สัญญาณอันตราย! เมื่อสินเชื่อแบงก์ติดลบยาว และหนี้ท่วมรากหญ้า – SMEs”

รูป สัญญาณอันตราย! เมื่อสินเชื่อแบงก์ติดลบยาว และหนี้ท่วมรากหญ้า – SMEs”

efinAI


ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยอาจมีความมั่นคงในระดับสูง แต่ในมุมนักลงทุนและประชาชน ความมั่นคงนั้นกลับแลกมาด้วยการ ‘หยุดปล่อยกู้’ ท่ามกลางวงจรหนี้เสียที่กดทับ เมื่อสินเชื่อติดลบ 6 ไตรมาสติดต่อกัน คำถามสำคัญคือเราจะก้าวข้ามกับดักหนี้ที่ตึงตัวนี้ได้อย่างไร ในวันที่แบงก์เลือกที่จะ ‘ไม่รับความเสี่ยง’ อีกต่อไป

สินเชื่อหดตัวสะท้อน “เศรษฐกิจซึม”

ข้อมูลจาก ธปท. โดย นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ระบุว่า ในไตรมาส ปี 2568 สินเชื่อระบบธนาคารหดตัวลง 1.1% ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่องถึง 6 ไตรมาส สินเชื่อธุรกิจ SMEs และ สินเชื่ออุปโภคบริโภคที่หดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง
ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องถึง 14 ไตรมาส

สัญญาณอันตรายเชิงโครงสร้าง

การที่สินเชื่อรวมติดลบ 6 ไตรมาส และ SME ติดลบ 14 ไตรมาส คือ “สัญญาณอันตรายเชิงโครงสร้าง” ที่น่าห่วงกว่าตัวเลขกำไรของธนาคารที่แม้จะลดลง

การติดลบ 14 ไตรมาส สะท้อนว่า SME ไทยไม่ได้ลงทุนใหม่เลย และบางส่วนกำลังล้มหายตายจากไป ระบบนิเวศธุรกิจไทยกำลังขาด “ฐานราก”

เมื่อสินเชื่ออุปโภคบริโภคหดตัว ประชาชนเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน หรือไม่กล้าใช้จ่าย ซึ่งจะส่งผลลบกลับมาที่ยอดขายของบริษัทต่างๆ เป็นวงจรไม่สิ้นสุด

แม้ธนาคาร จะมีเงินล้นระบบ สภาพคล่องสูง แต่ “ไม่กล้าปล่อย” เพราะกลัวหนี้เสีย สิ่งนี้ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐทำงานได้ยากขึ้น

คุณภาพหนี้ ดีขึ้น…แต่ต้องจับตา

ตัวเลข NPL กลุ่มธนาคาร ที่ลดลงมาอยู่ที่ 2.84% และ Stage 2 (หนี้ที่เริ่มค้างชำระ) ลดลงเหลือ 7.07% อาจดูเหมือนสถานการณ์ดีขึ้น แต่ต้องมองอย่างระมัดระวัง

การลดลงส่วนหนึ่งมาจาก “การบริหารจัดการ” (เช่น การตัดขายหนี้เสีย หรือการปรับโครงสร้างหนี้) มากกว่าการที่ลูกหนี้กลับมามีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐและ ธปท. เป็นตัวช่วย “พยุง” ไม่ให้หนี้ตกหน้าผา ซึ่งหากหมดมาตรการเหล่านี้ ต้องดูว่าลูกหนี้จะเดินต่อเองได้หรือไม่

กำไรแบงก์ที่ลดลง สัญญาณของการ “เฉือนเนื้อ” ช่วยลูกหนี้

ปี 2568 กำไรกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท ซึ่งปรับลดลงจากปี 2567 สาเหตุหลักมาจาก

NIM (ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย) แคบลง จากการลดดอกเบี้ยนโยบายและการช่วยเหลือลูกหนี้ตามนโยบายรัฐ

รายได้ค่าธรรมเนีย ต้องปรับตัวหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่หายไป

แม้กลุ่มธนาคารจะกำไรลดลง แต่ในแง่เศรษฐกิจมหภาค ถือเป็นการ “แบ่งเบาภาระ” จากภาคสถาบันการเงินไปสู่ภาคส่วนที่เปราะบางกว่า เพื่อประคองระบบในภาพรวม

รายเล็ก – รายย่อยหนี้ท่วม จับตาพึ่งหนี้นอกระบบ

ส่วนสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2567 พบว่ามูลค่าหนี้ครัวเรือนของไทยมีการเติบโตขึ้นเพียงเล็กน้อย ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ประเมินสถานการณ์ ปี 2569 คาดการณ์น่าจะใกล้เคียงเดิม

หนี้ครัวเรือนที่ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นมาก ส่วนหนึ่งมาจากสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางงแนวโน้ม NPL อาจจะเห็นการปรับเพิ่มขึ้นต่อสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี อาจจะดูดีขึ้นหรือลดลงในเชิงตัวเลข แต่ในชีวิตจริง ประชาชนยังคงต้องพึ่งพาสินเชื่อส่วนบุคคลในระดับที่สูงมาก เพราะรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

ทั้งนี้ จุดที่น่ากังวลที่สุด เมื่อระบบธนาคารมีความเข้มงวดมากขึ้น ลูกหนี้ที่เคยอยู่ในระบบจะไหลออกสู่หนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นส่วนที่มองไม่เห็นข้อมูล (Invisible) และมีอัตราดอกเบี้ยที่แพงมากจนซ้ำเติมชีวิตผู้คน

กลุ่มภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ กลุ่ม Micro-SME และกลุ่ม Small SME แนวโน้ม NPL ยังคงสูงขึ้นและเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง และขนาดใหญ่ สถานการณ์ NPL ทรงตัว

การแก้หนี้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมีการ “เติมเงิน” หรือเพิ่มรายได้ควบคู่ไปด้วย โดยต้องพึ่งพาการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการเกษตรและการท่องเที่ยว



SME Credit Boost -ปิดหนี้ไว ไปต่อ และทางรอดปี 2569

ธปท. คาดการณ์ว่าในปี 2569 สินเชื่อจะกลับมาขยายตัวได้ที่ 1.6 – 2% โดยมีกลไกสำคัญคือโครงการ “SME Credit Boost” วงเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าธนาคารจะไม่ปล่อยกู้แบบหว่านแหอีกต่อไป แต่จะเน้น 4 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

  • เกษตรแปรรูป: การสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าเกษตรเดิม
  • Wellness: ธุรกิจสุขภาพครบวงจรเพื่อรองรับสังคมสูงวัย
  • High-tech: อุตสาหกรรมดิจิทัลและนวัตกรรม
  • โลจิสติกส์: การเชื่อมต่อการค้าโลก


ส่วนรายย่อย โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ผ่าน บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ชวนลูกหนี้เสียเข้าตรวจสอบสิทธิ์เพื่อปรับปรุงเครดิตบูโร ให้ดีขึ้น

ความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม

แม้โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และมาตรการ Responsible Lending จะช่วยบรรเทาภาระหนี้สะสมได้ส่วนหนึ่ง (มียอดหนี้ช่วยเหลือแล้ว 2.5 ล้านล้านบาท) แต่ความท้าทายที่แท้จริง คือ “ความสามารถในการชำระหนี้” หากภาคธุรกิจและครัวเรือนไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ได้ ลำพังเพียงมาตรการทางการเงินอาจทำได้แค่ “ยื้อเวลา” เท่านั้น ดังนั้น ปี 2569 จึงเป็นปีแห่งการพิสูจน์ว่า เม็ดเงินใหม่ 1 แสนล้านบาท จะสามารถเปลี่ยนโครงสร้าง SME ไทยให้กลับมาแข็งแกร่งจนเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว จะผลักดันรายได้ภาคครัวเรือนได้เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่

แนวโน้มในระยะถัดไป

ปี 2569 อาจเป็นปีแห่งการ “ประคองตัวและปรับฐาน” ของกลุ่มธนาคาร นักลงทุนจะได้ประโยชน์จากเงินปันผลที่ยังสูง (6-7%) แต่สำหรับผู้ประกอบการและรายย่อย นี่คือปีที่ต้องพิสูจน์ “ความอยู่รอด” ผ่านการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยีและประสิทธิภาพเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่แค่การกู้เงินเพื่อยื้อเวลาแบบเดิมอีกต่อไป

“ความหวังจาก SME Credit Boost และการล้างหนี้เสีย อาจช่วยต่อลมหายใจให้ได้ในระยะสั้น แต่ในวันที่เศรษฐกิจไทยเดินช้ากว่าโลก คำถามที่ทุกคนต้องหาคำตอบให้เจอคือ ‘เราจะกู้เงินเพื่อกลับไปทำธุรกิจแบบเดิมที่กำลังจะตาย หรือเรากู้เพื่อสร้างตัวตนใหม่ในโลกที่เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ?

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช

จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช

ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย