ฉากทัศน์การเมืองไทย 69 บนทางแยกเสถียรภาพ-ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ

รูป ฉากทัศน์การเมืองไทย 69 บนทางแยกเสถียรภาพ-ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ

efinAI


ผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ สำหรับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ขณะที่สัญญาณในการตั้งรัฐบาล ก็กำลังเดินหน้า ไปพร้อมๆ กับปัญหาเรื่องนับคะแนน ปัญหาเรื่องบัตรเลือกตั้ง ที่ทำให้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ยังไม่สามารถรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการได้ ซึ่งอาจจะต้องรอในส่วนของกระบวนการฟ้องร้องต่างๆ เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติ ของฉากทัศน์ทางการเมืองในครั้งนี้ จึงมีความซับซ้อนจากผลการเลือกตั้งที่กระจัดกระจาย ความขัดแย้งของขั้วอำนาจเดิมและขั้วอำนาจใหม่ ตลอดจนความเสี่ยงจากวิกฤตความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระ ที่อาจส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้กลายเป็นโมฆะจากประเด็นบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด

เพราะฉะนั้นเมื่อการเมืองไทย ยังหาความแน่นอนไม่ได้ ทั้งเรื่องการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล และกรณีการฟ้องร้องที่ยังไม่รู้ว่าจะออกมาหน้าไหน เพราะเท่าที่เห็นตอนนี้ การฟ้องร้องของกลุ่มต่างๆ ครอบคลุมทั้ง

  • ศาลปกครองกลาง ที่ขอให้ระงับการประกาศผลและสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
  • ศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยประเด็นการละเมิดหลักการลงคะแนนลับโดยตรง
  • ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ฟ้องร้อง กกต. ทั้งคณะฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157)

ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น สามารถกำหนดฉากทัศน์ทางการเมืองจากนี้ ออกมาได้เป็น 3 แบบ ซึ่งล้วนแต่มีส่วนสำคัญต่อทิศทาง เสถียรภาพการเมือง และเศรษฐกิจ ของประเทศ ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ

ฉากทัศน์ที่หนึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ได้กระทำความผิด และการเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ

หากผลการตัดสินใดๆ ตกไป แน่นอนว่าฉากทัศน์นี้ จะทำให้การจัดตั้งรัฐบาล เดินหน้าต่อได้ทันที และยังอยู่บนหลักการ ความต่อเนื่องของรัฐ และคุ้มครองเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่ที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยศาลฯ อาจตีความว่าความบกพร่องทางเทคนิค เช่น การมีบาร์โค้ด เป็นเพียงกระบวนการบริหารจัดการข้อมูลภายในของ กกต. เพื่อความรวดเร็วในการนับคะแนน และตราบใดที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการนำข้อมูลดังกล่าวไปข่มขู่ หรือเปิดเผยข้อมูลการลงคะแนนรายบุคคล จนส่งผลต่อผลการเลือกตั้งในวงกว้าง ศาลย่อมให้ความสำคัญกับผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นจริง

เพราะฉะนั้นการตั้งรัฐบาลจะดำเนินไปตามไทม์ไลน์ปกติ โดยการประกาศรับรองผลเลือกตั้งอย่างน้อยร้อยละ 95 ภายในกรอบเวลา เพื่อเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก และการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยกระบวนการต่างๆ จะเสร็จเรียบร้อยช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ส่งผลให้รัฐบาลใหม่มีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 เพื่อเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับภาวะเติบโตต่ำ

ขณะที่เสถียรภาพของรัฐบาลผสม ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ จะทำให้เกิดความต่อเนื่องของนโยบายในกระทรวงสำคัญ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม รวมถึงกระทรวงต่างประเทศ และกลาโหม เรียกว่าสานต่อ ทั้งนโยบายเศรษฐกิจ ความมั่นคง และต่างประเทศ ได้ทันที ส่งผลดีต่อการดำเนินโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ถือเป็นปัจจัยบวกสูงสุดต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่จะให้ความสำคัญกับเสถียรภาพมากกว่าตัวบุคคล

นอกจากนี้ ในส่วนของตลาดหุ้น ดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO) ก็มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นสู่เกณฑ์ ร้อนแรง ตลาดหุ้นไทยจะตอบรับด้วยการปรับตัวขึ้นในลักษณะ Election Rally โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่อิงกับการบริโภคในประเทศ และกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะได้รับอานิสงส์จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ 

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจะเป็นบวก แต่เศรษฐกิจไทยยังคงมีปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และภาวะสังคมผู้สูงอายุที่รุนแรงขึ้น และหนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มแตะเพดานในปี 2570 จะเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้รัฐบาลใหม่ไม่สามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ได้เหมือนในอดีต ส่วนภาคธุรกิจก็ต้องระมัดระวังการขยายตัวที่อาจไม่รวดเร็วอย่างที่คาดหวังเป็น “ความรับผิดทางอาญาส่วนบุคคล” ของเจ้าหน้าที่

 

ฉากทัศน์ที่ 2 ศาลตัดสิน กกต.ผิด มาตรา 157 แต่การเลือกตั้งไม่โมฆะ 

กรณีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตัดสินว่า กกต. มีความผิด มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งว่าการเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ ฉากทัศน์นี้จะนำไปสู่วิกฤตเชิงสถาบันที่ซับซ้อน เนื่องจากผู้จัดการเลือกตั้งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นความรับผิดทางอาญาส่วนบุคคล แต่ความผิดไม่ถึงขั้นทำให้ผลเลือกตั้งบิดเบือนอย่างมีนัยสำคัญ เพราะคะแนนรวมสะท้อนเจตนาประชาชน และถือเป็นหลักคุ้มครองเจตนารมณ์ ซึ่งถือเป็นหลักความมั่นคงของรัฐ และระบบการปกครอง เพราะหากเลือกตั้งเป็นโมฆะ ถือเป็นผลกระทบสูงมากทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี เมื่อศาลรับฟ้องคดีอาญาและหากเห็นว่าพฤติการณ์มีความร้ายแรง ศาลอาจมีคำสั่งให้กรรมการ กกต. ที่ถูกฟ้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว หากกรรมการพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ หรือเหลือจำนวนไม่ครบองค์ประชุม (ซึ่งตาม พ.ร.ป. กกต. ต้องมีอย่างน้อย 5 คน) กระบวนการสรรหา กกต. ชุดใหม่จะต้องเริ่มขึ้นทันที ซึ่งปัญหาทางกฎหมายที่สำคัญคือ “การรับรองผลการเลือกตั้ง” หาก กกต. ชุดเดิมถูกพักงาน หรือพ้นจากตำแหน่งในช่วงที่ยังประกาศผลไม่ครบตามจำนวนร้อยละ 95 การตั้งรัฐบาลจะตกอยู่ในภาวะชะงักงันทันที เนื่องจากสำนักงาน กกต. โดยเลขาธิการฯ แม้จะมีอำนาจดูแลงานธุรการ แต่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการออกประกาศรับรองผล สส. แทนคณะกรรมการ กกต. ได้ ความล่าช้าในการสรรหา กกต. ชุดใหม่ ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบประวัติโดยวุฒิสภา อาจใช้เวลาตั้งแต่ 90 ถึง 120 วัน ดังนั้นสภาวะนี้จะทำให้การเปิดสภาผู้แทนราษฎรล่าช้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ฉากทัศน์นี้จะสร้าง “ภาวะฟรีซ” ทางการเมืองที่ส่งผลเสียรุนแรงต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ รัฐบาลรักษาการจะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเป็นระยะเวลานาน โดยมีอำนาจที่จำกัดอย่างมากตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 เพราะไม่สามารถอนุมัติโครงการที่สร้างภาระผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไป และไม่สามารถแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงได้ และแน่นอนว่า งบประมาณจะสะดุด ความล่าช้าจะทำให้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ล่าช้าออกไปประมาณ 3-4 เดือน หรือมากกว่านั้น ไม่สามารถเริ่มโครงการลงทุนใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ เพราะหากงบประมาณล่าช้าออกไป 1 ไตรมาส จะฉุดจีดีพี ลง 0.2 – 0.4% อาจททำให้จีดีพีปีนี้ เติบโตไม่ถึง 1.5%

ส่วนตลาดหุ้นจะเผชิญกับแรงขายทำกำไรระยะสั้น นักลงทุนจะย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำแทน การเมืองที่ไม่แน่นอน ขาดเสถียรภาพ เป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติกังวลมากที่สุด

ฉากทัศน์ที่ 3 เลือกตั้งโมฆะนับหนึ่งใหม่ทางการเมือง -ความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหภาค

ฉากทัศน์ที่3 คือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการเลือกตั้งทั้งหมดเป็นโมฆะ เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรงในประเด็นการเลือกตั้งโดยลับและโดยตรง ตามมาตรา 85 บรรทัดฐานนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการเลือกตั้งปี 2549 และ 2557 ซึ่งนำไปสู่สุญญากาศทางการเมืองที่ยาวนานและความวุ่นวายทางสังคม ในฉากทัศน์นี้ กกต. จะถูกตัดสินว่ามีความผิดร้ายแรงและต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ในขณะที่ผลการเลือกตั้งทั้งหมดจะถูกยกเลิก และต้องกลับมานับหนึ่งใหม่

