • การลดทอนศักยภาพ: งานวิจัยชี้ชัดว่าเยาวชนในครอบครัวที่มีหนี้ มีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง (Self-efficacy) และความสามารถในการฟื้นตัวจากวิกฤต (Resilience) ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่มีหนี้อย่างมีนัยสำคัญ

ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตหนี้สินของเยาวชนยังถูกซ้ำเติมด้วยภัยเงียบอีกรูปแบบหนึ่งที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ นั่นคือ “การพนัน”

ภัยเงียบซ้ำเติมวิกฤต : การพนันออนไลน์ในหมู่เยาวชน

นอกเหนือจากแรงกดดันด้านการบริโภคแล้ว การพนันออนไลน์ได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ซึ่งซ้ำเติมปัญหาหนี้สินและความเปราะบางทางการเงินของเยาวชนให้เลวร้ายลงไปอีก ด้วยการเข้าถึงที่ง่ายดายผ่านสมาร์ทโฟนและการโฆษณาที่แฝงมาในทุกช่องทาง

สถิติจาก สสส. และเครือข่ายเด็กมีภูมิ Youth Club ในปี 2566 นั้นน่ากังวลอย่างยิ่ง โดยพบว่ามีเยาวชนกลายเป็นนักพนันออนไลน์หน้าใหม่กว่า 700,000 คน และเกือบครึ่งหนึ่ง (47%
) ยอมรับว่าอยากลองเล่นเพราะเห็นคนรอบข้างเล่น

การพนันออนไลน์สร้างวงจรหายนะที่เชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาหนี้สิน เริ่มจากการสูญเสียเงิน นำไปสู่การก่อหนี้เพิ่มขึ้นเพื่อนำเงินมาเล่นพนันต่อ และในหลายกรณีอาจบานปลายไปสู่การก่ออาชญากรรมเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ ภัยคุกคามนี้ทำให้การแก้ปัญหาหนี้เยาวชนต้องดำเนินไปพร้อมกับการจัดการปัญหาการพนันอย่างจริงจังและรอบด้าน

ทางออกวิกฤตหนี้เยาวชน : ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการแก้ไขที่ยั่งยืน

การแก้ไขวิกฤตหนี้ของคนรุ่นใหม่ไม่สามารถหวังผลได้จากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ต้องอาศัยการบูรณาการนโยบายอย่างเป็นระบบและครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อปฏิรูปโครงสร้างที่เอื้อต่อการเกิดหนี้ โดยมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญดังนี้

  • การกำกับดูแลที่เข้มงวดและทันการณ์
    • จัดให้บริการ BNPL อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกับสินเชื่อส่วนบุคคล โดยบังคับให้ต้องมีการตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้ (Affordability Checks) ของผู้บริโภคก่อนอนุมัติวงเงิน
    • บังคับให้ผู้ให้บริการ BNPL ทุกราย ต้องรายงานข้อมูลเข้าสู่บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) เพื่อปิดช่องว่าง “หนี้เงา” และทำให้สถาบันการเงินสามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างแท้จริง

  • การปฏิรูปโครงสร้างทางการเงินและสวัสดิการ
    • พัฒนาระบบการเงินฐานรากให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนกลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอนสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบที่เหมาะสมกับเงื่อนไขของตนเองได้
    • เสริมสร้างสวัสดิการสังคมและโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Social Safety Net) ที่เข้มแข็ง เพื่อลดการพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบของครัวเรือนเปราะบางในยามฉุกเฉิน

  • การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน
    • ผลักดันให้ “ความฉลาดทางการเงิน” (Financial Literacy) ถูกบรรจุเป็นหลักสูตรแกนกลางในระบบการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา เพื่อสร้างทักษะการบริหารจัดการเงิน การออม และความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงทางการเงินตั้งแต่เนิ่น ๆ

  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
    • ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อปราบปรามเว็บไซต์และเครือข่ายการพนันออนไลน์อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะเครือข่ายที่มุ่งเป้ามายังกลุ่มเด็กและเยาวชน

วิกฤตหนี้ของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคลที่เกิดจากการขาดวินัยทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก ตั้งแต่ช่องว่างในการกำกับดูแล การตลาดที่ฉวยโอกาสสร้างความเปราะบาง ไปจนถึงโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคมที่ไม่เพียงพอ การแก้ไขจึงไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการผลักภาระให้ปัจเจกบุคคล แต่ต้องการความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน เพื่อปฏิรูปโครงสร้างที่บิดเบี้ยวและปลดล็อกศักยภาพ คืนอนาคตที่สดใสกลับมาสู่มือของเยาวชนไทยอีกครั้ง

——————————————————————————–

เอกสารอ้างอิง

  • FPO Journal. (2568). BNPL กับพลวัตของหนี้ครัวเรือน.
  • The101.world. (2568). ทลายอุปสรรคชีวิตเยาวชนไทยในยุคหนี้ครัวเรือนล้น.
  • สสส. (2568). การเฝ้าระวังเว็บไซต์พนัน ปี 2567 พนันออนไลน์ สุดท้ายคือหายนะ.
  • SABLE. (2567). การใช้ Social Media ในการสร้าง Lead กับ การตลาดแบบรู้ใจ.
  • สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2565). ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ – เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้การเงิน (Financial Literacy) ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น.
  • กรมประชาสัมพันธ์. (2567). ผลกระทบของการพนันออนไลน์ต่อเยาวชน : ภัยเงียบที่คุกคามอนาคต.
  • thaijo.org. (2565). พฤติกรรมการบริโภคสินค้าออนไลน์กับของมันต้องมี.
  • Lemon8-app. (ม.ป.ป.). วิจัยเผยพฤติกรรมช้อปปิ้งคนรุ่นใหม่ เน้นซื้อความสุขแม้มีหนี้.


เจ้าของผลงาน : น.ส.ดาริน วิวัฒน์เจริญพงศ์ (เก๋) สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย 

Editing by

สุรเมธี มณีสุโข

สุรเมธี มณีสุโข

บรรรณาธิการข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย