SCGD กางโรดแมปผนึกฐานผลิต ‘เวียดนาม–อาเซียน’ สู้ศึกต้นทุนพลังงานและความผันผวนโลก พร้อมก้าวสู่ผู้เล่นระดับภูมิภาค

efinAI
ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงทั้งจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันที่ผันผวนรุนแรงจากการสู้รบในตะวันออกกลาง จนส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจเป็นวงกว้าง แต่สำหรับ "บมจ.เอสซีจี เดคคอร์" หรือ SCGD กลับมองเห็น "โอกาส" ในวิกฤต หลังเปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 69 ชูโมเดล "Regional Optimization" ผนึกกำลังฐานผลิตอาเซียน สู้ศึกต้นทุนพลังงาน พร้อมมุ่งสู่การเป็นผู้เล่นวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์แบบครบวงจรในระดับภูมิภาค

*** ตั้งเป้าสู่ Integrated ASEAN Player เต็มรูปแบบ
ภายใต้การนำทัพของหัวเรือใหญ่อย่าง "นำพล มลิชัย" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGD ได้ประกาศแผนธุรกิจปี 69 ออกมา ซึ่งมุ่งเน้นขับเคลื่อนการเติบโตในอาเซียนควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย โดยมีเป้าหมายสู่การเป็น Integrated ASEAN Player อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการเชื่อมโยงฐานการผลิต การบริหารซัพพลายเชน และเครือข่ายการจัดจำหน่ายในภูมิภาคให้ทำงานสอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลการดำเนินงานที่ยั่งยืน
โดยชูจุดแข็งด้านความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ควบคู่กับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ และคงความเป็นผู้นำในตลาดอาเซียนในระยะยาว
"SCGD ยังคงมุ่งสร้างการเติบโตควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย โดยเดินหน้าขยายธุรกิจ สอดคล้องกับการขยายตัวของอาเซียนโดยเฉพาะเวียดนาม พร้อมยกระดับความสามารถแข่งขันผ่านการพัฒนานวัตกรรมสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพสูง เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ครองใจผู้บริโภคในทุกประเทศที่เราดำเนินธุรกิจ และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น" นายนำพล กล่าว
*** เล็งปั้นเวียดนามเป็นฐานผลิตร่วมระดับภูมิภาค - อัดงบลงทุน 2.5 พันลบ.ลุยเพิ่มกำลังผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน
จากสถานการ์ปัจจุบันที่ต้นทุนและกำลังซื้อมีความผันผวน แต่ SCGD กลับเลือกใช้กลยุทธ์ Regional Optimization หรือการบริหารฐานผลิตร่วมในระดับภูมิภาค เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง โดยกุญแจสำคัญคือการผลักดันให้ "เวียดนาม" เป็นฐานกลยุทธ์สำคัญของภูมิภาค ทั้งในด้านฐานการผลิตที่ได้เปรียบเรื่องต้นทุนและการเป็นประตูสู่การส่งออกทั่วอาเซียน
โดยเตรียมเงินลงทุนในปีนี้กว่า 2,500 ล้านบาท สำหรับเน้นการลงทุนในเวียดนามเป็นหลัก เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนอีก 6.6 ล้านตารางเมตร รองรับความต้องการของตลาดที่มีความต้องการจากกระเบื้องเซรามิกทั่วไป สู่สินค้าที่มีคุณภาพและดีไซน์ทันสมัยมากขึ้น
พร้อมขยายตลาดส่งออกในภูมิภาค ภายใต้แนวทางพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ (Production Intelligence) ที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยระบบอัตโนมัติ ลดต้นทุน ควบคุมคุณภาพอย่างแม่นยำ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว
*** ทรานส์ฟอร์มพลังงานสะอาด หนุนลดต้นทุนเพิ่มขึ้นปีละ 80 ลบ.
หัวใจสำคัญของการรักษาความสามารถในการแข่งขันคือการบริหาร "ต้นทุนพลังงาน" ซึ่ง SCGD ได้วางรากฐานลดการพึ่งพาฟอสซิลมาตั้งแต่ปี 66 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความสามารถในการบริหารต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ
โดยในปี 69 ตั้งเป้าใช้เชื้อเพลิงชีวมวลทดแทนก๊าซธรรมชาติและถ่านหินเพิ่มเป็น 34.5% จากปีก่อนที่ทำได้ระดับ 23.5% รวมถึงตั้งเป้าการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเป็น 14% ของการใช้ไฟฟ้ารวม จากปีก่อนที่ระดับ 13.6% อย่างไรก็ตามกลยุทธ์นี้นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงจากราคาพลังงานโลกที่ผันผวนแล้ว ยังคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนได้เพิ่มขึ้นอีกปีละ 80 ล้านบาท

*** กางแผนเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานผลิตสุขภัณฑ์ ดันเป้ายอดขายปีนี้โต 40%
ด้านธุรกิจสุขภัณฑ์ SCGD ประกาศเดินหน้าขยายส่วนแบ่งตลาดในไทย ผ่านการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยต่อยอดจากความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ทั้งกลุ่มที่มองหานวัตกรรมและความสะดวกสบายผ่านสุขภัณฑ์ Smart ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ และกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าผ่านผลิตภัณฑ์คุณภาพมาตรฐานในราคาที่เข้าถึงได้ (Smart Value Products: SVP) อาทิ สุขภัณฑ์แบรนด์ sosuco และก๊อกน้ำแบรนด์ Prema เพื่อรองรับกำลังซื้อที่หลากหลายในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
ขณะเดียวกันมีแผนการเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานผลิตสุขภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับโลกและเพิ่มยอดขายในตลาดต่างประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม SCGD มีแผนขยายกลุ่มสินค้าใหม่และสินค้าเกี่ยวเนื่องในตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิว เช่น SPC กาวซีเมนต์และยาแนว ท็อปเคาน์เตอร์ครัว ประตู–หน้าต่าง และเฟอร์นิเจอร์ห้องน้ำ โดยตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายกว่า 40% ในปีนี้
*** สถานะทางการเงิน ‘แกร่ง’ หลังตุนเงินสด 9 พันลบ. พร้อมลุยโครงการ M&P
สำหรับมุมมองของนักลงทุนสิ่งที่เป็นจุดแข็งที่สุดของ SCGD คือความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยมีเงินสดในพอร์ตกว่า 9,000 ล้านบาท (ณ สิ้นปี 68) ซึ่งเป็นกระสุนสำคัญในการดำเนินโครงการควบรวมกิจการ (Merger & Partnership) ที่อยู่ระหว่างเจรจาหลายโครงการ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น
อย่างไรก็ตามสรุปแผนธุรกิจปี 69 ของ SCGD คือการใช้ความได้เปรียบเชิงพื้นที่ในอาเซียนมาบริหารความเสี่ยง ควบคู่กับการลดต้นทุนด้วยพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคมในการรับมือกับความไม่แน่นอนของโลก พร้อมสร้างฐานรากที่แข็งแกร่งเพื่อรอรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างมั่นคง