เมื่อการเลือกตั้งเป็นโมฆะ รัฐบาลรักษาการจะต้องดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งใหม่ภายใน 45-60 วัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือ กกต. ชุดเดิมไม่สามารถทำหน้าที่ได้ และ กกต. ชุดใหม่ยังไม่ถูกสรรหา สภาวะอาจทำให้การเมืองไปสู่ทางตัน เนื่องจากไม่มีสภาผู้แทนราษฎรมาทำหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรี และยังขาดกลไกในการสรรหาองค์กรอิสระที่รวดเร็วพอ เพราะการเลือกตั้งใหม่ในฉากทัศน์นี้จะไม่ได้เป็นเพียงการกลับไปลงคะแนน แต่จะเป็นการต่อสู้ทางกฎหมายและมวลชนที่เข้มข้นขึ้น พรรคการเมืองจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการหาเสียงใหม่ทั้งหมด ส่วนประชาชนก็อาจจะขาดความศรัทธาในระบอบการเลือกตั้ง เบื่อหน่าย และแน่นอนว่ากว่าจะมีรัฐบาลใหม่อาจกินเวลานานกว่า 6-9 เดือน หรือยาวนานไปจนถึงสิ้นปี 2569 ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ

ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจในฉากทัศน์นี้ จะรุนแรงมาก เพราะหากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า จากการต้องเลือกตั้งใหม่ อาจทำให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอย จีดีพีปีนี้มีความเสี่ยงที่จะเติบโตต่ำกว่า 1% หรือหดตัวในบางไตรมาส เนื่องจากไม่มีงบประมาณใหม่เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ภาคเอกชน นักลงทุนต่างประเทศชะลอลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์ หรือร้ายแรงถึงกับย้ายเงินลงทุน ย้ายฐานการผลิต หนีไปลงทุนประเทศคู่แข่งที่มีศักยภาพ และเสถียรภาพที่ดีกว่า ซึ่งจะส่งผลเสียต่อศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของประเทศ

ส่วนตลาดหุ้นไทยอาจเผชิญกับภาวะ Panic Sell เพราะนักลงทุนต่างชาติมองว่าประเทศไทยมีความเสี่ยง บทเรียนจากการประกาศโมฆะในปี 2549 แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นไม่ได้กลัวเพียงคำว่าโมฆะ แต่กลัวความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อ ซึ่งอาจทำให้ดัชนีหลุดแนวรับสำคัญที่ 1,200 จุด และหลีกเลี่ยงไม่ได้กับความเสี่ยงต่ออันดับเครดิตของประเทศ เพราะสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออาจปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย จากความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และการขาดวินัยทางการคลังจากการที่รัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจจัดการงบประมาณ

การพิจารณาคดีความที่เกี่ยวข้องกับ กกต. ในปีนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดของทศวรรษ ฉากทัศน์ที่หนึ่งเป็นทางออกที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากที่สุด แต่อาจขาดการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างขององค์กรอิสระ ในขณะที่ฉากทัศน์ที่ 2 และ 3 แม้จะถือเป็นการตรวจสอบความถูกต้องตามหลักกฎหมาย แต่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมที่สูงมาก ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศในยุคที่กำลังมีปัญหาทางโครงสร้างจนเศรษฐกิจเติบโตต่ำรั้งท้ายภูมิภาค

ดังนั้นความท้าทายของรัฐบาลใหม่ไม่ว่าจะจัดตั้งได้เมื่อใด คือการแก้โจทย์ “คนป่วยแห่งเอเชีย” ผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การลดระดับหนี้สาธารณะ และการสร้างความเชื่อมั่นทางการเมือง หากประเทศไทยไม่สามารถก้าวข้ามความขัดแย้งเชิงนิติศาสตร์เหล่านี้ไปได้ ศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ 2.1% หรือมากกว่านั้นต่อปี ในระยะ 3 ปีข้างหน้าจากนี้ อาจเป็นเพียง

แค่ความหวังวท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองที่ไม่มีที่สิ้นสุด การเตรียมความพร้อมของภาคเอกชนและนักลงทุนจึงต้องตั้งอยู่บนความระมัดระวังขั้นสุด โดยเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการกระจายความเสี่ยงออกสู่ตลาดโลกมากขึ้น เพื่อลดทอนผลกระทบจากปัจจัยภายในที่ยังคงไร้ทางออกที่ชัดเจน

ประเทศไทยไม่อยากกลายเป็นคนป่วย เราอยากหายป่วยในเร็ววัน แต่หากความขัดแย้งยังไม่หมด การเมืองยังไม่จบ ประเทศไม่เดินหน้าต่อ เราก็อาจเป็น “คนป่วยโคม่านอนติดเตียง”

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย